บทที่ 3 จุดพลิกผัน
ตอนที่ 3 จุดพลิกผัน
+++แทน+++
“ปล่อยกู” ผมร้องตะโกนลั่นออกไปเป็นครั้งที่ล้าน
ผมเชื่อว่ามันต้องมีคนได้ยินเสียงผมสิ แต่ทำไมไม่มีคนมาสนใจผมเลยวะ ผมตะโกนอยู่อย่างนั้น สลับกับพยายามหาอะไรมาทุบ มาขว้างใส่ทั้งประตู หน้าต่าง ยันแจกัน นาฬิกา กระปุก ที่ทับกระดาษ แม้กระทั่งเสื้อผ้าของผม ที่พวกมันแพ็คใส่กระเป๋ามาให้ ผมก็รื้อออกมาและจัดการละเลงมัน จนผมล้าไปหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับมาสักที
“กูบอกให้ปล่อยกู พวกมึงเป็นใคร ต้องการอะไร มึงจับกูมาเรียกค่าไถ่เหรอ กูบอกให้ปล่อยกู” ผมตะโกนดังลั่นไม่ขาดสายจนรู้สึกเหนื่อย
ผมไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นเวลากี่โมง รู้แค่ว่าโคตรหิวเลย ผมพยายามงัดหน้าต่างออก มองลอดผ่านบานหน้าต่างออกไปข้างนอก แดดจ้าแบบนี้เที่ยงหรือยังนะ ต้นไม้อะไรก็ไม่รู้ ไม่เคยเห็น มันร่มครึ้มยืนต้นแผ่กิ่งก้านอยู่ข้างๆ นั้น สระน้ำขนาดใหญ่น้ำใสน่าลงไปว่ายเล่นชะมัด
โว้ย ถ้าพวกมึงจะเรียกค่าไถ่ มึงไม่คิดจะหาข้าวหาปลาให้กูแดกเลยหรือไง หิวจะตายห่าอยู่แล้วไอ้โจรกระจอก ผมได้แต่ก่นด่ามันไปเรื่อยจนเหนื่อย พอเหนื่อยผมก็ทิ้งตัวลงไปนอนพัก พอมีแรงหายเหนื่อยผมก็ลุกมาอาละวาดใหม่ สลับกันไปมาอยู่แบบนี้จนเสียงเริ่มแหบ
หือ... เสียงใครบางคนกำลังเดินใกล้เข้ามาตรงบริเวณประตู ผมแอบย่องเข้าไปยืนเอาหูแนบประตูไว้จนชิด ในมือคว้าเอานาฬิกาสลักจากไม้สักราคาแพงเป็นรูปม้า มาถือเอาไว้ในมือ
“เอ๊ะ ... มันร้องจนหมดแรง หรือว่ามันตายไปแล้ววะหรือว่านี่จะเป็นแผน ถ้าเป็นแผนกูก็ไม่ควรเสี่ยง แต่ถ้าไม่ใช่แผนแล้วไอ้เด็กเวรนั่นเสือกตายไปจริงๆ ลูกพี่จะกระทืบกูมั้ยวะ”
เสียงเหมือนใครสักคนบ่นพึมพำๆ อะไรดังแว่วๆ อยู่หน้าประตู ไอ้นี่ถ้าจะบ้าพูดคนเดียวก็เป็น ผมยังคงแนบหูอยู่กับบานประตูไม้นั้นอยู่เช่นเดิม พยายามตั้งใจฟังถึงสิ่งที่อยู่อีกด้าน
“เอาไงดีวะกู” เสียงนั้นยังดังอยู่เบาๆ เหมือนแค่เป็นการรำพึงรำพันกับตัวเองมากกว่า เออผมว่ามันบ้าแหละยืนพูดอยู่คนเดียวตั้งนาน
แอ๊ดดด...ประตูห้องถูกผลักเปิดออกมาอย่างช้าๆ พร้อมกับหัวดำๆ ของใครบางคนยื่นโผล่เข้ามาภายในห้อง ผมซึ่งรอจังหวะอยู่แล้วจึงเงื้อนาฬิกาในมือขึ้น ก่อนจะฟาดเปรี้ยงลงไปเต็มแรง ได้ยินเสียงมันร้องโอ๊ย แต่เวลาแบบนี้ใครจะสนล่ะเอาตัวรอดก่อน ผมเปิดประตูออก วิ่งตื้อไปตามทางเดินจนมาถึงบันได แล้วก้าวกระโดดตรงลงไปยังประตูหน้าบ้านทันที
“ไอ้เด็กเปรต” เสียงร้องตะโกนด่าผมไล่หลังมาจากชั้นบน
"มึงสิเปรตกูลูกเทวดาเว้ย"
ผมวิ่งตัวปลิวจนมาถึงตรงบริเวณประตูหน้าบ้าน และทันทีที่ผมเปิดมันออก ก็ปะทะเข้ากับร่างของใครบางคน ที่สูงใหญ่ความสูงราวหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเป็นอย่างน้อย ไอ้คนตัวยักษ์มันขวางทางผมอยู่ แล้วมันก็ใช้แขนของมันคว้าผมไว้ ตัวใหญ่อย่างกับยักษ์หน้าเป็นยังไง ผมไม่ได้สนใจเห็นแค่แวบๆ เพราะมัวแต่ดิ้นรนเอาตัวรอด
+++โฬม+++
“ย่าขอโทษด้วยนะโฬม ที่ครั้งนี้ย่าต้องเอาน้องแทนมาฝากไว้กับโฬม แต่ย่าคิดว่าเห็นจะมีแค่โฬมเท่านั้นล่ะ ที่ปราบพยศน้องแทนได้”
คุณหญิงเพ็ญนภา ญาติที่หากตามลำดับศักดิ์แล้ว ฟังดูก็ออกจะงงๆ เล็กน้อย เพราะความจริงคือไม่ได้เกี่ยวพันอะไรทางสายเลือดกับผมเลยสักนิด เพียงแค่คุณย่าแท้ๆ ของผมท่านเป็นเพื่อนสนิทกับคุณหญิงเพ็ญนภาและรักใคร่กันมาก เรียกพี่เรียกน้องกันตลอด จนพ่อแม่ของผมสอนให้ผมเรียกท่านว่าย่าตามไปด้วย
คุณย่าดูเหน็ดเหนื่อยมาก สายตาของท่านมองไปยังร่างของเด็กหนุ่ม ซึ่งยังคงนอนหลับสนิทอยู่บนโซฟาชั้นล่างของบ้านไม้หลังใหญ่ของผม ดวงตาทั้งสองหลับพริ้มไม่รู้เรื่องราวรอบกาย
ผมมองดูท่านอยู่เงียบๆ อย่างเห็นใจเพราะก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ความดื้อรั้นเอาแต่ใจ นิสัยเสียของหลานชายคนเล็กของท่านคนนี้มาไม่น้อยเลย ในแวดวงสังคมไฮโซถ้าลองได้เอ่ยชื่อคุณหนูแทนขึ้นมา เป็นอันเบ้หน้ากันทุกคน เพราะขึ้นชื่อเรื่องนิสัยแย่ๆ มากมายเล่าเจ็ดวันเจ็ดคืนก็ไม่หมด
“ในเมื่อคุณย่าพามาขนาดนี้แล้ว เห็นทีถ้าผมจะปฎิเสธก็คงจะไม่ได้ละครับ”
ผมจ้องมองใบหน้าเด็กหนุ่มคนนั้นนิ่ง ใบหน้าหวานยังคงนิ่งสนิท ก่อนที่ผมจะพยักหน้าให้ไอ้เต้ย ไอ้โอ๊ตคนสนิทของผมให้พวกมันช่วยกันแบกเอาร่างเด็กหนุ่มขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน
“ขอบใจมากนะโฬม” คุณย่าเอ่ยยิ้มๆ สายมองตามร่างของหลานชายสุดที่รัก ด้วยแววตาเป็นห่วงเป็นใยซึ่งแสดงออกอย่างชัดเจน
“แต่ผมขอบอกคุณย่าเอาไว้ก่อนนะครับว่า ผมมีวิธีของผมและจะมาว่าผมใจร้ายกับน้องไม่ได้นะครับ” ผมเอ่ยขึ้นเพราะรู้ดีว่าการรับเอาน้องแทนมาดูแลไม่ใช่เรื่องง่าย และแน่นอนว่าเด็กคนนี้คงจะสร้างเรื่องปวดหัวให้ผมแน่นอน
“คุณแม่คะ มันจะดีจริงๆ หรือคะ” น้ำเสียงสั่นเครือของหญิงสาวใบหน้าสวยหวาน หากมองเพียงรูปลักษณ์ผิวพรรณภายนอก หลายคนคงคาดคะเนว่าหล่อนคงมีอายุไม่เกินสี่สิบ หากแต่แท้จริงแล้วคุณหญิงรุ่งทิวาอายุห้าสิบกว่าเข้าไปแล้ว
“ครั้งนี้ฉันคงต้องเอาจริงเอาจังกับพ่อแทนสักทีไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้ความ พวกเธอเองก็เถอะ เลิกตามใจลูกกันได้แล้ว ดูสิว่าเดี๋ยวนี้ตาแทนเป็นยังไง” หญิงสูงวัยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเฉียบขาดแต่แววตานั้นอ่อนโยน มองนิ่งไปยังร่างของเด็กหนุ่มคนนั้น ที่นอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงนอนขนาดใหญ่ ซึ่งเวลานี้รายล้อมไปด้วยบุคคลหลายคน แต่ละคนก็มีสีหน้าวิตกกังวลไม่ต่างกัน
น้องแทน หรือ นายธันวา พิมานเวช เด็กหนุ่มหน้าตาดีลูกชายคนเล็กของตระกูล “พิมานเวช” ลูกชายและหลานชายคนเล็กหัวแก้วหัวแหวน ซึ่งเปรียบได้ดั่งแก้วตาดวงใจของคนทั้งตระกูล แทนเกิดมาพร้อมกับความรักและความเอาอกเอาใจจนเกินความพอดี เด็กหนุ่มแทบจะไม่เคยรู้จักกับคำว่า “ไม่ได้” เลยสักครั้งไม่ว่าจะเรื่องใดๆ
“บางทีนี่อาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดอย่างที่คุณแม่บอก อย่าชักช้าเลยนะครับ ผมว่าเดี๋ยวตาแทนจะตื่นมาอาละวาดซะก่อน”
นายศักดิ์ชัย พิมานเวช ชายวัยหกสิบเศษแต่ยังดูหนุ่มมองไปยังร่างเด็กหนุ่มพร้อมถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะของลูกชายเบาๆ ร่างของเด็กหนุ่มซึ่งหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยานอนหลับขนานแรง ซึ่งตนเองและภรรยาแอบผสมลงไปในแก้วน้ำผลไม้ให้ดื่มเมื่อหลายชั่วโมงที่ผ่านมา
การส่งตัวลูกชายเพียงคนเดียว ที่เป็นเสมือนแก้วตาดวงใจของทั้งเขาและภรรยาให้มาอยู่กับ “คนอื่น” ครั้งนี้ เพื่อต้องการจะปรับนิสัยความเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจของลูกชายคนเล็กของเขา เป็นความต้องการแบบภาคบังคับของผู้เป็นแม่
เมื่อนับวันดีกรีความเอาแต่ใจของ “น้องแทน” จะมากขึ้นทุกที จนหลายครั้งสร้างความเสียหายและปวดหัวให้กับทุกคนอย่างมาก เรียกว่าหากน้องแทนต้องการอะไร แค่ชี้นิ้วก็สามารถสั่งได้ทุกอย่าง อยากได้ต้องได้ อยากทำอะไรไม่มีใครกล้าขัด หรือถึงมีคนกล้าขัดใจ คนคนนั้นก็ต้องปวดหัวจนอกระเบิดหรือเส้นเลือดในสมองแทบแตก เพราะความร้ายกาจของลูกชายคนเล็กของเขา
จุดพลิกผันครั้งนี้คงเนื่องมาจากหลายวันก่อน ลูกชายของเขาได้ไปร่วมฉลองงานวันเกิดของเพื่อน ซึ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน และพ่อลูกชายตัวดีของเขาเกิดทำผ้าเช็ดหน้าหาย ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขาจึงสั่งให้ทางโรงแรมปิดบริการและยกเลิกงานกลางคัน และเรียกพนักงานทุกคนมารวมตัวกันเพื่อต้องการจะหาผ้าเช็ดหน้าเพียงแค่ผืนเดียว
