บทที่ 3 ชอบหรือไม่

ตอน ชอบหรือไม่

1เดือนต่อมา

“ฮัลโหล” วันนี้ คุณรฐา พลอยทิพย์ มารดาที่แสนใจดีของแก้วกานดาโทร.มาคุยกับลูกสาวตั้งแต่เช้า

‘ตื่นแล้วใช่มั้ยลูก’

“ค่ะ ข้าวกำลังจะไปโรงเรียน”

‘แล้วพี่หญิงของข้าวล่ะตื่นหรือยัง’ พี่หญิงก็คือ พิณรดา พี่สาวสุดที่รักของแก้วกานดา

“พี่หญิงยังนอนอยู่เลยค่ะเห็นบอกว่าวันนี้มีเรียนตอนสายๆ”

“อ๋อ แล้วข้าวกินอะไรหรือยังลูกหรือว่าจะไปกินที่โรงเรียน” คุณแม่ถามต่อ

“ยังเลยค่ะ ข้าวว่าจะไปกินกับเพื่อนที่โรงเรียนแต่เมื่อกี้ข้าวก็ลงไปซื้อโจ๊กมาไว้ให้พี่หญิงกินแล้ว” วันไหนที่พี่สาวมีเรียนช่วงสายเธอก็มักจะออกไปหาซื้อข้าวเช้ามาไว้ให้พี่ทานเสมอ เพราะพิณรดาเรียนคณะแพทยศาสตร์หญิงสาวมีความฝันอยากจะเป็นหมอ ดังนั้นการเรียนหมอจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแก้วกานดารู้ดีว่าพี่สาวเธอเรียนหนักและอ่านหนังสือเยอะทุกวัน เด็กสาวจึงต้องดูแลพี่สาวของเธอเป็นพิเศษทั้งเรื่องงานบ้านหรือทำอาหารส่วนใหญ่เธอจะเป็นคนทำทั้งนั้นเพราะมีเวลาว่างเยอะกว่าพี่

‘แล้วข้าวเหนื่อยมั้ยลูกอยู่ที่นั่นมันไม่สบายเหมือนอยู่ที่บ้านใช่มั้ย พี่หญิงเล่าให้แม่ฟังว่าข้าวทั้งทำงานบ้านแล้วก็ออกไปซื้อกับข้าวให้พี่เขากินเกือบทุกเช้า บางทีข้าวก็ทำกับข้าวเองด้วย’ ท่านภูมิใจที่ลูกสาวคนนี้เป็นคนขยันและรักพี่ของเธอมากแต่ก็อดเป็นห่วงแกไม่ได้เพราะในสายตาของท่านยังไงแก้วกานดาก็ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ อยู่

“ไม่เป็นไรค่ะแม่ ข้าวสบายดีอยู่ที่นี่มีอะไรให้ทำตั้งเยอะแยะเลย” เธอเป็นแค่เด็กสาวอายุ 16 ปี ที่อยากมาอยู่กรุงเทพฯ กับพี่สาวที่สอบติดคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชื่อดังได้ เพราะเด็กสองคนนี้เป็นพี่น้องที่รักกันมาก แก้วกานดาก็เลยอยากจะตามพี่สาวมาเรียนที่กรุงเทพฯ ทางด้านพี่สาวเองก็ไม่อยากอยู่คนเดียวเลยเอ่ยขอร้องพ่อกับแม่ให้น้องสาวมาเรียนม.ปลาย ที่กรุงเทพฯ ด้วยและอยู่หอพักที่เดียวกับเธอ

แน่นอนว่าตอนแรกพ่อกับแม่ก็ต้องปฏิเสธเพราะยังไงแก้วกานดาก็ยังเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ สำหรับท่านทั้งสอง แต่เป็นเพราะว่าโรงเรียนมัธยมที่อยู่ใกล้บ้านที่สุดนั้นดันเกิดอุบัติเหตุอาคารโรงเรียนถล่มจนต้องปิดปรับปรุงและซ่อมแซมเป็นเวลานาน โชคดีที่ตอนเกิดอุบัติเหตุนั้นเป็นช่วงปิดเทอมและเป็นตอนกลางคืนจึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่ทว่าบ้านของครอบครัวพลอยทิพย์นั้นอยู่ไกลจากตัวเมือง และคราวนี้โรงเรียนที่แก้วกานดาจะไปเรียนก็อยู่ในตัวเมืองด้วย เท่ากับว่าเธอต้องนั่งรถเดินทางเป็นชั่วโมงกว่าจะไปถึงโรงเรียน สุดท้ายพ่อกับแม่จึงเปลี่ยนใจอนุญาตให้ลูกสาวคนเล็กเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ พร้อมพี่สาว เพราะอย่างน้อยถ้าให้มาอยู่ด้วยกันที่นี่พี่ก็จะได้ช่วยดูแลน้องและน้องก็จะได้ช่วยดูแลพี่

แก้วกานดาจะได้ทำความคุ้นเคยกับเมืองหลวงเพราะถึงเธอไม่ได้มาอยู่ที่นี่ตอนอายุ 16 ยังไงซะตอนอายุ 18 เด็กสาวก็ต้องมาที่นี่ในฐานะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งอยู่ดี และถึงแม้จะเป็นห่วงอยู่บ้างแต่ก็ใช่ว่าการที่ให้ลูกสาวคนเล็กมาอยู่ด้วยกันกับพี่สาวในเมืองหลวงจะไม่มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นเลย อย่างน้อยเรื่องที่ดีที่สุดในการมาอยู่ที่นี่ก็คือหอพักมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี แถวนี้มีตลาดอยู่ด้วยเลยหาของกินได้ง่าย โรงเรียนกับมหาวิทยาลัยก็อยู่ใกล้ๆ ผู้คนก็เยอะแยะไม่มีสถานที่เปลี่ยวๆ จึงไม่ค่อยมีการก่ออาชญากรรมเกิดขึ้นพ่อกับแม่จึงวางใจได้

‘อ้อ...เมื่อกี้แม่ดูข่าวมามันมีข่าวที่เด็กนักเรียนหญิงถูกฆ่าข่มขืนด้วย ลูกต้องระวังตัวไว้นะแล้วก็ห้ามไปเดินอยู่ในที่เปลี่ยวคนเดียวด้วย รู้ใช่มั้ยว่าพ่อกับแม่เป็นห่วงมากๆ’ และนี่ก็เป็นเรื่องที่คนเป็นพ่อเป็นแม่กลัวที่สุด

“ค่ะ ไม่ต้องห่วงหรอกข้าวไม่เคยกลับบ้านคนเดียวเลยค่ะมีเพื่อนกลับด้วยทุกวัน” พอพูดถึงเรื่องนี้รอยยิ้มสวยๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของลูกสาวเพราะมีคนๆ นึงคอยแอบตามเธอไปเรียนและมาส่งเธอที่บ้านทุกวัน

‘อ๋อ ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วลูกแม่จะได้สบายใจขึ้น แค่นี้แหละข้าวไปโรงเรียนเถอะจ้ะ’

“ค่ะ สวัสดีค่ะแม่” เธอวางสายทั้งรอยยิ้ม จากนั้นก็หยิบกระเป๋านักเรียนมาสะพายและเดินออกจากห้องเพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียน

ในระหว่างที่เดินไปทางรถไฟเด็กสาวก็เดินอมยิ้มอยู่ตลอดทาง ก่อนจะแกล้งทำเป็นหยุดเดิน ตึกๆ เสียงคนวิ่งดังมาจากด้านหลังคล้ายกับว่าเขากำลังจะวิ่งไปหลบ สาวน้อยยิ้มกริ่มเธอรู้ได้ทันทีเลยว่าคนที่เดินตามอยู่คงรีบวิ่งไปแอบหลังต้นไม้ข้างทางเพราะกลัวว่าจะโดนจับได้ เด็กสาวรู้ตัวตั้งแต่วันที่ 3 ที่ถูกสะกดรอยตามแล้ว ตอนแรกเธอก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าใครเดินตามรับตามส่งอยู่ทุกวัน จนลุงพลับลุงยามของหอบอกว่าท่านเห็นเด็กผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งคาดว่าน่าจะเรียนโรงเรียนเดียวกับเธอ มายืนอยู่ที่หน้าหอทุกเช้าและเดินตามมาส่งเธอที่หน้าหอทุกเย็น

ตอนแรกลุงพลับก็สงสัยกลัวว่าเขาจะเป็นพวกสตอล์กเกอร์โรคจิต แต่พอได้สังเกตดีๆ แล้ว เด็กผู้ชายคนนี้ไม่ได้ดูน่ากลัวหรือมีพิษมีภัยเลยลุงพลับจึงไม่ได้รู้สึกระแวงอะไรนัก แต่ก็อยากบอกให้แก้วกานดารู้เธอจะได้ระวังตัวไว้บ้าง ตั้งแต่วันที่ได้ยินว่ามีสตอล์กเกอร์สะกดรอยตามแก้วกานดาก็กลัวมาก แต่เธอก็อยากรู้ว่าคนที่แอบตามอยู่ทุกวันเป็นใครเด็กสาวจึงตื่นมายืนที่ระเบียงตั้งแต่เช้าและแอบดูว่าเด็กนักเรียนหน้าตาดีที่สะกดรอยตามตัวเองทุกวันเป็นใคร และสิ่งที่เธอเห็นก็คือ คเชนทร์ เขาเดินหาวอยู่หน้าประตูทางเข้าหอตั้งแต่เช้า และเย็นวันนั้นพอเดินกลับมาถึงหอเด็กสาวก็รีบวิ่งขึ้นไปยังระเบียงชั้นสองและก็แอบมองลงมาด้านล่างอีก เธอก็เห็นว่าคเชนทร์ได้เดินกลับไปยังทางรถไฟแล้ว

ตอนแรกก็อยากจะถามว่าทำไมเขาต้องเดินสะกดรอยตามตัวเองด้วย แต่พอรู้ว่าเด็กหนุ่มก็ไม่ใช่บุคคลที่อันตราย ตอนอยู่ที่โรงเรียนเขาก็ใจดีกับเธอมากแถมยังแอบซื้อนมสตรอว์เบอร์รีของโปรดของเธอมาวางไว้ที่โต๊ะเรียนทุกวัน ตอนแรกเด็กสาวก็ยังไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนใจดีเอานมสตรอว์เบอร์รีของโปรดมาให้ดื่มฟรีๆ แต่คนที่บังเอิญไปเห็นว่าคเชนทร์ซื้อนมรสสตรอว์เบอร์รีจากตู้กดน้ำแบบหยอดเหรียญและเดินเข้าไปในห้องตอนเที่ยงก็คือหนุงหนิง ตอนแรกหนุงหนิงก็ยังไม่แน่ใจแต่พอเห็นหลายๆ ครั้งเข้าเธอก็เดาว่าต้องเป็นเขา และตอนนี้แก้วกานดาเองก็รู้แล้วว่าผู้ชายรูปหล่อที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ แอบชอบเธออยู่

ตอนพักเที่ยง

แก้วกานดากับหนุงหนิงขึ้นมานั่งเล่นกันบนห้องเรียนเหมือนทุกวัน ส่วนมะนาวตอนนี้เธอไปดู คีย์ แฟนหนุ่มของเธอ ที่ซ้อมบาสฯ อยู่ในสนามบาสเกตบอล

“นมสตรอว์เบอร์รีฟรีมาวางไว้ให้บนโต๊ะอีกแล้วนะจ๊ะ” หนุงหนิงพูดขึ้นเมื่อเห็นนมสตรอว์เบอร์รีบนโต๊ะของเพื่อนสาว แก้วกานดายิ้มกริ่มก่อนจะใช้หลอดเจาะนมรสโปรดดื่ม

“แกก็ใจอ่อนคบกับเชนมันไปเถอะ สงสารว่ะไปรับตั้งแต่เช้า เลิกเรียนมาแทนที่จะไปซ้อมบาสฯ กับเพื่อน แต่ต้องไปส่งแกก่อนถึงจะกลับมาซ้อมได้ แถมยังต้องแอบเอานมนี่มาวางให้แกทุกวันด้วย ว่าแต่ทำไมมันไม่มาสารภาพตรงๆ เลยวะว่าชอบแก”

“ถ้าสารภาพออกมาตรงๆ เขาจะเรียกว่าแอบชอบมั้ยล่ะ” เป็นเสียงของมะนาวที่เดินเข้ามาในห้อง

“อุ๊ย! อีผีตกใจหมด” เพราะเธอโผล่มาเงียบๆ จึงทำให้หนุงหนิงรู้สึกตกใจมาก

“ไปหาคีย์มาแล้วเหรอ” แก้วกานดาถาม เพราะในห้องนี้มีแค่เธอกับมะนาวและหนุงหนิง ดังนั้นสามสาวจึงกล้าพูดคุยเรื่องนี้ได้อย่างไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาได้ยิน

“อืม...ตอนนี้มันกำลังเล่นบาสฯ อยู่กับเพื่อน ส่วนเชนก็นอนหลับอยู่ที่สนามบาสฯ เหมือนเดิมอ่ะ คงเป็นเพราะต้องตื่นไปแอบสะกดรอยตามแกตั้งแต่เช้า อ้อ และฉันก็ไปรู้มาว่าเชนมันโดนครูพละลงโทษให้วิ่งรอบสนาม 3 รอบก่อนกลับบ้านทุกวันเลยนะ เพราะหลังเลิกเรียนมันไปซ้อมช้าทุกวัน” มะนาวบอกกับเพื่อน แม้จะรู้ดีว่าไม่ใช่ความผิดของตัวเองแต่แก้วกานดากลับรู้สึกผิด ถ้าการแอบชอบเธอมันทำให้เขาต้องเหนื่อย ต้องอดหลับอดนอนทุกวันแบบนี้ คเชนทร์ก็ควรจะเลิกชอบเธอซะ

“สงสารมันเนอะมันรักจริงด้วยนะเนี่ย” หนุงหนิงก็รู้สึกสงสารผู้ชายที่แอบรักเพื่อนของเธอข้างเดียว

“ฉันว่าแกตัดสินใจเลยดีกว่าข้าว ถ้าไม่ชอบมันก็บอกให้มันตัดใจและเลิกตามสงสารมันนะทั้งที่มันก็พยายามขนาดนี้แต่แกก็ไม่เปิดใจเลยอ่ะ มันพยายามมากนะจากที่สามารถมาโรงเรียนได้ง่ายๆ สบายๆ เพราะมีคนขับรถมาส่งทุกวันแต่มันดันเปลี่ยนไปนั่งรถไฟทั้งที่บ้านของมันไม่ได้อยู่ใกล้ๆ สถานีรถไฟเลย มันก็คงจะต้องรีบตื่นแต่เช้าไปขึ้นรถไฟนั่นแหละ แถมตอนเย็นก่อนกลับบ้านแค่เล่นบาสฯ ก็เหนื่อยแล้วแต่มันต้องวิ่งรอบสนามใหญ่ๆ ของโรงเรียนอีก” มะนาวพูด ยิ่งได้ยินคนถูกรักก็ยิ่งรู้สึกลำบากใจ

“แล้วตอนนี้แกรู้สึกยังไงอ่ะ เมื่อต้นเดือนแกบอกว่าไม่ได้ชอบมันแต่ตอนนี้สิ้นเดือนแล้วหลายวันที่ผ่านมามันทำให้แกรู้สึกชอบมันขึ้นมามั้ย ถ้าไม่ชอบแกก็เรียกมันมาคุยด้วยกันสองต่อสองและบอกไปเลยว่าให้เลิกทำแบบนี้ แต่ถ้าแกรู้สึกดีกับมันก็คบกับมันไปเถอะอย่าลังเลเพราะผู้ชายดีๆ แบบนี้มันหายากมากนะ” หลังจากมะนาวพูดจบแก้วกานดาก็นิ่งเงียบไปเลย เพราะตอนนี้เธอก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองยังรู้สึกไม่ชอบคเชนทร์เหมือนเดิมหรือเปล่า

บทก่อนหน้า
บทถัดไป