บทที่ 8 ฉันกำลังหายใจผิดหรือเปล่า?
"ฉันจะพูดอีกแค่ครั้งเดียว" น้ำเสียงของธนพลเต็มไปด้วยอำนาจและคำสั่งที่ไม่อาจขัดขืน "ขอโทษอริสาซะ"
เขาไม่คิดจะถามไถ่ถึงต้นสายปลายเหตุ ไม่สนว่าใครถูกใครผิด
ขอเพียงแค่มีชื่อของ 'เทมป์' เข้ามาเกี่ยวข้อง ชาลิณีก็กลายเป็นคนผิดมหันต์จนไม่สมควรมีตัวตนในสายตาเขา!
อริสายกมือขึ้นปิดหน้า ทว่าแววตาเบื้องลึก กลับฉายแววแห่งชัยชนะที่ปิดไม่มิด
ชาลิณีมองชายตรงหน้าด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน
เธอสลับไปมองอริสา ภายใต้สายตาอันเย็นชาของธนพลที่จ้องมองมา เธอพยายามเค้นเสียงออกจากลำคอที่แห้งผาก
"ขอโทษค่ะ"
เสียงของชาลิณีแผ่วเบาราวกับปุยนุ่น ส่วนหัวใจนั้นแตกสลายไม่มีชิ้นดี
เมื่อพูดจบ เธอก็หลุบตาลงมองผ้าไหมที่ชุ่มโชกไปด้วยกาแฟบนคอของตัวเอง ผิวหนังบริเวณที่ถูกน้ำร้อนลวกเริ่มมีอาการแสบร้อนขึ้นมาเป็นระลอก แต่ถึงจะเจ็บกายเพียงใด ก็เทียบไม่ได้กับความเจ็บปวดใจจากคำสั่ง "ขอโทษ" ของธนพล
สีหน้าของธนพลไม่ได้อ่อนลงเพราะการยอมจำนนของเธอ ตรงกันข้ามกลับยิ่งดูมืดหม่นและทะมึนตึงกว่าเดิม
สิ่งที่เขาเกลียดที่สุด คือท่าทางที่ยอมรับชะตากรรมราวกับคนทั้งโลกติดหนี้เธออยู่เช่นนี้
ชาลิณีทำราวกับไม่รู้สึกรู้สา เธอค่อยๆ ปลดผ้าพันคอออกแล้วกำไว้ในฝ่ามือ
จากนั้นเธอก็เงยหน้าขึ้น สายตามองข้ามไหล่ของอริสาไป จ้องตรงไปยังธนพล
"ดิฉันสุขภาพไม่ดี เกรงว่าจะไม่สามารถรับผิดชอบงานในฝ่ายพัฒนาเชิงกลยุทธ์ได้อีกต่อไป ดิฉันขอลาออกค่ะ"
ลาออก?
คำสองคำนี้ทำให้ทุกคนในที่นี้ตกตะลึง รวมไปถึงธนพลด้วย
เขาคิดว่าเธอจะร้องไห้ โวยวาย หรือใช้ความเงียบเข้าสู้เหมือนทุกครั้ง แต่ไม่คิดเลยว่าเธอจะเลือกเดินจากไปดื้อๆ แบบนี้
ชั่ววูบหนึ่ง ความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูกแล่นผ่านเข้ามาในใจ ราวกับมีเข็มเล่มเล็กๆ ทิ่มแทง
หัวใจของอริสากระตุกวูบ เธอจะปล่อยให้ชาลิณีหลุดมือไปง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้
เธอรีบขยับตัวเข้าไปเกาะแขนธนพล เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานเจือความห่วงใยที่ปรุงแต่งมาอย่างดี "พี่ธนพลคะ อย่าโกรธพี่ชาลิณีเลยนะคะ พี่เขาอาจจะ... อาจจะเพราะเทมป์ใกล้จะพ้นโทษออกมาแล้ว เลยอยากมีเวลาไปเตรียมตัวต้อนรับ ก็เลยอยากลาออกมั้งคะ? ก็พวกเขา..."
เธอพูดไม่จบประโยค แต่ความหมายนั้นชัดเจนแจ่มแจ้ง
เทมป์
ชื่อนี้อีกแล้ว
ความรู้สึกหวั่นไหวเล็กน้อยที่เพิ่งเกิดขึ้นในใจของธนพลเมื่อครู่ ถูกเพลิงริษยาเผาผลาญจนมอดไหม้ไปในพริบตา
ที่แท้เรื่องลาออกก็แค่ข้ออ้าง แต่เรื่องอยากไปหาไอ้ผู้ชายคนนั้นต่างหากที่เป็นเรื่องจริง!
เธออดรนทนไม่ไหวขนาดนั้นเชียวหรือ?
"จะลาออกใช่ไหม?" ธนพลขบกรามแน่น เค้นคำพูดลอดไรฟันออกมาทีละคำ ก่อนจะกระชากข้อมือชาลิณีอย่างแรง "ตามฉันมา!"
เขาไม่สนใจสายตาตะลึงงันของคนรอบข้าง ฉุดชาลิณีให้ถลาตามแรงออกไป
ชาลิณีถูกกระชากจนเสียหลัก ผ้าพันคอในมือร่วงหล่นลงพื้น
อริสามองผ้าพันคอผืนนั้น มุมปากยกยิ้มอย่างผู้ชนะ ก่อนจะใช้ปลายรองเท้าเขี่ยมันไปกองรวมกับขยะที่มุมห้องอย่างแนบเนียน
ตลอดทางเดิน ธนพลไม่พูดอะไรสักคำ แต่บรรยากาศรอบตัวเขากลับเต็มไปด้วยมวลความกดดันอันมหาศาล
พนักงานตามทางเดินต่างพากันก้มหน้าหลบตา ทว่าพอคล้อยหลังกลับมองตามด้วยความอยากรู้อยากเห็นระคนตื่นเต้น
"ปัง!" เสียงประตูห้องทำงานท่านประธานถูกกระแทกปิดดังสนั่น
เขาเหวี่ยงชาลิณีลงบนโซฟา แล้วยืนค้ำมองลงมาด้วยสายตาดูแคลน
"คิดจะลาออก?" เขาแค่นหัวเราะ พลางขยับเนกไทให้คลายออก "เพื่อจะไปจัดงานรับขวัญให้ไอ้เทมป์ เธอถึงกับทุ่มสุดตัวขนาดนี้เลยเหรอ"
ข้อมือของชาลิณีแดงเถือกจากแรงบีบ เธอนั่งขดตัวอยู่บนโซฟา เงยหน้ามองชายผู้กำลังเกรี้ยวกราด รู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างไร้สาระและน่าขันสิ้นดี
"ถ้าเหตุผลที่ลาออก คือเพื่อไปเตรียมตัวตั้งครรภ์ ฉันอาจจะพิจารณา"
น้ำเสียงของธนพลเจือแววเวทนาแกมดูถูก "แต่จำใส่หัวไว้ ทำตัวให้สงบเสงี่ยม อย่าไปหาเรื่องอริสาอีก และห้ามคิดถึงคนหรือเรื่องที่ไม่ควรคิด"
เตรียมตัวตั้งครรภ์?
ชาลิณีรู้สึกเหมือนได้ฟังเรื่องตลกที่สุดในรอบศตวรรษ
เธอมองธนพล นัยน์ตาเอ่อล้นไปด้วยความร้าวราน น้ำตาไหลรินลงมาอย่างสุดกลั้น "ธนพล ในสายตาคุณ แค่ฉันหายใจก็ผิดแล้วใช่ไหม?"
คำพูดของเธอเหมือนมีดที่กรีดลงบนเส้นความอดทนของธนพล เขาเกลียดที่สุดเวลาที่เธอท้าทายเขาด้วยวิธีนี้
"คุณอยากมีลูกใช่ไหม?" เธอถามเสียงเบา แต่น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน "งั้นคุณก็ไปหาอริสาสิ เธอยังสาว ยังสวย สุขภาพแข็งแรง ให้เธอมีลูกให้คุณสิ จะตั้งทีมฟุตบอลเลยก็ได้"
"เงียบ!" สติของธนพลขาดผึง
"ทำไมล่ะ?" รอยยิ้มที่มุมปากของชาลิณียิ่งทวีความเย็นชา "คุณให้เธอเป็นรองผู้จัดการ พาเธอเข้าประชุม ปกป้องเธอต่อหน้าทุกคน ก็เพื่อจะให้เธอมาแทนที่ฉันอย่างสมเกียรติ แล้วผลิตทายาทให้ตระกูลจันทน์อาภรณ์ไม่ใช่เหรอ? แล้วตอนนี้จะมาพูดเรื่องเตรียมมีลูกกับฉันทำไม ไม่รู้สึกขยะแขยงบ้างหรือไง?"
"ชาลิณี!"
ธนพลคำรามลั่น เข้าไปบีบคอเธอแล้วกดร่างบางแนบกับกระจกบานใหญ่ "อยากรู้ใช่ไหมว่าฉันขยะแขยงหรือเปล่า? เดี๋ยวฉันจะทำให้เธอรู้ซึ้งเดี๋ยวนี้!"
ริมฝีปากของเขาบดขยี้ลงมาอย่างป่าเถื่อน เต็มไปด้วยเจตนาลงโทษและแสดงความเป็นเจ้าของ
เสียงเสื้อผ้าฉีกขาดดังบาดหูท่ามกลางความเงียบของห้องทำงาน
ชาลิณีไม่ดิ้นรนขัดขืน ทำได้เพียงมองเพดานด้วยสายตาว่างเปล่า
ความเจ็บปวดทางกาย ยังเทียบไม่ได้กับเศษเสี้ยวความเจ็บปวดในหัวใจ
เธอปล่อยให้เขาระบายความบ้าคลั่งที่เกิดจากความหึงหวง ในขณะที่กระเพาะอาหารเริ่มปั่นป่วนอย่างรุนแรงจากผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัด
ยามเย็น บรรยากาศในแผนกยังคงอึมครึม
อริสาเก็บของเสร็จ เดินนวยนาดด้วยรองเท้าส้นสูงมาหยุดกลางห้อง จู่ๆ ก็ยกมือกุมขมับ เซถลาเล็กน้อย สีหน้าแสดงความเจ็บปวดและอ่อนแอ
"โอ๊ย... เวียนหัวจัง..." เธอบ่นเสียงอ่อย "สงสัยจะสมองกระทบกระเทือนตอนที่โดนพี่ชาลิณีตบแน่ๆ เลย มองอะไรเห็นภาพซ้อนไปหมดแล้ว"
เพื่อนร่วมงานหลายคนรีบกรูเข้าไปแสดงความห่วงใย
ทันใดนั้น ประตูห้องทำงานของธนพลก็เปิดออก
เขาเปลี่ยนมาสวมสูทชุดใหม่ สีหน้าเรียบเฉยจนอ่านอารมณ์ไม่ออก
ชาลิณีเดินตามหลังเขาออกมา ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด บนร่างสวมเสื้อสูทตัวโคร่งของธนพลคลุมทับไว้ เพื่อปกปิดร่องรอยความเสียหายของเสื้อผ้าด้านใน
พออริสาเห็นธนพล ดวงตาก็เป็นประกาย รีบปรี่เข้าไปหาด้วยน้ำเสียงออดอ้อนน่าสงสาร "พี่ธนพลคะ อริสาปวดหัวมากเลย... พี่... พี่ช่วยไปส่งอริสาที่บ้านหน่อยได้ไหมคะ? อริสากลัวขับรถกลับเองแล้วจะเกิดอุบัติเหตุ"
สายตาของทุกคนในออฟฟิศจับจ้องไปที่คนทั้งสามเป็นจุดเดียว
ชาลิณียืนอยู่ข้างหลังธนพล มองดูละครฉากใหญ่ของอริสาด้วยความรู้สึกคลื่นไส้เต็มทน
เธอรอฟังคำตอบของธนพล
ลึกๆ ในใจเธอรู้คำตอบดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังโง่งมหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ แม้จะเป็นความหวังที่ริบหรี่จนน่าสมเพชก็ตาม
ธนพลปรายตามองชาลิณีเพียงเสี้ยววินาที เมื่อเห็นเธอนิ่งเงียบ เขาจึงหันไปหาอริสา น้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด "ไปกันเถอะ"
ท่ามกลางสายตาของคนรอบข้าง ธนพลพาอริสาเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่นิดเดียว
และแล้ว ชาลิณีก็กลายเป็นตัวตลกของทั้งบริษัท
ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ถูกสามีทิ้งไว้กลางทาง แล้วยืนมองเขาพาผู้หญิงอื่นกลับบ้านไปต่อหน้าต่อตา
เธอเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ท่ามกลางสายตาสงสารระคนสมเพชของเพื่อนร่วมงาน เธอหยิบกระเป๋าแล้วเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ
