บทที่ 2 หยุดเล่นตลก

วรธันย์ไม่กลับบ้านอีกแล้ว

ทุกอย่างเงียบสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อารมณ์ของญาณีสงบนิ่งลงแล้วหลังจากผ่านช่วงทำใจและตัดใจมาตลอดสองเดือน

วันรุ่งขึ้นการแสดงก็จะเริ่มแล้ว

เธอเปลี่ยนชุดราตรีในห้องแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว

ชุดราตรีสายเดี่ยวสีทองอร่ามขับเน้นลำคอระหงและไหล่ที่ตั้งได้รูปของเธอให้ดูงดงามยิ่งขึ้น

เมคอัพที่ดูเบาบางแต่ประณีต ยิ่งขับเน้นโครงหน้าอันงดงามของเธอให้โดดเด่น

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนใสราวกับลูกแก้วทอประกายดุจสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วง ดูโฉบเฉี่ยวและน่าหลงใหล ริมฝีปากอวบอิ่มเคลือบด้วยลิปสติกสีชมพูอ่อน

เธอกลืนยาแก้ปวดลงคอไปสองเม็ด แล้วค่อย ๆ ก้าวเดินขึ้นไปบนเวที

นี่คือการแสดงครั้งสุดท้ายในชีวิตของเธอ เธอต้องการอำลาเส้นทางอาชีพตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด!

ญาณีมีชื่อเสียงโด่งดังมากในวงการเปียโนระดับประเทศ

ที่นั่งผู้ชมด้านล่างเต็มทุกที่นั่ง

ญาณีเหลือบไปเห็นลินทร์พิตาและวรธันย์นั่งอยู่แถวหน้าสุดทันที

ลินทร์พิตาซบไหล่วรธันย์อย่างสนิทสนม ทั้งสองกระซิบกระซาบอะไรกันบางอย่าง

แม้แต่วรธันย์เอง มุมปากก็ยังยกยิ้มจาง ๆ

ใบหน้าที่คล้ายคลึงกัน แต่กลับไม่เหมือนเด็กหนุ่มผู้แสนอบอุ่นดั่งสายลมฤดูใบไม้ผลิคนนั้น

สีหน้าของเขาแสดงอารมณ์น้อยมาก เวลาไม่ยิ้ม ความประทับใจแรกที่ส่งออกมาคือความเย็นชาและดูคุกคาม

แต่งงานกันมาสี่ปี ญาณีน้อยครั้งนักที่จะได้เห็นแววตาเปื้อนยิ้มแบบนี้ของเขา

ภาพที่เขายิ้มจาง ๆ ในตอนนี้ ช่างเหมือนกับ 'เขาคนนั้น' เหลือเกิน

เมื่อวานเธอส่งข้อความไปหาเขาว่า "เราหย่ากันเถอะ"

วรธันย์ไม่ได้ตอบอะไร คล้ายจะตกลงโดยดุษณี

จู่ ๆ ญาณีก็รู้สึกเสียดาย และเจ็บปวดลึก ๆ

ถ้าเพียงวรธันย์ยิ้มให้บ่อยกว่านี้ ต่อให้เขาทำผู้หญิงคนอื่นท้อง เธอก็คงไม่ถือสา

ขอแค่ได้เห็นใบหน้านี้ยิ้มออกมา เธอก็พอใจแล้ว

แต่เธอก็ฉุกคิดได้ว่า ต่อให้เธอเต็มใจ วรธันย์ก็คงไม่เต็มใจอยู่ดี

เพราะสิ่งที่เขาเกลียดที่สุดก็คือภรรยาที่เป็นใบ้อย่างเธอ การถูกบังคับให้แต่งงานกับเธอถือเป็นความอัปยศที่สุดในชีวิตของเขา

ในที่สาธารณะ เขาไม่เคยพูดคุยกับเธออย่างสนิทสนม แทบจะเหมือนคนแปลกหน้า

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนักข่าวถามสัมภาษณ์นับครั้งไม่ถ้วนว่าแต่งงานหรือยัง วรธันย์ก็มักจะปฏิเสธเสมอ

และตอนนี้...

แววตาของญาณีฉายแววเย้ยหยัน

ความแตกต่างของการปฏิบัติระหว่างคนสองคน จริง ๆ แล้วต่างกันแค่ดวงตาที่ลำเอียงคู่นั้น

ไฟในฮอลล์ดับลง สปอตไลท์สาดส่องมาที่ร่างของญาณี

นิ้วเรียวทั้งสิบพรมลงบนคีย์บอร์ดราวกับผีเสื้อที่กำลังร่ายรำ เสียงเปียโนอันไพเราะราวกับสายน้ำไหลรินหลั่งไหลออกมาจากปลายนิ้วของเธอ

ญาณีจมดิ่งไปกับการแสดงดนตรีครั้งนี้ทั้งตัวและหัวใจ

ภายใต้แสงไฟเช่นนี้ เธอดูงดงามสมบูรณ์แบบราวกับเทพธิดาที่หลงเข้ามาในโลกมนุษย์ ทั่วทั้งฮอลล์เงียบกริบ แววตาของทุกคนฉายความตื่นตะลึง บางคนถึงกับเผลอผ่อนลมหายใจเบา ๆ เพราะกลัวว่าจะไปรบกวนเธอ

ญาณีพยายามรักษารอยยิ้มอันสมบูรณ์แบบบนใบหน้า แม้ว่านิ้วมือจะเจ็บปวดจนสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้ก็ตาม

ยาแก้ปวดที่เธอกินเป็นยาตามใบสั่งแพทย์

แม้จะได้ผลดี แต่ก็ทำให้เสพติดและดื้อยาได้ง่าย

ตั้งแต่เริ่มทัวร์การแสดง เธอต้องพึ่งยาชนิดนี้มาตลอดเพื่อให้การแสดงออกมาดี แต่ตอนนี้ฤทธิ์ยาเริ่มได้ผลน้อยลงทุกที

วรธันย์ที่นั่งอยู่ด้านล่างจ้องมองญาณีเขม็ง นัยน์ตาฉายแววดำมืด

เพลงแรกจบลงอย่างสวยงาม

ญาณีจับชายกระโปรงแล้วย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อขอบคุณผู้ชม

เธอมีเวลาสิบห้านาทีในการลงจากเวทีเพื่อไปเปลี่ยนชุดที่สอง

ทว่า ญาณีเพิ่งจะเดินมาถึงหลังเวที ก็ถูกมือใหญ่ปริศนากระชากเข้าไปในห้องพักรับรองอย่างแรง

มือใหญ่ของวรธันย์เปรียบเสมือนโซ่ตรวนสำหรับเธอ สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด

ญาณีทำได้เพียงเดินโซซัดโซเซตามหลังเขาไป

ประตูห้องพักถูกล็อคจากด้านใน

ญาณีถูกเหวี่ยงลงบนโซฟา

ใบหน้าของวรธันย์มืดครึ้ม แววตาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด

"ญาณี เธอเป็นบ้าไปแล้วเหรอ? นิ้วมือเป็นแบบนี้แล้วยังกล้าขึ้นเวทีอีก? สำหรับเธอแล้ว ชื่อเสียงเงินทองมันสำคัญกว่าร่างกายตัวเองงั้นสิ?"

ญาณีสบตาเขาอย่างสงบนิ่ง

ดวงตาที่เคยเปี่ยมด้วยรักและความอ่อนโยนดุจสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ บัดนี้กลับเย็นเยียบจนจับตัวเป็นน้ำแข็ง

ไม่สิ

มันคือบ่อน้ำตายต่างหาก

เธอไม่คิดจะตอบโต้ความโกรธของวรธันย์ ลุกขึ้นจัดชายกระโปรงแล้วหันหลังเตรียมจะเดินออกไป

วรธันย์ก้าวเข้ามาขวางหน้าเธอไว้อย่างรวดเร็ว ความโกรธทำให้แรงกดดันจากตัวเขารุนแรงยิ่งขึ้น แม้แต่สายตาก็คมกริบราวกับมีดที่มองไม่เห็น

"ตอบฉันมา! ไอ้ชื่อเสียงจอมปลอมพวกนั้นมันสำคัญกับเธอมากนักหรือไง เธอตั้งใจจะปล่อยให้มือตัวเองพิการจริง ๆ ใช่ไหม?"

ญาณีถอนหายใจยาว

แววตาของเธอฉายความเหนื่อยล้า

เธอทำภาษามือว่า: "วรธันย์ ฉันต้องไปเตรียมตัวสำหรับการแสดงรอบที่สอง"

"ห้ามไป!"

วรธันย์ออกคำสั่ง

เมื่อเห็นท่าทีไร้อารมณ์ของญาณี ไฟโทสะในใจเขาก็ปิดไม่มิดอีกต่อไป เขาก้าวเข้าไปคว้าข้อมือญาณีล็อคไว้แน่น

แล้วบดขยี้ริมฝีปากลงมาอย่างเอาแต่ใจ

จูบของเขา ก็เหมือนกับตัวตนนั่นแหละ รุนแรงราวกับพายุในทะเลคลั่ง เต็มไปด้วยการช่วงชิง

ญาณีดิ้นไม่หลุด

แรงผู้หญิงหรือจะสู้แรงผู้ชายได้ ยิ่งตอนนี้มือเธอเจ็บจนไม่มีแรงแม้แต่จะต่อต้าน

วรธันย์ร้อนแรงดั่งไฟ แต่ญาณีกลับเย็นชาดุจน้ำแข็ง

เธอเลิกดิ้นรน ปล่อยให้เขาเล้าโลมตามใจชอบ ดวงตาจ้องมองเขาอย่างเย็นชา

วรธันย์พูมอู้อี้ชิดริมฝีปากเธอ "เมื่อก่อนเธอเชื่อฟังฉันตลอดไม่ใช่เหรอ? ครั้งนี้ก็ต้องเชื่อฉัน"

นัยน์ตาเขาเต็มไปด้วยแรงปรารถนา เขาจับขาญาณีแยกออก แล้วค่อย ๆ แทรกกายเข้าไปในร่างของเธอ

วินาทีที่ร่างกายผสานกัน เขาครางต่ำออกมาด้วยความเสียวซ่าน

ไม่มีใครรู้ นอกจากครั้งแรกที่เขาโดนวางยาปลุกเซ็กส์จนมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเธอแล้ว ทุกครั้งหลังจากนั้น วรธันย์เป็นฝ่ายเริ่มและเต็มใจเองทั้งสิ้น

เขาหลงใหลในเรือนร่างของเธอ ราวกับเสพติดดอกฝิ่น

ญาณียิ้มเยาะหยัน ใจด้านชาไปแล้ว แต่ร่างกายกลับตอบสนองไปตามสัญชาตญาณ

เขากระแทกกระทั้นเข้าหาเธออย่างบ้าคลั่งและเร่าร้อน ส่วนเธอเป็นเหมือนตุ๊กตาที่ถูกสูบวิญญาณออกไป งดงามแต่ช่างน่าเวทนา

ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เสียงเคาะประตูและเสียงของน้องอัญมณีก็ดังขึ้น

"พี่ญาณีคะ อีก 10 นาทีจะต้องขึ้นเวทีแล้วนะคะ"

ประโยคนั้นทำให้ญาณีตื่นจากภวังค์แห่งตัณหาทันที

เธอรวบรวมแรงทั้งหมดที่มี ผลักวรธันย์ออกไป

วรธันย์ฉายแววโกรธเกรี้ยว แต่พอเห็นใบหน้าแดงระเรื่อจากการกระทำของเขา และดวงตาที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำตาของญาณี

ใจเขาก็อ่อนยวบ เขาช่วยจัดชุดราตรีให้เธอเรียบร้อย ปากก็เอ่ยเตือนแกมสั่งว่า "ห้ามขึ้นเวที เดี๋ยวกลับบ้านพร้อมกัน"

ญาณีสูดหายใจลึก ทำภาษามือตอบกลับ: "ฉันจะหย่ากับคุณ ที่นั่นไม่ใช่บ้านของฉัน"

วรธันย์ขมวดคิ้ว เสียงเย็นชา: "ฉันรู้นะว่าเธอกำลังโกรธเรื่องที่ฉันเมินเธอเมื่อสองเดือนก่อน แต่ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว เธอยังไม่สำนึกผิดอีกเหรอ?"

เรื่องที่ญาณีจะขอหย่า สำหรับวรธันย์แล้ว มันไร้สาระพอ ๆ กับการบอกว่าพรุ่งนี้โลกจะแตก

ใครที่รู้จักญาณี ต่างก็รู้ดีว่าเธอรักเขาปานจะกลืนกิน?

เธอยกมรดกทั้งหมดของพ่อแม่ให้เขา ยอมให้สองตระกูลบีบบังคับให้เขาแต่งงานกับเธอ

เพราะความหึงหวง เธอเคยคลุ้มคลั่งจนเกือบจะฆ่าลินทร์พิตา เพื่อประกาศความเป็นเจ้าของต่อหน้าทุกคน

ญาณีแบบนี้น่ะเหรอจะขอหย่ากับเขา?

ญาณีทำหน้านิ่ง: "ฉันพูดจริง"

"ต่อให้จะงอนก็ต้องดูด้วยว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง!"

ความอดทนของวรธันย์ใกล้จะหมดลง แต่สุดท้ายเขาก็ยอมเสียงอ่อนลง

"ไปขอโทษลินทร์ซะ แล้วเรื่องนี้เราจะจบกันแค่นี้"

ญาณีงุนงง มองเขาอย่างไม่เข้าใจ

เธอทำอะไรผิด?

เวลาขึ้นเวทีเหลือไม่มาก เธอไม่มีเวลาและไม่มีอารมณ์จะมาทะเลาะกับวรธันย์อย่างไร้เหตุผลตรงนี้

เธอไม่มีกะจิตกะใจแม้แต่จะสื่อสารด้วยซ้ำ ขณะที่เธอกำลังจะหันหลังเดินออกไป เสียงเตือนของวรธันย์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง

"เลิกงี่เง่าได้แล้ว!"

แววตาของเขาฉายความหงุดหงิดอย่างปิดไม่มิด

ญาณีหันกลับมามองเขาด้วยสายตาที่สงบราบเรียบถึงขีดสุด

"ฉันไม่ได้งี่เง่า ฉันแจ้งคุณแล้ว เรื่องที่ฉันจะหย่า"

แววตาที่เย็นชาจนเกือบจะเรียกว่าขอไปทีของเธอ ทำให้วรธันย์ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป