บทที่ 8 รางวัล
บทที่ 8
รางวัล
การแสดงของหรงเล่อ นอกจากจะงดงามตราตรึง สิ่งที่ทำให้ผู้คนสงสัยคือ นางร่ายรำได้งดงามมาก งามกว่านางรำหลวง
เทียบฝีมือเสียนเฟยได้เลย ซึ่งหากมองตามความจริง ที่ผ่านมาทุกครั้งนางไม่เคยทำได้ แต่ครั้งนี้นางกลับทำได้ดี มันเพราะอะไร
ยิ่งกับอันลี่ที่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เพียงดีดพิณให้จบท่วงทำนองก็ถือว่าหนักหนาแล้ว สหายของนางกลัวการร่ายรำ ตั้งแต่เกิดเรื่องไม่เคยฝึกเลย นางไม่อยากจะเชื่อ
หรงเล่อยิ้มรับทุกเสียง นางปรายตามองใบหน้าของอันลี่ที่ซีดเซียว
เป็นอย่างไรสหายรัก การเป็นตัวประกอบให้ข้าได้โดดเด่น เจ้าชอบหรือไม่
“งดงามจริง ๆ การร่ายรำของคุณหนูหรงเล่อช่างแปลกตา ขนาดที่ว่าสู้กับการร่ายรำที่อ่อนช้อยของเสียนเฟยได้ ฝ่าบาทต้องประทานรางวัลให้นางแล้ว”
“รางวัลหรือ”
“ใช่เพคะ ไหนจะคุณหนูอันลี่ นางเล่นพิณออกมาได้ไพเราะน่าฟัง ส่งเสริมให้การร่ายรำน่ามองขึ้นหลายส่วน”
เสียงเอ่ยชมของฮองเฮาดั่งมีดปักลงที่ร่างของอันลี่ให้แข็งค้าง ฮองเฮาเอ่ยเช่นนี้ ใช่หาว่านางเป็นเพียงนักดนตรีทั่วไปที่ทำหน้าที่ตนได้ดี ส่งเสริมให้การร่ายรำโดดเด่นหรือ
“ฮองเฮาพูดถูก การร่ายรำของนางงดงาม ชินอ๋องเจ้าว่าเราควรให้อะไรเป็นรางวัลกับนางดี”
เสียงผู้เป็นใหญ่ที่เอ่ยถามน้องชายตนเอง ทำเอาทุกคนสงสัย
ฝ่าบาทโยนเรื่องนี้ให้ชินอ๋อง แบบนี้ออกจะแปลกไปมาก
ฝ่าบาทไม่เคยเอ่ยถามเรื่องรางวัลกับผู้ใด หากพอใจให้จะให้ หากไม่พอใจหางตายังไม่มอง
แสดงว่าการแสดงนี้เข้าตาฝ่าบาทจริง ๆ
หรงเล่อนางผ่านเรื่องราวมามาก ทั้งจากโลกใบนี้ที่ถูกกดข่มหรืออีกใบที่นางเฉิดฉายยืนได้อย่างงดงามมากความสามารถ
หากเรื่องอะไรจะเกิดย่อมต้องเกิด นางเพียงยอมรับและใช้ชีวิตตนเองต่อไป
“กระหม่อมไม่มีความคิดเห็นฝ่าบาท”
“ชินอ๋องไม่มีความคิดเห็น งั้นเอาเป็นรางวัลสมรสพระราชทานเป็นอย่างไร เจ้าชอบหรือไม่คุณหนูหรงเล่อ”
หรงเล่อคุกเข่าลงพื้น นางเงยหน้าขึ้น ใบหน้างามมีรอยยิ้มหวานหาได้หวาดกลัว
“ฝ่าบาท เกรงว่าสมรสพระราชทานหม่อมฉันคงรับไว้ไม่ได้ ขอฝ่าบาทเมตตาด้วย”
ทุกคนในงานนึกไม่ถึงว่านางจะเอ่ยออกมา มันเป็นการปฏิเสธ ไม่เคยมีใครค้านพระองค์มาก่อน การค้านผู้เป็นใหญ่ จุดจบคือความตาย
แต่เด็กสาวผู้นี้เหตุใดนางถึงได้กล้า กล้าที่จะเอ่ย ไหนจะเรื่องรางวัล ใครบ้างไม่อยากจะได้สมรสพระราชทานจากฝ่าบาท
“อย่าเพิ่งคิดไปสิ ที่ข้าบอกว่าสมรสพระราชทาน ไม่ได้หมายถึงเจ้าจริง ๆ หรอก ฮ่า ๆ ข้าเพียงล้อเล่นเท่านั้น แต่คนที่ข้าหมายถึงคือคุณหนูอันลี่”
สิ้นคำ สายตาของทุกคนก็ไปตกที่ร่างของอันลี่ ที่เหมือนเพิ่งจะได้สติขึ้นมา
นางเงยหน้าขึ้นมามองไปทั่ว ใจเต้นรัวเร็วเพราะนางกำลังได้ในสิ่งที่ฝัน มือของนางเปียกชื่นไปด้วยเหงื่อที่ไหลออกมา ดวงตาเปล่งประกายมีความสุข
หรงเล่อเหยียดยิ้ม เพ้อฝันจริง ๆ เจ้ากำลังเป็นของเล่นฝ่าบาท โดยที่เจ้าไม่รู้ตัวเลยอันลี่
“หม่อมฉันสุดแล้วแต่ฝ่าบาทเพคะ”
“งั้นหรือ แล้วแต่ข้า เจ้าทั้งสองเป็นสหายกันแต่ว่าแตกต่างกันจริง ๆ หนึ่งดำ หนึ่งขาว หนึ่งเคยโดดเด่น อีกหนึ่งเคยมืดมน”
สายตาแหลมคมดั่งเหล็กร้อนที่แผดเผาผู้คนมองทะลุร่างของหรงเล่อ นางรู้สึกว่าตนเองกำลังเล่นกับคนที่ไม่ควรเล่น
เขาทำนางตายได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ต้องการ นางดั่งลูกไก่ตัวน้อยในกำมือของเขาที่ตกตายได้เพียงแรงบีบนิดเดียวเท่านั้น นี้คือความน่ากลัวของโอรสสวรรค์ ผู้ชี้นำทุกอย่างได้
ทุกคนในงานต่างไม่ส่งเสียง แม้แต่ฮองเฮาเองก็เอาแต่ยิ้ม
“ประทานผ้าไหมทางเหนือคนละสิบพับ นอกจากนั้น ข้าขอคิดดูก่อนว่าสมควรให้อะไร”
สิ้นเสียงของฝ่าบาท หรงเล่อถอนหายใจ ส่วนอันลี่เหมือนถูกดึงขึ้นไปในอากาศแล้วปล่อยให้ตกลงมากระแทกพื้น
ความฝันที่นางจะได้ยกฐานะจบสิ้นลง
สิ่งที่ฝ่าบาทเอ่ยออกมา นางคิดว่าฝ่าบาทจะทำจริง แต่นี้คือการล้อเล่นเช่นนั้นหรือ
อันลี่แทบยิ้มไม่ออก
“ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ”
หรงเล่อและอันลี่ก้าวลงมาจากลานการแสดง คนหนึ่งใบหน้าเรียบเฉย อีกคนใบหน้าผิดหวัง
“ยังมีงานอีกสองงานในเดือนนี้ หากพวกเจ้ายังแสดงได้ดี ข้าจะให้ตามที่พวกเจ้าทั้งสองขอคนละหนึ่งอย่างตามความต้องการของพวกเจ้า”
อันลี่เหมือนเห็นความหวังนางหันไปย่อกายยิ้มแย้มขอบพระทัยอีกครั้ง ใบหน้าเบิกบานด้วยความมั่นใจ มีไม่บ่อยนักที่ฝ่าบาทจะประทานรางวัลเช่นนี้ อันลี่คิดว่านางทำได้แน่นอน
หรงเล่อไม่คิดอยากจะได้รางวัลอะไรอยู่แล้ว นางมีทุกอย่างครบถ้วน ไม่มีขาดสิ่งใด ชีวิตของนางไม่เหมือนชีวิตของอันลี่ที่ต้องดิ้นรน นี้คือเหตุผลที่หรงเล่อสงสารอันลี่
นางคบหาอันลี่เป็นเพื่อน อีกฝ่ายขาดเหลืออะไร นางก็ใส่ใจมอบมันให้ หากรู้ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นนี้ อันลี่หักหลังทรยศความเป็นเพื่อน นางจะไม่เลือกสงสารเห็นใจแต่แรก
“เจ้าทำได้อย่างไรหรงเล่อ”
เมื่อนั่งลง คำถามของบิดาก็ทำให้หรงเล่อเผยรอยยิ้ม นางเลือกที่จะพูดเพื่อให้บิดาสบายใจด้วยการโกหก
“ท่านพ่อ ท่านคงจำวันที่ข้าอวดเก่งขึ้นแสดงได้ ท่านเอ่ยห้าม แต่ข้าดื้อเอง ผลที่ออกมาจึงกลายเป็นข้าที่พลาดถูกมองเป็นตัวตลกในสังคมชั้นสูง แม้แต่เด็กสิบขวบพวกเขายังไม่เว้น ต่อว่านินทาข้าจนไม่เหลือชิ้นดี ตั้งแต่นั้นข้าเก็บตัวหวาดกลัวผู้คน ไม่กล้าเข้าหน้าผู้ใด”
“ใช่ พ่อจำได้ดี เพราะพ่อไร้ความสามารถ เจ้าถึงได้ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นความผิดพ่อ”
“ท่านพ่อไม่ผิด เป็นข้าเองที่โง่งม ที่ข้าทำได้เพราะข้าแอบทำประจำก่อนนอนคือการฝึกฝนร่ายรำ ฝึกศาสตร์ต่าง ๆ อย่างที่คุณหนูคนหนึ่งควรกระทำ แต่ที่ไม่เคยแสดงออกมาได้เต็มที่เพราะกลัวว่าจะทำท่านขายหน้า ข้าเอาแต่หวาดกลัวทุกครั้ง วันนี้ที่ข้าทำออกมาได้เพราะข้าละทิ้งความกลัว มีความกล้าให้ตนเองข้าจึงผ่านมันมาได้”
หรงเชามองบุตรสาวด้วยสายตาสงสาร
นางผ่านช่วงชีวิตวัยเด็กที่เจ็บปวดมา จากคนที่ควรสดใสน่ารัก กลายเป็นเก็บตัว หวาดกลัวสังคม โดยเฉพาะสังคมชั้นสูงที่ใส่หน้ากากเข้าหากันทุกคืนวันเช่นนี้
“ดีแล้ว พ่ออยากให้เจ้ารู้ไว้ ว่าพ่อยืนอยู่ข้าง ๆ เจ้าเสมอ ยังมีท่านตาของเจ้าอีก ป้าและลุงของเจ้าที่ห่วงใยเจ้า เจ้าไม่ได้ยืนอยู่เพียงตนเดียว”
หรงเล่อยิ้ม นางรู้ แต่ที่ผ่านมาเพราะนางกลัว นางกลัวจนเองมันมาทำลายคนรอบข้าง
ท่านพ่อ ข้าขอโทษที่ข้างี่เง่า ข้ามันโง่งม สมควรแล้วที่อันลี่จะใช้ข้าเป็นเครื่องมือเพราะข้าไม่มีสมองคิดอ่าน แต่ต่อจากนี้ไปข้าหาใช้คนเดิมแล้ว ข้าจะไม่ทำให้ท่านเป็นห่วงคิดมากอีก
