บทที่ 3 ทำหน้าที่

ตอน ทำหน้าที่

“หนูแน่ใจเหรอจ๊ะ อีกหลายวันเลยนะกว่าเจ้ายอร์ชมันจะออกจากโรงพยาบาลได้” คุณนารินเอ่ยถามลูกสะใภ้อีกครั้ง เพราะรสรินเป็นหมอ ซึ่งเธอก็ไม่น่าจะลาหยุดหลายๆ วันได้

“หนูจะดูแลคุณยอร์ชจนกว่าจะหายเลยค่ะ หนูจะลาออก” เธอพูดทุกอย่างด้วยสีหน้าและแววตาเรียบเฉย ต่างจากอีกสามคนที่พากันอึ้งกับสิ่งที่ได้ยินเป็นรอบที่ 2

“ตะ...แต่หนูรักอาชีพหมอมากนี่ลูก หนูไม่ต้องลาออกก็ได้นะ เดี๋ยวแม่จ้างพยาบาลพิเศษไว้ดูแลเจ้ายอร์ชก็ได้” คุณนารินตอบ คุณนารินกับสามีสนิทกับครอบครัวของรสรินมานาน ท่านจึงรู้ดีว่ารสรินมีความฝันอยากจะเป็นหมอมาตั้งแต่เด็กๆ และท่านก็ไม่อยากให้ลูกสะใภ้ต้องหยุดทำงานที่รักเพื่อมาดูแลศรันย์ เพราะว่าปัญหานี้สามารถแก้ได้ถ้าหากจ้างพยาบาลพิเศษ

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูคิดว่านี่มันเป็นเรื่องที่ตัวเองควรจะทำที่สุด หนูตัดสินใจดีแล้วค่ะไม่ต้องห่วง” ในเมื่อทั้งคำพูดและสีหน้าของหญิงสาวดูจริงจังขนาดนี้เห็นทีคงไม่มีใครจะขัดใจเธอได้แล้ว

“ขอบใจมากนะลูก” คุณนารินเอ่ยก่อนจะดึงมือลูกสะใภ้มากุม หญิงสาวไม่ได้ตอบอะไรไปนอกจากพยักหน้ารับ

ทางศรันย์เองก็ตกใจไม่น้อยกับการที่รสรินจะลาออกจากอาชีพที่รักเพื่อหยุดดูแลเขา อันที่จริงเขาก็อยากจะรู้เหตุผลให้มากกว่าคำตอบที่ว่า ‘หนูคิดว่านี่มันเป็นเรื่องที่ตัวเองควรจะทำที่สุด’ อยากจะรู้ให้มากกว่านี้ อยากจะรู้ว่าใจจริงเธอคิดอะไรกันแน่ ถึงขั้นต้องยอมลาออกจากงานเพื่อเขา แต่คงเป็นเพราะปกติรสรินก็เป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว เหตุนี้เองคุณพ่อกับคุณแม่จึงไม่อยากจะถามเยอะไปมากกว่านี้

เวลาต่อมา

“โรสง่วงมั้ยลูก ถ้าง่วงมากก็กลับไปนอนที่บ้านก็ได้นะเดี๋ยววันนี้แม่จะดูแลตายอร์ชเอง เมื่อคืนหนูไม่ได้นอนทั้งคืนเลยนี่” คุณนารินถามลูกสะใภ้ซึ่งตอนนี้ท่านก็กำลังป้อนข้าวป้อนน้ำลูกชายอยู่ รสรินเองก็กำลังทานอาหารเช้าอยู่เช่นกัน ส่วนเจ้าสัวศิวะก็ไปทำงานแล้ว

“ค่ะ ถ้างั้นเดี๋ยวหนูจะมาดูแลคุณยอร์ชช่วงเย็นๆ นะคะ” เธอตอบก่อนจะทานข้าวเช้าต่อ ทางศรันย์ถึงแม้ปากจะทานข้าวอยู่ แต่สายตาก็จดจ้องอยู่ที่ใบหน้าของรสริน หลังจากที่ทานข้าวเสร็จไม่นานรสรินก็ขอตัวกลับไปนอนหลับพักผ่อนที่บ้าน

“เมื่อคืนเขานั่งเฝ้าผมทั้งคืนเลยเหรอครับ” ศรันย์หันไปถามมารดาหลังจากที่รสรินกลับไปแล้ว

“อืม...ใช่ เมื่อคื่นเขานั่งอยู่ข้างๆ ลูกทั้งคืน ส่วนพ่อกับแม่ก็นั่งหลับอยู่ที่บนโซฟา” คุณนารินตอบไปตามความจริง ทำเอาศรันย์ถึงกับนิ่งเงียบไปอีกครั้ง ตอนนี้เขาอยากจะรู้จริงๆ ว่ารสรินคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงต้องดีกับคนที่ตัวเองไม่ได้รักขนาดนี้ด้วย

“ผมไม่เข้าใจเลย เขาไม่ได้รักผมแท้ๆ แต่ทำไมต้องดีกับผมขนาดนี้ด้วย” เพราะเขาไม่ใช่คนปากหนัก ถ้าหากสนิทกับใครและมีเรื่องที่ไม่สบายใจหรือไม่เข้าใจชายหนุ่มก็จะปรึกษากับพ่อแม่และเพื่อนสนิททันที

“แล้วลูกรู้ได้ยังไงล่ะว่าเขาไม่ได้รัก ลูกเคยถามเหรอ” คุณแม่ตอบกลับ

“ไม่เคยครับ แต่เขาก็ไม่เคยบอกนี่ครับว่ารักผม” ศัรนย์พูด

“เฮ้อ...ทำใจเถอะ ก็ลูกอยากหาเมียไม่ได้เอง มันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ แต่ว่าถ้าได้อยู่ด้วยกันนานๆ เข้าเดี๋ยวก็รักกันเองแหละ สมัยก่อนมีคนถูกพ่อแม่คลุมถุงชนเยอะนะ ดูอย่างปู่กับย่าของแกสิ นั่นก็ไม่ได้รักกันตั้งแต่แรก แต่พออยู่ด้วยกันนานๆ เข้าก็รักกันเอง แถมยังรักกันจนวันตาย ไม่แน่ลูกกับหนูโรสสักวันนึงก็อาจจะเกิดรักกันขึ้นมาก็ได้ อยู่กันไปเรื่อยๆ อย่าเพิ่งไปด่วนสรุปอะไรเลย แกเพิ่งแต่งได้แค่ 2  เดือนเอง แต่ถ้าอยู่ด้วยกันไปนานๆ แต่ลูกไม่มีความสุขจริงๆ ถึงเวลานั้นถ้าลูกจะหย่าพ่อกับแม่ก็จะไม่ขัด”

นี่คือสิ่งที่มารดาแนะนำ ซึ่งศรันย์ก็คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่เขากับรสรินจะรักกันไปจนวันตายเหมือนปู่กับย่าที่ถูกผู้ใหญ่คลุมถุงชนเหมือนเขา แต่เป็นเพราะความผูกพัน อยู่ด้วยกันนานๆ เข้าความรักก็เกิดขึ้นจนทำให้ท่านทั้งสองครองรักกันจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

คืนวันนั้น

“พ่อกับแม่กลับก่อนนะลูก” เพราะเห็นว่านี่ก็ 2 ทุ่มแล้ว คุณนารินจึงจะขอตัวกลับบ้านไปนอนพักผ่อน

“ครับ” จากนั้นศรันย์กับรสรินก็ยกมือไหว้บอกลาท่านทั้งสอง และห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบสงบ จะมีก็แต่เสียงแอร์กับเสียงหนังในโทรทัศน์เท่านั้น ส่วนภรรยาของเขาก็กำลังนั่งเล่นมือถืออยู่เงียบๆ

“ทำไมอยู่ๆ ถึงอยากจะลาออกจากงานมาดูแลผมล่ะ” อยู่ๆ เขาก็ถามขึ้นมาเพราะอยากรู้มาก

“ก็มันเป็นสิ่งที่ภรรยาควรทำนี่คะ” รสรินยังคงให้คำตอบแบบเดิม

“ขอเหตุผลที่ยาวกว่านี้หน่อยได้มั้ย” เขายังคงถามอีก

“ก็...ครอบครัวของคุณช่วยครอบครัวของฉันไว้เยอะ ที่พ่อฉันอาการดีขึ้น ธุรกิจของบ้านฟื้นตัวก็เพราะเงินสินสอดในวันแต่งงาน ฉันก็เลยคิดว่าตัวฉันเองก็ควรจะทำอะไรเพื่อคุณบ้าง” เธอบอกเหตุผลไปตามตรง

นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่เธอจะตอบแทนบุญคุณของเขาได้บ้าง ทำหน้าที่ภรรยาให้ดีที่สุดถึงแม้จะไม่ได้รักกันก็ตาม และหลังจากที่ได้รู้คำตอบแบบยาวที่สุดที่หญิงสาวเคยพูดกับเขา ศรันย์ก็นิ่งเงียบไปในทันทีเพราะเขาได้คำตอบแล้ว

หลายนาทีต่อมา

“โรส โรส...” ศรันย์กำลังเรียกรสรินที่นอนเล่นอยู่บนโซฟา

“คะ...”

“ผมปวดฉี่” อันที่จริงก็อายอยากจะไปเองมากกว่าแต่ตอนนี้เขาเจ็บไปหมดทั้งตัว ขาซ้ายหักแถมเข่าขวาก็แตกอีก ตามตัวก็มีแต่รอยแผลรอยฟกช้ำ แถมศีรษะยังแตกอีกต่างหาก แต่ทว่าคู่กรณีที่เป็นคนขับรถชนก็อาการหนักไม่ต่างจากเขาเลย ผู้หญิงคนนั้นแขนหักแล้วก็มีรอยฟกช้ำไปทั้งตัว ส่วนเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลเจ้าสัวศิวะก็เป็นคนช่วยจัดการทั้งหมด

“ค่ะ เดี๋ยวเอากระโถนให้” ว่าแล้วหญิงสาวก็เดินเข้าไปในห้องน้ำ ก่อนจะออกมาพร้อมกับกระโถนฉี่จากนั้นก็ลงมือปรับเตียงให้ชายหนุ่มนั่งได้อย่างสะดวก

“เอ่อ...ไม่รูดม่านก่อนเหรอ” เขาถามเพราะว่ายังเห็นหญิงสาวยืนอยู่นิ่งๆ

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเห็นของคนไข้มาเยอะ จนชินแล้ว” เธอว่าพร้อมกับยืนหน้านิ่ง แต่เขาไม่ชินเอาซะเลย จริงอยู่ที่ผ่านผู้หญิงมาเยอะแต่เขาก็ไม่เคยได้รับการดูแลแบบนี้จากใครมาก่อนนอกจากคุณแม่

จะให้มาถ่ายต่อหน้าเธอและให้เธอเช็ดตัวทำความสะอาดให้แบบนี้มันก็ทำให้เกิดความอายได้เช่นกัน จากนั้นศรันย์ก็ถอดกางเกงและลงมือทำธุระปลดทุกข์ซึ่งพอเห็นว่าเขามีท่าทางประหม่าเขินอายรสรินจึงยอมหันหน้าไปทางอื่น

“เสร็จแล้วครับ” เขาว่า ก่อนที่รสรินจะนำกระโถนไปเก็บไว้ในห้องน้ำ

เวลา 23.05 นาที

“โรสครับ โรส...” เขาเรียกรสรินที่กำลังนอนหลับอยู่

“คะ” หญิงสาวขานรับด้วยความงัวเงียเธอเพิ่งจะหลับไปเมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว

“ผมนอนไม่หลับ” เพราะปกติเขานอนดึกกว่านี้หนำซ้ำเมื่อตอนกลางวันก็นอนหลับไปหลายชั่วโมงตอนนี้จึงยังไม่รู้สึกง่วง

“ก็ดูหนังไปสิคะ เดี๋ยวก็ง่วงเอง” เธอว่าก่อนจะนอนคลุมโปงอีกครั้ง

“แต่ผมกลัวผี มานั่งตรงนี้หน่อยได้มั้ย นั่งหลับก็ได้” และแล้วเขาก็พูดความจริงไปอย่างไม่อาย

“ฮะ!...คุณนี่นะกลัวผี ฉันเห็นคุณออกเที่ยวกลางคืนแทบทุกวัน” เธอแทบไม่อยากจะเชื่อ

“ก็นี่มันโรงพยาบาล มันแหล่งรวมพลังงานชั้นดี ผมกลัว”

เขามีท่าทีที่ดูจะหวาดกลัวจริงๆ รสรินรู้สึกอยากจะหัวเราะจริงๆ มันน่าตลกที่ผู้ชายตัวใหญ่ๆ อย่างเขามากลัวผี แต่ตอนนี้เธอง่วงมากจึงขำไม่ออก แต่ก็ยอมหอบหมอนมานั่งบนเก้าอี้ข้างๆ เขา แต่ก็นั่งกอดหมอนและฟุบหน้าหลับบนที่นอน

“โรส อย่าเพิ่งนอนสิ อยู่เป็นเพื่อนกันก่อน” ความกลัวผีของเขากำลังจะทำให้หญิงสาวรำคาญ

“ก็มันง่วงนี่คะ” เธอว่าก่อนจะมองค้อนเขา กลายเป็นว่าตอนนี้รสรินดูน่ากลัวกว่าผีด้วยซ้ำ

“อย่าดุผมสิ ก็ผมกลัว”

ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าดูหงอยมากๆ

“คุณไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ ถ้ามันโผล่มาคุณก็ขู่มันไปว่าจะแช่งมันไม่ให้ไปผุดไปเกิด หรือไม่ก็บอกว่าจะโทรเรียกยมบาลมันก็กลัวจนไม่กล้ามาหลอกเป็นรอบที่สองแล้ว” คำแนะนำของรสรินทำเอาเขาอึ้ง

“ฮะ...มันมีผีโง่ๆ ที่กลัวคำขู่พวกนี้ด้วยเหรอ” ชายหนุ่มไม่อยากจะเชื่อว่าพวกผีจะกลัวอะไรแบบนี้

“มีสิ ฉันใช้ทุกครั้งเวลาที่มันโผล่มา” เธอตอบไปตามความจริง ตั้งแต่ตอนเรียนยันเรียนจบมาเป็นหมอมืออาชีพเธอก็มักจะพบเจอกับเรื่องพวกนี้หลายครั้ง แล้วถ้าไม่มาให้เห็นชัดๆก็มาแบบเงารางๆ หรือไม่ก็มาแต่เสียงและกลิ่น แต่ก็โชคดีที่เป็นคนจิตแข็งตั้งแต่เด็กจนโต ดังนั้นเรื่องพวกนี้จึงไม่มีผลต่อการทำงานของหญิงสาวเลยสักนิด

“คุณเคยเจอด้วยเหรอ” เขาถามด้วยท่าทางหวาดผวา

“เคยค่ะ เรื่องปกติของหมอกับพยาบาลที่อยู่เวรตอนกลางคืน แต่คนที่ไม่เคยเจอก็มี” พอได้ยินแบบนี้ศรันย์ก็รู้สึกดีใจมากที่ตัวเองไม่เคยมีความฝันอยากเป็นหมอ

“คุณเคยเจอกี่ครั้งล่ะ แล้วเจอที่ไหน แล้วทำยังไงคุณถึงรอดมาได้ เล่าให้ฟังก่อนอย่าเพิ่งนอน” ว่าแล้วก็สะกิดไหล่ของคนที่กำลังจะนอนหลับ

“เฮ้อ...คุณนี่น่าเบื่อจริงๆ เลย กลัวผีแต่ก็อยากฟังเรื่องผีนี่นะ”

“ก็ผมนอนไม่หลับ...” เขาทำหน้าจ๋อยสนิททันทีเมื่อโดนดุ แต่ก็ถือว่าวันนี้เป็นวันที่เขาและเธอพูดคุยด้วยกันบ่อยที่สุด แถมทั้งสองยังนอนอยู่ในห้องเดียวกันด้วย

“ที่เจอล่าสุดก็เมื่อสามเดือนก่อน ฉันอยู่เวรตอนกลางคืนแล้วก็กำลังจะงีบหลับเพราะตอนนั้นว่างแล้วก็ง่วงมาก แต่ผีน้องปริมดันมาแกล้ง มากวน ก็เลยบอกไปว่าถ้าหยุดแกล้งพรุ่งนี้เช้าจะออกไปซื้อขนมใส่บาตรกรวดน้ำให้ แต่ถ้ายังแกล้งอยู่ต่อไปเวลาทำบุญจะไม่อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ น้องปริมเลยหยุดกวนพอถึงตอนเช้าก็ใส่บาตรให้ตามสัญญา” ทุกอย่างที่หล่อนเล่าเป็นเรื่องจริงซึ่งคนกลัวผีอย่างเขาก็เชื่อ

“โห...ขนลุกเลย แล้วเขาแกล้งอะไรคุณบ้างล่ะคืนนั้น”

“ก็วิ่งก็กวนบ้าง ร้องเพลงบ้าง กระโดดเล่นอยู่บนเตียง เหมือนที่ชอบทำทุกครั้ง”

“แปลว่าคุณเจอมากกว่าหนึ่งครั้งใช่มั้ย”

“ค่ะ”

“คุณมีสัมผัสที่ 6 หรือเปล่าเนี่ย แล้วห้องนี้มีผีมั้ย คุณเห็นหรือเปล่า” ดูเขาจะหวาดกลัวมากกว่าเดิมเสียอีก

“ไม่มีนะ เมื่อเช้าตอนลงไปซื้อข้าวฉันซื้อพวงมาลัยไปไหว้ที่ศาลเจ้าที่แล้ว และก็เอามาไหว้ที่หัวเตียงของคุณ” พูดแล้วก็มองไปยังพวงมาลัยที่แขวนอยู่บนหัวเตียง

“จริงเหรอ ถ้างั้นขอบคุณมากๆ นะ” ท่าทางโล่งใจของเขามันดูตลกจริงๆ ในสายตาเธอ

“แล้วตกลงคุณมีสัมผัสที่ 6 มั้ย” ยังคงชวนเธอคุยต่อ

“ฉันว่าฉันไม่ได้มีหรอก ที่ฉันเห็นส่วนใหญ่เขาจะตั้งใจหลอกตั้งใจทำให้เห็นซะมากกว่า ไม่ได้เจอทุกวันจนชินแบบพวกหมอผีหรือจิตสัมผัส” เธอตอบ

“แล้วทำไมคุณถึงรู้ล่ะว่าเขาตั้งใจหรือไม่ตั้งใจให้เห็น”

“ก็เพราะผีตัวที่ฉันอยากจะเห็น เขาไม่เคยมาหลอกฉันเลยสักครั้ง  ฉันก็เลยเดาว่าบางทีพวกผีก็คงเลือกด้วยว่าจะหลอกหรือไม่หลอกใคร”

ในขณะที่ตอบสายตาเธอดูเศร้าลง แต่เป็นเพราะศรันย์กำลังตกใจที่เธออยากจะโดนผีตัวนึงหลอก เขาจึงไม่ได้สังเกตเห็น

“ฮะ...แปลกคน อยู่ๆ ทำไมอยากจะโดนหลอกล่ะ” หญิงสาวไม่ตอบ แต่ทำท่าจะถอดสร้อยพระที่คอ

“ถ้าคุณกลัวมากก็ใส่สร้อยนี่ไปก่อนก็แล้วกัน พระท่านช่วยได้ ฉันไม่โดนหลอกมาพักนึงแล้ว” ว่าแล้วก็ลุกขึ้นก่อนจะลงมือใส่สร้อยพระเส้นบางให้ชายหนุ่ม

และในระหว่างที่เธอกำลังใส่สร้อยให้เขา อยู่ๆ กลิ่นตัวหอมๆ กับท่าทีอ่อนโยนที่หญิงสาวแสดงออกมาก็ทำให้ศรันย์รู้สึกปั่นป่วนในหัวใจ รู้สึกได้โดยทันทีว่าหัวใจมันเต้นแรงแถมยังหายใจไม่ทั่วท้องอีก เขาเพิ่งจะรู้สึกแบบนี้ครั้งแรกในชีวิต นอนกับผู้หญิงมาก็หลายคน แต่เพิ่งจะมารู้สึกหวั่นไหวให้กับผู้หญิงที่สวมพระให้เพราะอยากให้เขาสบายใจ แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้นึกสงสัยเลยสักนิดว่าเขาเกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาเพราะอะไร ได้แต่ปล่อยให้เธอใส่สร้อยให้จนเสร็จ

“เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าฉันจะบอกให้คุณแม่เอาสร้อยพระมาให้ก็แล้วกัน แล้วคุณค่อยถอดคืน”

“ขอบคุณครับ” เขาพูดขอบคุณและยิ้ม

“นอนเถอะค่ะ ผีมันจะมาช่วงหลังเที่ยงคืน ถ้าคุณกลัวจริงๆ ก็ควรจะพยายามข่มตาหลับให้ได้” เพราะง่วงมากเธอจึงต้องใช้วิธีแกล้งให้คนกลัวผีนอนหลับให้ได้สักที

“ก็ได้ๆ แต่คุณไม่ต้องปิดโทรทัศน์นะ เปิดไว้ยันเช้าเลย และอีกอย่าง” พูดจบก็จับมือหล่อนมากุมไว้

“ผมขอจับมือได้มั้ย ผมไม่ได้มีเจตนาจะลวนลามนะ แต่ว่ากลัวจริงๆ” พอกลัวผีแล้วความเป็นคาสโนว่า ความหล่อ ความเท่ห์ ก็ดูลดลงทันที

“ก็ได้ค่ะ แต่คุณต้องนอนเฉยๆ นะ ไม่ต้องเรียกฉันเพราะกลัวอีกล่ะ ถ้าอยากเข้าห้องน้ำหรือหิวน้ำค่อยเรียก” เธอว่าก่อนจะฟุบหน้าหลับลงโดยที่ยังปล่อยให้ชายหนุ่มนอนกุมมืออยู่...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป