บทที่ 6 สามี ภรรยา

ตอน สามี ภรรยา

หลายวันต่อมา

“ผมเริ่มยาวแล้วนี่คะ” เธอทักขึ้นในขณะที่กำลังนั่งทานข้าวเช้ากับเขา

“งั้นเหรอ” เขาถามพลางใช้มือจับที่ผมของตัวเอง มันยาวขึ้นอย่างที่หญิงสาวบอกจริงๆ

“เดี๋ยวฉันตัดให้นะคะ” เธอว่าพลางมองไปที่ศีรษะของสามี

“คุณตัดเป็นเหรอ” เขาถามเพราะคิดว่าเรื่องแบบนี้ควรจะให้ช่างมืออาชีพทำมากกว่า

“ถ้าเล็มตรงปลายออกนิดๆ คิดว่าทำได้ค่ะ”

“แน่ใจนะ ผมกลัวว่าถ้าคุณตัดไม่ดีหน้าของผมจะหล่อน้อยลง” คำพูดของคนหลงตัวเองทำเอาเธออดหัวเราะออกมาไม่ได้

“ฮ่าๆ”

“หัวเราะอะไรครับ” เขาถามขึ้นทันที

“เปล่าค่ะ ช่างเถอะ” ศรันย์รู้ดีว่าหญิงสาวคงตลกในความหลงตัวเองของเขา

“ผมไม่ชอบกินหัวหอมใหญ่ คุณเอาไปกินเลย” เขาเคยบอกแล้วว่าผักที่เกลียดที่สุดก็คือหัวหอมใหญ่ แต่หญิงสาวชอบทานข้าวผัดใส่หัวหอมดังนั้นเธอก็ยังคงใส่หัวหอมเวลาทำข้าวผัดทุกครั้ง

“ฝืนๆ กินไปเถอะค่ะ ถ้าคุณไม่กินวันนี้ฉันจะให้คุณงดบุหรี่ 1 มวน แต่ถ้าคุณกินวันนี้จะให้สูบ 3 มวน เหมือนเดิม” คำขู่นี้ได้ผล ชายหนุ่มรีบตักหัวหอมใหญ่เข้าปากทันทีจากที่ตอนแรกตั้งท่าจะตักมันใส่จานของรสริน และหน้าตาที่ดูกล้ำกลืนฝืนทนสุดๆ ในตอนที่ป้อนหัวหอมเข้าปากก็ทำให้หญิงสาวแอบยิ้มกริ่ม เพราะเขาดูเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่เกลียดผัก

ส่วนเรื่องสูบบุหรี่เธอก็เข้มงวดกับเขาจริงๆ จากที่ศรันย์เคยสูบบุหรี่วันละ 5 มวนขึ้นไป แต่ว่าหลังจากที่เขาขาหักและต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของภรรยาสาว หล่อนก็บังคับให้เขาสูบได้แค่วันละ 3 มวนเท่านั้น และถ้าหากชายหนุ่มงอแงและทักท้วงเขาก็จะไม่ได้สูบเลยสักม้วน ดังนั้นทุกวันนี้ชายหนุ่มจึงกลายเป็นคนที่สูบบุหรี่น้อยไปเลย

“เป็นห่วงผมเหรอถึงไม่อยากให้ผมสูบบุหรี่เยอะๆ กลัวผมจะเป็นมะเร็งใช่มั้ย” อยู่ๆ ก็อยากจะถามขึ้นมา

“ค่ะ เป็นห่วง” คำตอบนี้ทำเอาเขาชะงักไปทันที

“ทุกวันนี้มีคนป่วยและตายเพราะเป็นโรงมะเร็งมากมายและสาเหตุหลักเลยก็เพราะว่าชอบสูบหรี่นี่แหละก็เลยเป็นมะเร็ง ฉันไม่อยากให้คุณตายหรือป่วยหนักไปมากกว่านี้ ก็เลยไม่อยากให้สูบเยอะ”

เธอรู้ดีว่าถ้าหากพูดว่า ‘เป็นห่วง’ อย่างเดียวโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกไปให้ชัดเจนกว่านี้ คนฟังก็อาจจะเข้าใจผิด คราวนี้จึงได้อธิบายให้เขาฟังยาวๆ ไปเลย ว่าตัวเองทำไปเพราะความหวังดีเฉยๆ

“อ๋อ...” อยู่ๆ ก็ดันรู้สึกผิดหวังกับคำตอบขึ้นมา

เวลาต่อมา และแล้วก็ได้เวลาที่รสรินจะตัดผมให้สามีของเธอ

“ว่าแต่ หัวของคุณก็เหม็นมากเลยนะคะ สระผมด้วยเลยดีกว่า” เธอว่าในขณะที่กำลังจับผมของเขา

“จะสระยังไงดีล่ะ แผลก็ยังโดนน้ำไม่ได้ ขาผมก็ใช้ได้แค่ข้างเดียวจะให้เดินขึ้นเตียงสระผมที่ร้านเสริมสวยก็คงจะไม่ไหวเหมือนกัน” เขาว่า ส่วนรสรินก็กำลังทำท่าทางเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ในหัว

“อ้อ...ฉันรู้แล้วค่ะว่าต้องทำยังไง” พูดจบเธอก็เดินออกไปจากห้องนั่งเล่นปล่อยให้ศรันย์นั่งงงอยู่คนเดียว ไม่นานก็เดินกลับมาหาเขาด้วยท่าทางอารมณ์ดี

“ฉันเตรียมสถานที่ไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ ไปสระผมกันเถอะ” และหญิงสาวก็เข็นรถวีลแชร์ของสามีออกไปทันที

“คุณจะพาผมไปไหน แล้วเตรียมสถานที่อะไรไว้” เขาถามแต่เธอก็ยังไม่ตอบอยากให้ชายหนุ่มรู้เองมากกว่า ก่อนที่รถเข็นจะมาหยุดอยู่บริเวณสวนหน้าบ้านใกล้ๆ กับก๊อกน้ำที่เอาไว้ใช้สำหรับรดน้ำต้นไม้ ซึ่งตรงนั้นก็มีเตียงพับ หมอนรองคอ และผ้าขนหนู แชมพูสระผม สายยางยาวๆ แถมตรงนี้ยังมีต้นไม้ต้นใหญ่ๆ ไว้คุ้มกันแสงแดดอีก อากาศก็ดีด้วย มันช่างเหมาะจะเป็นที่สระผมสุดๆ

“คุณฉลาดมาก” พอเห็นก็รู้ทันทีว่าเธอเตรียมสถานที่สระผมไว้ให้เขา

“ขอบคุณค่ะ” เธอยิ้มกริ่ม ก่อนจะช่วยประคองคนขาหักให้ขึ้นไปนอนบนเตียงพับ

“หันมาทางนี้นิดนึงค่ะ” เพราะกลัวว่าเตียงจะเปียกเยอะก็เลยต้องช่วยจับศีรษะของเขาให้ไม่ห่างและชิดกับเตียงมากเกินไป ซึ่งทุกการกระทำของเธอก็เต็มไปด้วยความอ่อนโยนทั้งสัมผัสและก็น้ำเสียงที่คอยพูดกับเขา

“สบายหัวมั้ยคะ” พอเริ่มสระผมได้สักพักก็เอ่ยถามเขา

“สบายครับ” เขาตอบกลับมาแถมยังหลับตาตอบด้วย แสดงว่าชายหนุ่มสบายมากจริงๆ แต่ในระหว่างนั้นเขาก็เผลอเหลือบมองหน้าคนที่กำลังตั้งใจสระผมให้ตัวเอง และอยู่ๆ หัวใจมันก็ดันเต้นแรงกว่าปกติ

ตึกตัก...ตึกตัก...และอาการหน้าร้อนฉ่าจนขึ้นสีแดงที่สองแก้มก็ตามมา

“อุ๊ย...ร้อนเหรอคะ ทำไมหน้าแดงจัง” เธอตกใจทันทีเมื่อมองไปที่หน้าเขาและพบว่าสองแก้มขาวของชายหนุ่มมันขึ้นสีแดง และเขาเองก็กำลังจ้องหน้าหญิงสาวอยู่เช่นกัน

“มะ...ไม่ร้อน” เขาเริ่มเลิกลั่กก่อนจะทำเป็นนอนหลับตาอย่างสบายใจเหมือนเดิม

“ไม่ร้อนแน่นะคะ”

“ครับ สระต่อเถอะ” เขาตอบ

‘ทำไมหน้าแดงจัง’ เธอได้แต่คิดและสระผมให้สามีต่อ

‘เป็นอะไรของกูวะเนี่ย’ ได้แต่นอนถามตัวเองอยู่ในใจไม่เข้าใจเลยว่าทำไมอยู่ๆ หัวใจถึงเต้นแรงหนำซ้ำยังรู้สึกเขินๆ ด้วย

เวลาต่อมา

“เห็นมั้ยคะว่าไม่แหว่ง” พูดจบก็ส่งกระจกให้เขาดูทรงผมตัวเองหลังจากจัดการตัดผมและไดร์ผมให้เขาจนแห้ง

“ดูดีจริงๆ ด้วย” ศรันย์รู้สึกพอใจ เมื่อเห็นว่าเธอตัดได้อย่างที่พูดจริงๆ

“ทำไมคุณถึงตัดเป็นล่ะ” อดถามไม่ได้

“อย่าลืมสิคะว่าคุณแม่ของฉันเป็นช่าง”

ใช่แล้ว เธอมีพ่อเป็นเชฟ ส่วนคุณแม่ก็เป็นช่างทำผมและช่างแต่งหน้าที่มีชื่อเสียงมากๆ คนหนึ่ง ท่านเคยแต่งหน้าให้คนดังในประเทศมามากมาย หนำซ้ำยังเปิดร้านเสริมสวยอยู่หลายสาขา

“ใช่สิ ผมลืมไปเลย” เขาลืมคิดไปจริงๆ ว่าตัวเองเป็นลูกเขยของช่างเสริมสวยที่มีชื่อเสียง

“นั่งดูทีวีไปก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันขอไปเก็บของก่อน” พูดจบก็รีบเดินออกไป เพราะตั้งใจว่าจะเก็บเตียงและอุปกรณ์ที่นำไปสระผมให้เขา ศรันย์ก็ได้แต่มองตามร่างบางที่เดินจากไปด้วยรอยยิ้ม เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพักนี้ตัวเองถึงต้องแอบส่งยิ้มให้เธอคนนี้บ่อยๆ

เวลา 12.20 นาที และแล้วก็ได้เวลาทานข้าวเที่ยง

“ทานสิคะ” เธอพูดขึ้นเมื่อวางชามราดหน้าไว้ให้เขาแต่ชายหนุ่มไม่ยอมทานสักที

“ปรุงให้หน่อยสิ”

“ทำไมไม่ปรุงเองล่ะคะ” เธอแปลกใจเมื่ออยู่ๆ เขาก็มาขอให้ทำอะไรแบบนี้

“ก็ผมจำได้ว่าตอนที่นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลคุณเป็นคนใส่เครื่องปรุงในก๋วยเตี๋ยวให้ผม แล้วคุณก็ปรุงได้อร่อยดี” รสรินอดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าเขากำลังอ้อนอยู่

“ก็ได้ค่ะ” เพราะเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องยากอะไรก็เลยยอมทำให้เขา แต่สีหน้ายิ้มแย้มดี๊ด๊าของชายหนุ่มก็ทำให้เธออดหมั่นไส้เขาไม่ได้

“เสร็จแล้วค่ะ” พอใช้ช้อนกับส้อมคนราดหน้าในชามเสร็จก็ส่งให้เขา

“ป้อนหน่อยได้มั้ย” คำพูดกับแววตาอ้อนวอนของเขาทำเอาเธอสะดุ้ง

“กินเองสิคะแขนก็ไม่ได้เจ็บ โตแล้วนะคะ ไม่ใช่เด็กเล็กๆ” เธอว่า ก่อนจะทานอาหารต่อโดยไม่สนใจเขา

“ใจร้าย แต่ก็อร่อย แล้วทำไมผักมันเยอะกว่าหมูล่ะ” คนที่ไม่ค่อยชอบทานผักบ่นขึ้น

“ทานผักเยอะๆ ก็ดีแล้วนี่คะ” คนรักสุขภาพตอบกลับ

“ถ้าอย่างนั้นคุณเอามานี่เลย” พูดจบก็มือไวรีบใช้ช้อนตักเนื้อหมูนุ่มๆ มาจากชามของภรรยาและก็จัดการกินซะ

“นี่คุณ! อย่ามาขโมยกันแบบนี้สิคะ” เธอหัวเสียทันทีเมื่อโดนแกล้ง แต่ศรันย์ไม่ได้กลัวอะไรเลย เขาทำหน้าแลบลิ้นปลิ้นตาเยาะเย้ยเธอด้วยซ้ำ

“เอาผักนี่ไปกินเยอะๆ นะ” ทำทีว่าจะตักผักในชามตัวเองให้เธอ แต่ว่า...

“ลองทำสิ ถ้าแกล้งฉันอีกครั้ง หลังทานเสร็จก็ไม่ต้องสูบบุหรี่” เธอพูดพร้อมกับทำตาดุๆ

“อะ...เอ่อ ขอโทษครับ ไม่แกล้งแล้ว” พูดจบก็กลับไปนั่งกินอยู่เงียบๆ ซึ่งท่าทางหงอยๆ เหมือนเด็กโดนดุของชายหนุ่มก็ทำให้เธอต้องหันหน้าไปอีกฝั่งและยิ้มออกมาเพราะรู้สึกว่ามันตลกมาก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป