บทที่ 6 ตอนที่ 4 ไข่ทอดของภรรยา
ตอนที่ 4 ไข่ทอดของภรรยา
“ขำอะไรของนาย ฮะ!” เสียงแหลมปี๊ดของชบาเอ่ยตะคอก ทั้งที่เธอพยายามพูดจาดูถูกเพื่อให้เจ้าจันทร์โมโหจนเผยสันดานแย่ ๆ ออกมาต่อหน้าติณณภพและชาวบ้านที่กำลังแห่กันมาซื้อของร้านลุงเบิ้ม หากวันนี้เจ้าจันทร์ทำเรื่องขายขี้หน้าก็จะทำให้ติณณภพมองเจ้าจันทร์ในภาพลบ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เธอต้องการ ไม่ใช่การที่อีกฝ่ายมายืนหัวเราะเยาะราวกับเป็นคนอารมณ์ดีใส่เขาแบบนี้สักหน่อย
กลับกลายเป็นว่าตอนนี้เป็นเธอเสียเองที่ต้องพยายามควบคุมความโมโหเอาไว้ เพียงเพราะทุกการกระทำนั้นตกอยู่ในสายตาของติณณภพที่กำลังแอบยืนมองอยู่ภายในร้านค้า โดยที่เจ้าจันทร์เองก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
“ก็ขำคุณชบาไงครับ” ขำที่อีกฝ่ายหน้าด้านไร้ยางอาย อยากจะแย่งผัวคนอื่นจนตัวสั่น
“ฉันไม่ตลก”
“ก็มันอดไม่ได้นี่ครับ คุณชบาเล่นแต่งหน้าจัดเต็มมาซะขนาดนี้ ไม่ทราบว่าจะไปเล่นงิ้วที่ไหนเหรอ” ใบหน้าหวานเลิกคิ้วถามอย่างยียวน เขาไม่ปฏิเสธว่าชบาดูดีขึ้นหลังจากไปศัลยกรรมมา แต่เรื่องนิสัย…คงไม่มีหมอคนไหนช่วยให้ดีขึ้นได้หรอก
“ไอ้เด็กแว้นกะโหลกกะลา”
เจ้าจันทร์ทำเพียงแค่ไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ ก่อนยื่นหน้าเข้าไปใกล้หญิงสาวมากขึ้น แล้วกระซิบข้างหูพอให้ได้ยินกันแค่สองคนอีกครั้ง
“ฮึ! แล้วไอ้ที่คุณชอบว่าผมเป็นเด็กแว้นใช้ชีวิตไปวัน ๆ งั้นผมจะบอกอะไรให้นะครับ”
“…”
“ต่อให้ผมทำอะไรไม่เป็น แต่ผมมีผัวนะครับ มีผัวชื่อติณณภพเป็นเจ้าของโรงสีด้วย ไม่เหมือนคนดีคนเก่งแบบคุณหรอก ดูท่าแล้วจ้องจะแย่งแต่ผัวชาวบ้าน เพราะหาผัวเองไม่ได้”
“ไอ้!...” ชบากำมือแน่นมองอีกฝ่ายอย่างเดือดดาล
“เฮ้อ...แข่งเรือแข่งพายมันแข่งกันได้นะครับ แต่แข่งบุญแข่งวาสนานี่ ไม่ได้จริง ๆ”
เพียงเท่านั้นเด็กแว้นตัวจ้อยก็กระตุกยิ้มข้างมุมปาก กำลังบอกเป็นกลาย ๆ ว่าต่อให้ใช้คำพูดดูถูกเขามากเพียงใด สุดท้ายติณณภพก็เป็นของเจ้าจันทร์อยู่ดี
เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะขี้เกียจสนทนากับผู้หญิงปากร้ายอย่างชบา นอกจากจะไม่มีประโยชน์ก็ยังทำให้เขาอาจพลาดมื้อเย็นที่ตั้งใจจะไปกินพร้อมหน้ากับติณณภพ และสิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นก็คงเป็นการเอากับข้าวของคนเป็นแม่ไปส่งถึงมือของลูกเขยให้ตรงเวลา
เสียงเด็กแว้นตัวจ้อยสตาร์ตรถมอเตอร์ไซค์จนเสียงท่อดังกระหึ่มไปทั่วหน้าร้านค้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถกลบเสียงกรีดร้องและโวยวายของชบาได้ ทั้งที่เธอพยายามอดทนอดกลั้น แต่คำพูดของเจ้าจันทร์นั้นมันแทงใจเธอเหมือนเป็นปมด้อยที่เก็บเอาไว้ในใจด้วยความลืมตัว
แข่งวาสนาอย่างงั้นเหรอ มันจะสู้เธอที่ลงมือขีดเส้นชีวิตตัวเองได้ยังไง
เธอทั้งโกรธทั้งแค้นเจ้าจันทร์อย่างกับอะไรดี
คอยดูเถอะ…สักวันหนึ่ง เธอจะแย่งติณณภพมาเป็นของเธอให้ได้
คนหนึ่งเป็นหงส์ อีกคนเป็นอีกา…ลองดูสิว่าติณณภพจะเลือกใคร
เจ้าจันทร์ขี่รถออกจากร้านไปโดยไม่หันกลับมามองเลยว่ากำลังถูกสามีมองตามอยู่ ส่วนชบาพอหันมาเจอสายตาของติณณภพก็คล้ายจะได้สติกลับคืนมา หญิงสาวรีบเปลี่ยนอารมณ์ทันที เธอก้มมองตัวเองอย่างรวดเร็วเพื่อเช็กความมั่นใจ โดยเฉพาะหน้าอกที่เพิ่งศัลยกรรมมาจนเต่งตึงเกินพอดี ต้องถูกใจติณณภพแน่นอน
มาว่าเธอแย่งผัวคนอื่นอย่างนั้นเหรอ? ทั้งที่คนที่จีบติณณภพก่อนก็คือเธอต่างหาก ส่วนเจ้าจันทร์นั่นแหละที่เข้ามาแย่งไปทีหลัง
แต่งงานแล้วก็หย่ากันได้ เธอมั่นใจว่าตัวเองมีดีกว่าเด็กเหลือขอแบบเจ้าจันทร์ โดยเฉพาะหน้าอกสุดบึ้มของเธอ
คิดได้ดังนั้น ชบาก็เดินนวยนาดเข้ามาในร้าน ทำทีเป็นเลือกของพลางแกล้งมองไม่เห็นเจ้าของโรงสีที่เธอหมายปอง ก่อนจงใจขยับเข้าไปใกล้ เอาหน้าอกที่ทำมาใหม่ชนเข้ากับท่อนแขนอีกฝ่าย จนติณณภพต้องรีบผละออกแทบจะทันทีราวกับโดนของร้อนเข้าอย่างจัง
“ขอโทษค่ะ พอดีชบาไม่เห็น” เธอยิ้มกรุ้มกริ่ม ในมือก็หยิบพวกผักชี ผักคะน้าขึ้นมา ทำท่าทีเคอะเขินพลางยกมือขึ้นมาทัดผมเข้าที่หู โดยที่สายตาไม่ละไปจากติณณภพเลย
คนอะไรทำไมหล่อขนาดนี้
น่าเสียดาย…ไม่น่าใฝ่ต่ำไปแต่งงานกับคนอย่างเจ้าจันทร์เลย
“ช่วยขยับออกไปไกล ๆ ฉันหน่อยจะดีกว่านะ ตอนนี้ฉันแต่งงานแล้ว มันคงจะไม่เหมาะ” ชายวัยสามสิบสี่ปีไม่พูดเปล่า อีกทั้งยังถอยหลังไปเรื่อย ๆ เพื่อรักษาระยะห่าง
เพราะจะดีจะชั่วอย่างไรเขาก็แต่งงานมีภรรยาแล้ว การเข้าใกล้ผู้หญิงคนอื่นก็คงไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไรนัก โดยเฉพาะกับชบาที่ชอบแต่งตัววาบหวิว ทำให้เขาได้แต่ส่ายหน้าด้วยความระอา ผู้หญิงแบบนี้ต่อให้แก้ผ้าเขาก็ไม่มีวันชายตามองสักนิด
ในมือของเขานั้นกำลังถือไข่ไก่เอาไว้ เพียงเพราะจะเอาไปทอดให้กับภรรยาตัวจ้อยทาน เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ทานผัก ซึ่งเขาก็กลัวว่าแม่บ้านจะไม่ได้เตรียมเอาไว้ก็เลยแวะซื้อติดมือไปเท่านั้น
ทั้งหมดก็เพราะรับปากแม่ยายไว้หรอกนะว่าจะดูแลเจ้าจันทร์อย่างดี ถ้าไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ทำถึงขนาดนี้หรอก
“เอ่อ…พอดีชบาไม่เห็นจ้ะ แล้วนี่จะซื้อไข่ไก่ไปทำกินมื้อเย็นเหรอจ๊ะ”
“อืม”
“งั้นก็ใจตรงกันเลยจ้ะ เพราะวันนี้ชบาว่าจะซื้อไข่ไปทอดกินเหมือนกัน” เธอพูดอย่างมีจริตจะก้าน ใบหน้าที่แต่งแต้มไปด้วยเครื่องสำอางกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ โดยที่ไม่ได้แคร์เลยด้วยซ้ำว่าสายตาของชาวบ้านที่กำลังมองเธออยู่นั้นกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่
“ไหนเอ็งบอกไม่ชอบกินไข่ไงนังชบา”
เป็นเสียงของลุงเบิ้มพูดแทรกขึ้นมา ปกติหญิงสาวคนนี้มาร้านค้าของเขาบ่อยมาก แต่จะซื้อพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เสียส่วนใหญ่ ทว่าวันนี้กลับอยากกินไข่ตามคนอื่นเสียอย่างนั้น
“ทำไมเหรอลุงเบิ้ม…ก่อนหน้านี้ฉันไม่ชอบ แต่วันนี้ชอบไง เวลาเปลี่ยนอะไรมันก็เปลี่ยนได้ทั้งนั้นแหละ เอาเป็นว่าวันนี้ฉันซื้อไข่หมดแผงนี่เลย รีบหยิบให้ฉันด้วย” เธอหันไปชี้นิ้วสั่งเจ้าของร้าน
ลุงเบิ้มพยักหน้าแล้วหยิบไข่ให้กับติณณภพไปก่อน และรับธนบัตรสีเขียวมาจำนวนสามใบก่อนเก็บใส่ลิ้นชักที่อยู่ใกล้ ๆ
“เอ็งจะเอาเหล้าด้วยไหม ถ้ามาเรียกตอนมืด ๆ ค่ำ ๆ อีก ข้าไม่เปิดประตูให้นะ”
“ไม่เอา!”
เพียงเท่านั้นก็ทำให้หญิงสาวหันไปตวัดสายตามองด้วยความไม่พอใจ บอกกับพ่อค้าร่างท้วมเป็นกลาย ๆ ว่าถ้าไม่หุบปากมีหวังได้เสียลูกค้าคนสำคัญอย่างเธอไปแน่นอน
“อย่าไปฟังลุงเบิ้มเลยนะจ๊ะ แก่แล้วชอบเลอะเลือน ชบาก็แค่ซื้อไปฝากคนงานในโรงงานเท่านั้นแหละ ส่วนตัวชบาเองไม่ได้กินของพวกนั้นหรอกจ้ะ” เธอพยายามแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ ให้เจ้าของโรงสีฟัง แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้สนใจเธอเลยสักนิด
“มีอะไรอีกเรอะคุณติณ จะเอาอะไรเพิ่มหรือเปล่า เดี๋ยวลุงไปหยิบให้” เจ้าของร้านหันมาถาม เมื่อเห็นว่าลูกค้ารูปหล่อได้ของแล้วแต่ยังไม่ไปไหน
“เอ่อ…ผมจะถามว่าเมื่อกี้เจ้าจันทร์มาทำอะไรเหรอครับลุงเบิ้ม” ติณณภพเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยความสงสัย ทำเอาหญิงสาวที่ถูกเมินมีสีหน้าบูดบึ้งด้วยความหงุดหงิด
“อ๋อ…เอากับข้าวมาส่งให้ลุงน่ะ”
“เจ้าจันทร์ได้เชื่อของแล้วไม่จ่ายเงินอีกหรือเปล่าครับ”
“ไม่แล้วละ ตั้งแต่เจ้าจันทร์แต่งงานก็ไม่ได้ขี่รถออกไปไหน นอกจากขี่รถมาช่วยสายบัวขายของ น้ำมันก็เลยยังไม่หมดมั้ง ฮ่าๆ” คนแก่พูดอย่างขำ ๆ เขาไม่ได้ว่าอะไรหากเจ้าจันทร์จะติดค่าของบ้างเพราะไม่นานอีกฝ่ายก็เอามาคืน ของไม่กี่บาทเท่านั้น เห็นแบบนี้แต่เจ้าจันทร์ก็ยังพอรู้ประสาอยู่บ้าง
นอกจากท่อรถที่ดังหนวกหูแล้ว นิสัยอย่างอื่นก็ยังพอให้คนแก่เอ็นดูอยู่ไม่น้อย
“ขอบคุณมากครับ งั้นผมขอตัวก่อน”
“ขอบใจมาก ไว้มาซื้อของใหม่นะคุณติณ”
ร่างใหญ่ล่ำสันกำลังเดินถือถุงไข่ออกจากร้าน ทว่ากลับถูกหญิงสาวรั้งแขนเอาไว้เสียก่อน ทำให้ใบหน้าคมเข้มขมวดคิ้วมองด้วยความสงสัย
“มีอะไรหรือเปล่า” เขาถามเสียงเรียบ ออกจะติดรำคาญนิด ๆ เสียด้วยซ้ำ ก็ผู้หญิงคนนี้ตามจีบเขาตั้งแต่ยังไม่แต่งงาน กระทั่งตอนนี้แต่งงานเรียบร้อยแล้วก็ยังไม่เลิกวอแวอีก
“จะรีบไปไหนล่ะจ๊ะพี่ติณ พอดีชบาหิ้วไข่ไปใส่ท้ายรถไม่ไหว วานพี่ติณช่วยถือไปส่งหน่อยได้ไหมจ๊ะ” เธอพูดเสียงสองเสียงสาม พยายามออดอ้อนและส่งสายตากระมิดกระเมี้ยนให้ได้มากที่สุด เพราะถึงอย่างไรผู้ชายก็ต้องแพ้มารยาหญิงอย่างแน่นอน ส่วนมากก็ชอบให้ออดอ้อนอยู่แล้ว
“ขอโทษด้วย ฉันไม่สะดวก จะรีบเอาไข่ไปทอดให้ภรรยากิน เดี๋ยวจะไม่ทันเอา”
เพียงเท่านั้นเจ้าของโรงสีก็เดินออกจากร้านค้า ทำให้ชบาหน้าชาจนต้องกำหมัดแน่นด้วยความเดือดดาล
คล้อยหลังรถยนต์ของติณณภพขับออกไป ชบาเองก็ส่งเสียงโวยวายออกมา ทำเอาชาวบ้านหันมามองกันเป็นตาเดียว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้สนใจเลยสักนิด แถมเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ลุงเบิ้มยื่นถุงไข่มาให้ เธอก็รับเอาไว้แล้วปาทิ้งลงพื้นเพื่อระบายอารมณ์โทสะ
แต่แล้วเธอก็กำลังจะเดินกลับไปขึ้นรถ ลุงเบิ้มก็เอ่ยเรียกเสียก่อน
“เอ็งจ่ายค่าไข่ข้ามาก่อน แล้วก็ค่าเก็บกวาดด้วย ทั้งหมดสามร้อยบาท”
“เงินแค่นี้ฉันมีปัญญาจ่ายหรอก”
“งั้นเอ็งก็จ่ายมาสิ จะชักช้าอยู่ทำไม หรือจะรอให้คุณติณมาหาเอ็งเหรอ นู่น! ไปนอนฝันเอาเถอะนังชบา”
“ลุงเบิ้ม ถ้ายังพูดมากอีกฉันจะไม่มาซื้อเหล้าที่นี่อีกคอยดู”
“ข้าจะปิดปากให้เงียบเลย”
ไม่พูดเปล่าแต่ชายชรารีบยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเองทันที ท่าทางที่แสดงออกว่าไม่พูดแล้วจริง ๆ ก็ชบามันซื้อเหล้าทีหลายบาท เกิดมันโมโหเขาขึ้นมาก็เสียลูกค้าประจำพอดี
ทางด้านเจ้าจันทร์หลังจากมีปากมีเสียงกับชบา ยอมรับว่าแอบหงุดหงิดมากพอสมควร แม้จะเจอคนนิสัยไม่ดีค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่เคยเจอใครที่หน้าด้านไร้ยางอายอยากได้ผัวของคนอื่นจนตัวสั่นแบบนี้เลย ถึงอย่างนั้นเจ้าจันทร์ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจให้ปวดหัวนักหรอก เพราะเขามั่นใจว่าสามีของเขาไม่มีทางสนใจผู้หญิงแบบชบาอย่างแน่นอน
ใส่แต่เศษผ้าแบบนั้นไม่มีทางเป็นสเป็กพี่ติณได้หรอก
เจ้าจันทร์ขี่มอเตอร์ไซค์เลี้ยวเข้ามาทางโรงสี หากแต่ว่าจุดหมายปลายทางนั้นอยู่ทางด้านข้างซึ่งเป็นบ้านของติณณภพที่อยู่ติดกัน เมื่อจอดรถแล้วก็เดินถือถุงกับข้าวมาส่งให้แม่บ้านวัยกลางคนเพื่อเตรียมแกะใส่ชามเอาไว้รอท่าเจ้าของบ้าน ซึ่งป่านนี้ใกล้จะได้เวลากินข้าวเย็นแล้วก็ยังไม่กลับมาสักที
เขาเดินยิ้มแฉ่งมาหยุดอยู่ใต้ถุนบ้านตรงโต๊ะทานข้าว พลันสายตาเหลือบไปเห็นเมนูแต่ละอย่างถึงกับหุบยิ้มลงฉับพลัน
“คนบ้านนี้จะกินกันแต่ผักหรือไง” เด็กแว้นตัวจ้อยบ่นอุบอยู่คนเดียวพลางถอนหายใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี แต่แล้วในขณะที่เจ้าจันทร์กำลังห่อเหี่ยวและดูท่าว่าเย็นนี้จะไม่ค่อยเจริญอาหาร จู่ ๆ ก็เห็นร่างใหญ่ล่ำสันเดินเข้ามาสีหน้าเรียบนิ่ง ในมือนั้นถือถุงไข่ไก่เอาไว้ซึ่งนับจากสายตาคร่าว ๆ น่าจะราวเกือบสิบใบเห็นจะได้
“ป้าแดงครับ รบกวนช่วยเอาไข่ไปทอดให้ผมหน่อย อ้อ…แล้วก็เพิ่มไข่ตุ๋นให้ด้วยครับ ใส่หมูมาด้วยก็ได้”
“ได้ค่ะ”
แม่บ้านวัยกลางคนเดินเอากับข้าวที่เจ้าจันทร์สั่งให้ไปแกะใส่ถุงมาวางเอาไว้บนโต๊ะ ก่อนจะรับถุงไข่จากมือติณณภพแล้วเดินหายเข้าไปในครัว ทำเอาเจ้าจันทร์ที่ได้ยินถึงกับตาลุกวาว รีบพุ่งเข้ามาเกาะแขนคนเป็นสามีด้วยความดีใจ ในที่สุดเย็นนี้ก็มีโปรตีนจากไข่ได้ตกถึงท้องสักที
เขาไม่ต้องกินผักกินหญ้าเป็นวัวเป็นควายแล้ว
เจ้าจันทร์เอาใบหน้าจิ้มลิ้มถูไปถูมาที่หัวไหล่แกร่งราวกับเป็นลูกแมวตัวหนึ่งเสียอย่างนั้น เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเลยด้วยซ้ำว่าคนเป็นสามีกำลังทำสีหน้าตื่นตระหนกกับการถึงเนื้อถึงตัวแบบนี้ ทั้งยังใจเต้นไม่เป็นจังหวะอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้
“ขอบคุณพี่ติณมากเลยนะครับ ใส่ใจจันทร์ขนาดนี้ มีใจให้แล้วใช่ปะ” คนเป็นภรรยาพูดจาฉอเลาะ พร้อมทั้งกระชับท่อนแขนคนเป็นสามีแน่นขึ้นกว่าเดิม
“เลิกหลงตัวเองสักที แค่วันนี้ฉันอยากกินไข่บ้างก็เท่านั้นแหละ ไม่ได้ซื้อมาให้เธอสักหน่อย” คนโตกว่าพูดพลางส่ายหน้าไปมา ซึ่งดูก็รู้ว่ากำลังโกหก เพราะเขาเองก็จงใจจอดรถซื้อไข่ร้านลุงเบิ้มเพื่อมาให้เจ้าภรรยาตัวจ้อยโดยเฉพาะ
“จริงเหรอ” คนตัวเล็กถามเสียงเบา แอบน้อยใจนิดหน่อยจนแสดงออกทางสายตาอย่างเห็นได้ชัดเจน
“อืม”
ติณณภพพูดเพียงเท่านั้นก็เดินเข้ามานั่งรอที่โต๊ะรับประทานอาหาร ท่าทางดูไร้เยื่อใย แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าจันทร์ก็ไม่ได้เก็บมาคิดเล็กคิดน้อยหรอก
เพราะเขาน่ะ…ถือคติที่ว่า น้ำเซาะหินทุกวันหินยังกร่อน นับประสาอะไรกับใจของคน
ถ้าวันนี้ไม่รัก…วันหน้าเขาเชื่อว่าติณณภพต้องมีใจให้เขาอย่างแน่นอน
หลังจากที่เจ้าจันทร์คิดเข้าข้างตัวเองเสร็จก็สืบเท้าเดินมานั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ทางด้านข้าง เด็กแว้นตัวจ้อยยกมือขึ้นมาเท้าคางมองหน้าคนเป็นสามีไม่วางตา รอยยิ้มกรุ้มกริ่มบนใบหน้านั้นไม่ได้ต่างจากคนที่มีอาการคลั่งรักเลย
แหม…ก็สามีของเขาน่ะ ทั้งหล่อ ทั้งเท่ขนาดนี้ จะไม่ให้หลงได้อย่างไรเล่า
“เธอจะจ้องหน้าฉันอีกนานไหมเจ้าจันทร์” ชายวัยสามสิบสี่ปีตะคอกเสียงแข็ง เรียวคิ้วสองข้างขมวดแน่นด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะเสมองไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้
มันก็แน่ละ…ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครทำให้เขาเสียอาการได้เท่ากับภรรยาตัวจ้อยคนนี้เลย
“ถ้าพี่ติณนั่งเฉย ๆ จันทร์ก็มองได้ทั้งวันเลยครับ” เขาพูดตามความจริง เมื่อก่อนเห็นแล้วยังไม่อยากจะมองหน้า ทว่าตอนนี้กลับมองได้ตลอดเวลาไม่มีเบื่อ
“น่ารำคาญชะมัด”
“อย่าใจร้ายนักสิครับคุณสามี”
“ก็เธอชอบวอแวฉันไม่เลิก”
“เขาเรียกเอาใจสามีนะครับ มันก็เป็นหน้าที่ของภรรยาอยู่แล้ว”
“เฮ้อ…” เจ้าของโรงสีวัยสามสิบสี่ปีเคาะนิ้วชี้เข้ากับโต๊ะ สายตาคมกริบก็เหลือบมองว่าเมื่อไรแม่บ้านจะยกกับข้าวมาสักที เพราะบางทีหากเจ้าจันทร์ได้กินข้าวก็คงจะหยุดพูด หรือหยุดจ้องหน้าเขาเสียที
“เขินเหรอครับ”
“ฉันจะเขินทำไม”
“ก็เห็นหน้าแดง”
“ไม่คิดบ้างเหรอว่าฉันกำลังโมโหเธออยู่”
“บ้านก็ไม่อยู่ทั้งวัน กลับมาตอนเย็นแทนที่จะพูดกับเมียตัวเองดี ๆ นี่อะไร…พูดไม่รักษาน้ำใจกันเลย น่าน้อยใจชะมัด” บทจะน้อยใจก็น้อยใจเสียดื้อ ๆ เจ้าจันทร์พูดเพียงเท่านั้นก็หันกลับมานั่งกอดอกอยู่คนเดียว
ทางด้านติณณภพเริ่มทำตัวไม่ถูก ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยง้อใครเลย แต่ก็รู้สึกผิดที่ตัวเองเผลอพลั้งปากพูดแรงไปแบบนั้น ซึ่งมาคิด ๆ ดูแล้วก็ช่างมันเถอะ อีกฝ่ายจะได้เลิกหวังลม ๆ แล้ง ๆ สักทีว่าเขาจะมีใจให้ เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลย
แต่แล้วเมื่อยังเห็นเจ้าจันทร์ตั้งแง่จะงอนจริงจัง ติณณภพจึงพยายามเรียกร้องความสนใจด้วยการกระแอมเสียงดังสองสามครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าจันทร์ก็ไม่หันมาอยู่ดี สุดท้ายเขาจึงผ่อนลมหายใจและจะเอ่ยคำว่าขอโทษ ทว่าจู่ ๆ ป้าแดงกลับเดินถือชามอาหารเข้ามาวางบนโต๊ะเสียก่อน ทำให้คนปากเสียถึงกับหุบปากแล้วหันมามองอาหารตรงหน้าแทน
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความเงียบ เจ้าจันทร์ที่เคยตักกับข้าวใส่จานของติณณภพพูนจาน กลับตักใส่จานตัวเองแล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ โดยไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าคนเป็นสามียังไม่ได้ตักข้าวเข้าปากเลยสักคำเดียว
“โกรธเองก็หายเองนะ เพราะฉันไม่ง้อเธอหรอก” ถึงปากจะพูดไปอย่างนั้น ทว่ามือของติณณภพกลับเอื้อมมาตักไข่ตุ๋นหมูสับร้อน ๆ ใส่ในจานข้าวของเจ้าจันทร์ ซึ่งอาการที่กำลังทำอยู่มันขัดกับคำพูดตัวเองอย่างเห็นได้ชัดเจน
เพราะไอ้สิ่งที่ทำอยู่น่ะ…เรียกว่าง้อชัด ๆ
“ตักไข่เจียวอีกสิครับ ผมเอื้อมไม่ถึง”
“ได้คืบจะเอาศอก”
“งั้นไม่ต้องก็ได้ครับ จันทร์ไม่กินก็ได้”
ติณณภพผ่อนลมหายใจ สุดท้ายก็เอื้อมมือไปตักไข่เจียวใส่ในจานของเจ้าจันทร์อย่างจำใจ แต่แล้วคนที่ถูกเอาใจกลับเงยหน้ามายิ้มแฉ่ง แทบจะเห็นฟันครบสามสิบสองซี่ อารมณ์ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วราวกับเป็นคนละคนเสียอย่างนั้น
“น่ารักจัง หายโกรธแล้วก็ได้” เจ้าจันทร์ก้มหน้ากินข้าว โดยไม่เห็นว่ามีใครบางคนส่ายหน้าไปมา ทั้งเอ็นดูทั้งเหนื่อยหน่ายในเวลาเดียวกัน
เขามีเมียหรือมีลูกกันแน่ก็ไม่รู้
มื้ออาหารจบลง ติณณภพก็เดินมาคุยงานกับลูกน้อง ส่วนเจ้าจันทร์ก็เดินเข้ามาในห้องแล้วคว้าผ้าขนหนูไปอาบน้ำ ก่อนจะเดินออกมาพร้อมกับชุดนอนลายเป็ดน่ารัก มือสองข้างก็เอาผ้าขนหนูซับผมที่เปียกเอาไว้ เขาเดินมารื้อค้นกระเป๋าของตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งเพื่อหาหวี ทว่ากลับไม่พบ สงสัยจะลืมหยิบมา
ดังนั้นเจ้าจันทร์จึงเดินหาหวีของติณณภพตามตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้งก็ไม่พบ จนกระทั่งถือวิสาสะเดินมาเปิดลิ้นชักข้างหัวเตียงอีกฝั่งก็เจอหวีวางเอาไว้ แต่ก่อนที่เขาจะหยิบขึ้นมาพลันสายตาเหลือบไปเห็นกรอบรูปอยู่กรอบหนึ่ง ซึ่งเขาจะไม่สนใจเลยหากคนที่อยู่ในรูปนั้นไม่ใช่ติณณภพกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ใส่ชุดนักศึกษา กำลังนั่งกอดคอดูสนิทสนมกันเป็นอย่างมาก
เจ้าจันทร์จำได้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นดาราที่เขาเคยเห็นผ่านทางหน้าจอทีวี และเป็นคนที่เขาเองก็ชื่นชอบในผลงานเป็นอย่างมาก เขาตัดสินใจหยิบกรอบรูปขึ้นมาดู ก่อนจะเห็นอัลบั้มรูปถ่ายที่วางอยู่ด้านใต้จึงหยิบขึ้นมาเปิดดูทีละรูป เห็นเป็นศรัณย์ ติณณภพ และดาราสาวคนนั้นกำลังนั่งถ่ายรูปกันอยู่ตรงหน้าอาคารเรียน
ซึ่งภาพถ่ายพวกนี้ไม่ได้แปลกเลย แต่สิ่งที่เจ้าจันทร์เห็นก็คงเป็นสายตาของสามีของเขาที่เอาแต่มองผู้หญิงคนนั้นตลอดเวลา ซึ่งเป็นสายตาที่เจ้าจันทร์เองก็ไม่เคยได้รับมันเหมือนกัน คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างสงสัยกับท่าทีที่ดูสนิทสนมเกินคำว่าเพื่อนนี้
แล้วคำถามต่อมาก็คือ…สามีของเขากับดาราสาวสวยคนนี้เป็นอะไรกัน
เพื่อนอย่างนั้นเหรอ? แล้วทำไมสายตาที่สามีของเขามองนั้น เหมือนกับว่าเป็นคนรักเลยล่ะ?
