บทที่ 6 คุณหนูจอมพยศ
ตอนที่ 6 คุณหนูจอมพยศ
+++โฬม+++
โต๊ะไม้ขนาดความยาวสามเมตร ถูกวางเรียงรายไปด้วยกับข้าว และอาหารสำหรับมื้อเย็นดังเช่นทุกวัน รอบๆ โต๊ะพร้อมหน้าไปด้วยสมาชิกหลักของฟาร์มไม่ขาดแม้สักคน เหมือนเป็นธรรมเนียมของที่นี่ ที่ต้องมาทานอาหารพร้อมกันอย่างน้อยสองมื้อ คือเช้าและเย็น โดยมีลูกพี่ใหญ่ของฟาร์มคือผมเองเป็นคนนั่งหัวโต๊ะ
“ไง ไอ้เต้ย ถึงกับหัวร้างข้างแตกเย็บไปกี่เข็มวะนั่น” เสียงกลั้วหัวเราะของไอ้ใบชาเอ่ยขึ้น
ตอนนี้ทุกคนคงได้รับรู้รับฟัง ถึงวีรกรรมความร้ายกาจของแขกคนพิเศษของผม ซึ่งก็คือไอ้เด็กเปรตน้องแทนชั้นสองนั่นแล้ว จนตอนนี้แทบทุกคนต่างล้วนอยากเห็นหน้าค่าตาไอ้เด็กนรกคนนี้กันจริงๆ ทั้งนั้น
“สิบสองเข็มครับพี่ชา เด็กอะไรไม่รู้ร้ายกาจจริงๆ เลย” ไอ้เต้ยยิ้มแห้งๆ ตอบกลับไปพร้อมกับชำเลืองมองทางผมเหมือนจะเกรงใจ มึงไม่ต้องเกรงใจกูก็ได้ถ้ามึงจะนินทาขนาดนี้
“จะไหวเหรอวะโฬม” ไอ้ใบชาหันมาถามผม
“ก็แค่เด็กมีปัญหาคนเดียว ช่างมันเถอะเดี๋ยวกูจัดการเอง” ผมตอบกลับไปแบบไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่นัก
“แล้วนี่หายพยศแล้วเหรอวะเสียงเงียบไปแบบนี้” ไอ้ธีร์เอ่ยถามขึ้นบ้าง พร้อมกับมองขึ้นไปยังชั้นสองของบ้านเช่นกัน
“เดี๋ยวก็รู้”
+++แทน+++
คนชื่อโอ๊ตถือถาดอาหารมาวางไว้บนโต๊ะหัวเตียงในเวลาไม่นานนัก ไม้กวาด ถุงขยะ อุปกรณ์อื่นๆ ที่ผมเดาว่ามันคงเอาไว้ทำความสะอาดละมั้ง ถูกวางไว้ปลายเตียง ผมชำเลืองดูอุปกรณ์บ้าบอพวกนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะเบะปากแล้วใช้เท้าเขี่ยมันไปให้พ้นสายตา พวกมึงสติดีกันหรือเปล่า ที่คิดจะให้กูทำความสะอาดห้อง แค่คิดจะกวาดห้องนอนที่บ้าน กูยังไม่เคยคิดเลย แล้วพวกมึงมาใช้ให้กูทำงานเหี้ยๆ พวกนี้เอง มึงบ้าไปแล้ว
“มันให้เงินมึงเท่าไหร่” ผมเอ่ยปากถามไอ้คนชื่อโอ๊ต เวลานี้มันยืนมองผมนิ่งอยู่ตรงบริเวณประตูหน้าห้อง
“ครับ” มันไม่ยอมตอบแต่มีสีหน้าอึ้งๆ ไป หึมันคงไม่คิดสินะว่าผมจะเสนอเงินให้กับมัน
“กูถามว่าไอ้เหี้ยโฬมนั่น มันให้เงินมึงเท่าไหร่ กูให้มากกว่ามันสองเท่าแค่มึงปล่อยกู” ผมยื่นข้อเสนอทันที
“เอ่อ...” ไอ้คนชื่อโอ๊ตมองตอบผมสายตาเลิ่กลั่ก
“ห้าแสนพอมั้ยแค่มึงช่วยกูหนี”
ผมเดินตรงเข้ามาใกล้ๆ เอียงคอถาม เงินแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมเลย แค่ผมซื้อนาฬิกาเรือนเดียวก็มากกว่าเงินครึ่งล้านนี่แล้ว
“ตอนสองทุ่มเดี๋ยวลูกพี่จะขึ้นมาดู คุณแทนรีบเก็บห้องเถอะครับ” ไอ้คนชื่อโอ๊ตรีบเอ่ยก่อนจะวิ่งออกจากห้องแล้วปิดล็อคไว้ตามเดิม อ้าวไอ้เวรแล้วตกลงมึงจะช่วยกูมั้ยวะ ไอ้สัดเอ๊ย
“โธ่เว้ย” ผมหยิบฉวยทุกอย่างที่ใกล้มือ ขว้างใส่ประตูอยู่อีกนานกว่าจะหายโมโห
ข้าวเปล่าราดด้วยผัดคะน้าใส่หมูกับไข่เจียว คืออาหารที่ถูกคนชื่อโอ๊ตเอามาวางเอาไว้ให้ ก่อนจะเดินจากไป ตอนนี้ไม่รู้ว่าเป็นเวลากี่โมงแล้ว เพราะนาฬิกาเพียงเรือนเดียวของห้องก็ถูกผมทุบจนมันพังยับไปแล้ว แถมยังเอาไปฟาดหัวคนชื่อเต้ยนั่นจนเลือดอาบอีกต่างหาก ไอ้คนหน้ายักษ์นั่นก็ไม่รู้หายไปไหนแล้ว สองทุ่มหรอ สองทุ่มมันบอกว่าจะเข้ามาดูว่าผมเก็บห้องเรียบร้อยหรือเปล่า เรื่องอะไรกูต้องทำตามที่มึงบอกด้วยวะ
“เหอะ อยู่บ้านแค่ถอดรองเท้ากูยังไม่เคยจะต้องเก็บเอง แล้วนี่มึงหวังว่าจะให้กูเก็บกวาดบ้านให้มึงน่ะหรอ ฝันไปเถอะ จ้างให้กูก็ไม่ทำ ถึงกูอยากทำ กูก็ทำไม่เป็นอยู่ดี”
ผมเบ้ปาก แล้วเดินไปเอาเท้าเตะชุดอุปกรณ์ทำความสะอาดนั้นไปให้พ้นหูพ้นตาอย่างหงุดหงิดอีกครั้ง พักใหญ่ๆ ความหิวก็เล่นงานเข้าให้ เพราะตั้งแต่เช้าจนตอนนี้น่าจะใกล้ค่ำแล้ว ผมเห็นข้างนอกดูท้องฟ้าสลัวลงเรื่อยๆ
“มันจะแอบใส่ยาเบื่อหนูในข้าวให้กูกินหรือเปล่าวะ แต่ถ้ากูกินของมันก็เสียฟอร์มแย่ ไม่เอาอะต้องเล่นตัวเข้าไว้ กูจะไม่ยอมอ่อนข้อให้มึงหรอกไอ้เหี้ยโฬม”
ผมนั่งหันหลังกอดอกให้กับจานข้าว พร้อมกับครุ่นคิดว่าผมไปทำผิดอะไร ทำไมคุณย่าซึ่งรักผมมากมายขนาดนั้นถึงต้องส่งผมมาอยู่กับคนใจยักษ์ ใจมาร เลวทรามอย่างไอ้โฬมได้
ทั้งที่ตลอดระยะเวลายี่สิบเอ็ดปีที่ผ่านมา คุณย่าหรือแม้กระทั่งคุณพ่อคุณแม่ของผม รวมไปถึงพี่สาวและคนอื่นๆ ไม่เคยปล่อยให้ผมต้องลำบาก และไม่กล้าขัดใจผมเลยแม้สักครั้ง ที่ผ่านมาล้วนชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ หรือจะชี้นิ้วร้องเรียกลิงให้เป็นแมวก็ยังทำได้ แล้วนี่มันอะไรกัน นี่มันบ้านป่าเมืองเถื่อนที่ไหนกันนะ พ่อกับแม่รู้เรื่องนี้หรือเปล่า แล้วถ้ารู้ทำไมพ่อกับแม่ถึงยอมให้ผมถูกส่งมาอยู่ในที่แบบนี้ อยู่กับคนแบบนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัยและไม่เข้าใจ
เสียงประตูเปิดออก ปลุกให้ผมออกมาจากภวังค์หันกลับไปมองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ใบหน้าฝรั่งหล่อจนใจเจ็บ โผล่พ้นบานประตูเข้ามา อยู่ๆ หัวใจของผมก็ไหวๆ สั่นๆ ยังไงชอบกล มึงจะหล่อเหี้ยอะไรขนาดนั้นไอ้ชิบหายเอ๊ย
“มึงมาทำไม” ผมตวาดลั่นห้อง สายตาจิกกัดผู้มาเยือนด้วยความเคยชิน
“บอกให้เก็บทำความสะอาดห้องไม่ใช่หรือไง” เสียงเข้มนั้นเอ่ยขึ้นพรางกวาดสายตาไปทั่วห้อง ข้าวของ เสื้อผ้า ยังคงกระจายเกลื่อนห้องจนแทบไม่มีพื้นที่ว่างให้เท้าเดินได้
“กูบอกมึงเหรอ ว่ากูจะทำ” ผมหัวเราะเยาะ ลอยหน้าลอยตากวนตีนมัน
“ไม่มีใครสั่งใครสอนหรือไงว่าเวลาพูดกับผู้หลักผู้ใหญ่ให้มันมีสัมมาคารวะบ้าง”
ไอ้คนหน้ายักษ์สาวเท้าเข้ามาใกล้ ตัวมันสูงใหญ่กว่าผมจนเวลาผมยืนใกล้ๆ มันเหมือนตัวผมหดเหลือนิดเดียวทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วผมสูงตั้งร้อยเจ็ดสิบเชียวนะ
“ก็มี...แต่ไม่มีใครบอกว่าต้องพูดจาดีกับคนอย่างมึง ปล่อยกูได้แล้วกูจะกลับบ้าน” ผมลุกขึ้นยืนหันหน้ากลับมาเผชิญกับคนตรงหน้าตรงๆ เชิดหน้าขึ้นน้อยๆ ริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อนั้นเม้มเข้าหากันแน่น
“ผมเตือนคุณแล้วนะ ว่าอย่ามาลองดีกับผม”
