บทที่ 9 ร่างกายของเธอแย่ขนาดนี้ได้อย่างไร?

สายลมยามค่ำคืนพัดกรรโชกแรง ปะทะเข้ากับร่างบอบบางของชาลิณีจนเธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ความรู้สึกคลื่นไส้ปั่นป่วนในกระเพาะอาหารตีตื้นขึ้นมาอย่างรุนแรงราวกับพายุโหมกระหน่ำ เธอรีบถลันไปที่ถังขยะริมทางเท้า ก่อนจะอาเจียนออกมาอย่างหนักหน่วง

ความทรมานที่สะสมมาตลอดทั้งวัน ทำให้ร่างกายของเธอมาถึงขีดจำกัดแล้ว

เธออาเจียนจนหน้ามืดตามัว รสขมปร่าของน้ำดีเอ่อล้นขึ้นมาในลำคอ ดวงตาพร่าเลือนจนเห็นเพียงความมืดมิด ร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจนแทบจะยืนไม่อยู่

ในขณะนั้นเอง รถเบนท์ลีย์สีดำคันหรูก็ค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาจอดเทียบท่าอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล

หลังจากที่ธนพลไปส่งอริสาเรียบร้อยแล้ว เขาก็ขับรถวนกลับมาที่บริษัทราวกับมีอะไรบางอย่างดลใจ

ทันทีที่มาถึง เขาก็เห็นภาพของชาลิณีที่กำลังเกาะถังขยะอาเจียนอย่างหมดสภาพ

ชายหนุ่มจ้องมองภาพนั้นอยู่นิ่ง ๆ เพียงไม่กี่วินาที ทว่าในแววตาคมกริบคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความสงสารเห็นใจ ตรงกันข้าม มันกลับเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างรุนแรง

อีกแล้ว...

ทุกครั้งที่เขาโกรธเธอจนถึงขีดสุด เธอก็จะแสร้งทำท่าทางเจ็บป่วยเจียนตายแบบนี้ งัดเอามารยาหญิงร้อยเล่มเกวียนมาใช้เพื่อเรียกคะแนนความสงสารและบีบให้เขายอมจำนน!

เขาผลักประตูรถลงไป แล้วเดินตรงเข้าไปยืนซ้อนหลังเธอ

ชาลิณีได้ยินเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคย จึงพยายามฝืนเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าเป็นธนพล ริมฝีปากซีดเซียวของเธอก็ขยับเล็กน้อย แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา

ธนพลมองใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือดของเธอ มุมปากยกยิ้มเหยียดหยันอย่างเลือดเย็น "ชาลิณี เลิกเล่นละครตบตาได้แล้ว คิดว่าแค่อาเจียนโชว์นิดหน่อย ผมจะใจอ่อนงั้นเหรอ? ยิ่งคุณทำแบบนี้ ผมยิ่งรู้สึกว่าคุณมัน... น่าขยะแขยง"

น่าขยะแขยง

คำคำนี้เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่กดทับลงบนความรู้สึกของชาลิณีจนพังทลาย

แม้กระเพาะอาหารจะยังคงบิดเกร็ง แต่หัวใจของเธอกลับด้านชาจนไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว

หญิงสาวพยายามยันกายให้ยืนตรง เธอพยายามไม่หันไปมองหน้าเขาอีก และไม่คิดแม้แต่จะเช็ดคราบเปรอะเปื้อนที่มุมปาก

เธอเพียงแค่พิงร่างอันอ่อนแรงไว้กับถังขยะที่เย็นเฉียบ แล้วหลับตาลง

ไม่โต้เถียง ไม่ขัดขืน และไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ

หารู้ไม่ ความเงียบงันที่น่าอึดอัดนี้ กลับยิ่งโหมกระพือไฟโทสะในใจของธนพลให้ลุกโชนยิ่งกว่าเสียงร้องไห้คร่ำครวญเสียอีก

เขาอยากให้เธอร้องไห้ อยากให้เธอโวยวาย แต่เธอกลับเลือกที่จะใช้ความเงียบเข้าสู้!

ภาพมารดาที่โทรมาเร่งรัดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ภาพอริสาที่ปิดหน้าร้องไห้ด้วยความน้อยใจ และภาพแววตาเด็ดเดี่ยวของชาลิณีตอนที่บอกว่าจะลาออก ทุกอย่างประดังเข้ามาในหัว

จะหนีไปจากเขางั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ!

ในเมื่อเธออยากจะรักนวลสงวนตัวเพื่อไอ้เทมป์นัก เขาก็จะทำให้เธอตาสว่างเสียทีว่าเธอเป็นภรรยาของใคร และร่างกายของเธอมีหน้าที่ต้องปรนนิบัติใคร!

นั่นจะเป็นการปิดปากมารดาของเขา และตัดความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ของเธอไปพร้อมกัน!

ธนพลไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาคว้าต้นแขนของชาลิณีแล้วกระชากเธอขึ้นจากพื้นอย่างแรง ก่อนจะลากถูลู่ถูกังยัดใส่ที่นั่งข้างคนขับอย่างป่าเถื่อน

บรรยากาศภายในรถกดดันจนน่าขนลุก

ธนพลสตาร์ทรถโดยไม่พูดอะไรสักคำ นิ้วเรียวยาวกำพวงมาลัยแน่นจนข้อต่อนูนขาว เส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามหลังมือ

เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรออก

"ท่านผอ. ครับ" น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง "อีกสิบห้านาที ผมจะพาคุณนายเข้าไปที่โรงพยาบาล เตรียมโปรแกรมตรวจร่างกายชุดใหญ่ที่สุดไว้ให้ด้วย"

ปลายสายดูเหมือนจะลังเลเล็กน้อย ทำให้ธนพลกดเสียงต่ำลงกว่าเดิม

"โดยเฉพาะแผนกสูตินารีเวช ผมต้องการรายงานการประเมินความพร้อมในการมีบุตรที่ละเอียดที่สุด"

เมื่อวางสาย เขาปรายตามองหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ

เธอยังคงหลับตาพริ้ม แพขนตายาวทาบเงาลงบนใบหน้าที่ซีดเผือด

ในใจของธนพลไม่มีความสงสารแม้แต่น้อย เขาต้องการจะฉีกหน้ากากความเข้มแข็งจอมปลอมของเธอออกมาดูให้เห็นกับตา ว่าข้างในนั้นยังเหลืออะไรอยู่บ้าง

โรงพยาบาลเอกชนหรูในเครือตระกูลจันทน์อาภรณ์ตั้งอยู่ชานเมือง บรรยากาศเงียบสงบและมีการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด

ผู้อำนวยการโฆษิตพร้อมด้วยทีมแพทย์พยาบาลมายืนรอต้อนรับอย่างนอบน้อมที่หน้าลิฟต์วีไอพี

"สวัสดีครับคุณธนพล" ผู้อำนวยการโฆษิตโค้งคำนับ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มประจบประแจง

แต่เมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นชาลิณีที่ถูกธนพลกึ่งลากกึ่งอุ้มลงมาจากรถ รอยยิ้มนั้นก็ชะงักค้างไปชั่วครู่

สีหน้าของคุณนาย... ทำไมถึงได้ดูย่ำแย่ขนาดนี้?

"ฝากจัดการต่อด้วย" ธนพลผลักร่างของชาลิณีไปทางผู้อำนวยการโฆษิต แรงผลักนั้นทำให้เธอเซจนเกือบล้ม

พยาบาลสาวคนหนึ่งทำท่าจะเข้าไปประคอง แต่กลับถูกสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งของธนพลตรึงร่างไว้ จนมือที่ยื่นออกไปต้องค้างอยู่อย่างเก้อเขิน

"...เชิญทางนี้ครับคุณนาย"

ผู้อำนวยการโฆษิตรีบเดินนำทางด้วยตัวเอง

ชาลิณีถูกรายล้อมด้วยกลุ่มคนในชุดกาวน์พาเดินเข้าไปด้านใน

ธนพลไม่ได้ตามเข้าไป เขานั่งรออยู่ในห้องรับรองวีไอพีที่สุดทางเดิน นั่งไขว่ห้าง คีบบุหรี่ที่ยังไม่ได้จุดไว้ในมือ สายตาคมกริบจ้องมองประตูห้องตรวจสูตินารีเวชที่ปิดสนิทอย่างไม่วางตา

เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า

ชาลิณีเดินออกมาโดยมีพยาบาลคอยช่วยประคอง เสื้อสูทตัวนอกของเธอถูกถอดออกและแทนที่ด้วยเสื้อคลุมของโรงพยาบาล

เครื่องมือแพทย์ที่เย็นเฉียบ ท่าทางที่น่าอับอายขายหน้า ต่อให้เธอจะด้านชาแค่ไหน เธอก็เข้าใจดีว่าเขาต้องการใช้วิธีนี้เพื่อตอกย้ำว่า ร่างกายของเธอ ทั้งภายนอกและภายใน ล้วนเป็นสมบัติของนายธนพลแต่เพียงผู้เดียว

ไม่ว่าจะเป็นการอุ้มท้องทายาท หรือการรองรับอารมณ์ใคร่ ก็ต้องเกี่ยวข้องกับเขาเท่านั้น!

ไม่นานนัก เธอก็ถูกพาตัวไปยังแผนกถัดไป

ธนพลขยี้บุหรี่ในมือที่ถูกอุณหภูมิร่างกายทำให้อุ่นจนเละลงในที่เขี่ยบุหรี่ แล้วลุกขึ้นเดินตามไป

การตรวจร่างกายรายการแล้วรายการเล่าดำเนินไปอย่างเป็นระบบ

ตอนที่เจาะเลือด พยาบาลพยายามหาเส้นเลือดบนท่อนแขนที่เต็มไปด้วยรอยเขียวช้ำของเธออยู่นาน กว่าจะเจอเส้นที่พอจะใช้ได้

ตอนที่เข็มแทงทะลุผิวหนัง ชาลิณีไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว

พยาบาลสาวมองรอยแดงน่ากลัวบนข้อมือของเธอ สลับกับมองธนพลที่ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ไกลเหมือนผู้คุมวิญญาณ เธอลอบถอนหายใจก่อนจะกระซิบเบา ๆ ว่า "คุณนายคะ ถ้ากลัวเลือดก็หลับตาไว้นะคะ"

ชาลิณีได้ยินดังนั้น จึงฝืนยิ้ม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป