บทที่ 4 เป็นแค่ความเคยชิน
ลินทร์พิตาลอบสังเกตสีหน้าของวรธันย์อย่างระมัดระวัง
ใบหน้าของเขาทะมึนตึงจนน่ากลัว ริมฝีปากบางเม้มแน่น แผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายความเย็นชาออกมาโดยรอบ
"วรธันย์คะ คุณเป็นอะไรไป? ไม่สบายหรือเปล่า?" ลินทร์พิตาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางยื่นมือหมายจะไปช่วยคลายปมคิ้วที่ขมวดแน่นของเขา
วรธันย์เบี่ยงตัวหลบสัมผัสของเธอ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "ไม่เป็นไร"
มือของลินทร์พิตาชะงักค้างกลางอากาศ แววตาฉายความน้อยใจวูบหนึ่ง แต่ก็รีบซ่อนมันไว้อย่างรวดเร็ว
เธอถอนหายใจเบา ๆ "พี่ญาณีนี่ก็จริง ๆ เลย รู้ทั้งรู้ว่าสุขภาพคุณไม่ดี ยังจะห่วงแต่การแสดงของตัวเอง ในสายตาพี่เขาคงเห็นแก่ชื่อเสียงเงินทองมากกว่าจะมาสนใจไยดีคุณ"
ลินทร์พิตาชะงักคำพูดไปครู่หนึ่ง ทำเป็นกลัวว่าจะทำให้เขาโกรธ ก่อนจะจงใจพูดต่อ "ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนั้นคุณยายบังคับให้คุณแต่งงานกับพี่ญาณี คุณก็คงไม่ต้องมาทนกับภรรยาที่เย็นชาแบบนี้หรอกค่ะ"
สีหน้าของวรธันย์ดูหมองหม่นและเคร่งเครียดลงยิ่งกว่าเดิม
ย้อนกลับไปเมื่อสี่ปีก่อน ในช่วงที่ตระกูลแก้วโรจน์ต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่
พ่อของเขาถูกตัดสินจำคุกและสุดท้ายก็ต้องจบชีวิตลงในเรือนจำ
บริษัทแก้วโรจน์โซซัดโซเซจนเกือบจะล้มละลาย
ในวันที่มืดแปดด้าน ตระกูลมุกนนท์และตระกูลปิงสุแสนได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเพื่อให้เขาผ่านพ้นวิกฤต
แต่มีข้อแลกเปลี่ยนคือ เขาต้องแต่งงานกับญาณี
ตอนนั้นเขาไม่มีทางเลือก จึงจำต้องยอมจำนนต่อวิธีการอันน่ารังเกียจของญาณี และต้องผิดคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับลินทร์พิตาเพื่อมาแต่งงานกับเธอแทน
ช่วงเวลานั้นคือช่วงที่มืดมนที่สุดในชีวิตของวรธันย์
และตอนนี้ เพราะความอิจฉาริษยาและความร้ายกาจของเธอ ลินทร์ต้องเจ็บปวดอีกครั้ง...
"เลิกพูดถึงเขาเถอะ" น้ำเสียงของวรธันย์ทุ้มต่ำ แฝงไว้ด้วยโทสะที่พยายามข่มกลั้น
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูข้อความขอหย่าที่ญาณีส่งมา พลางจ้องมองคำว่า "ตกลง" สั้น ๆ ที่เธอตอบกลับมาอย่างง่ายดายหลังจากเขาบอกว่า "พรุ่งนี้ว่าง" ความโกรธที่อธิบายไม่ได้พุ่งพล่านขึ้นในอก
ลินทร์พิตาตาไวเหลือบไปเห็นข้อความบนหน้าจอของวรธันย์ แววตาของเธอฉายความยินดีออกมาวูบหนึ่งจนแทบสังเกตไม่เห็น
เธอแสร้งทำสีหน้ากังวล "พี่ญาณีคงจะแค่งอนละมั้งคะ เธอถือดีว่ามีตระกูลมุกนนท์หนุนหลัง เลยกล้าทำตัวตามใจตัวเองแบบนี้ วรธันย์คะ... อย่าไปถือสาพี่เขาเลยค่ะ พี่เขาคงแค่เรียกร้องความสนใจ อยากให้คุณไปง้อนั่นแหละ"
"เขาคิดว่าฉันไม่กล้าหย่าเหรอ?" วรธันย์แค่นหัวเราะ
เพราะญาณีแท้ ๆ ที่ทำให้ลินทร์ต้องเจ็บช้ำมามากพอแล้ว
มาตอนนี้เธอยังกล้าได้คืบจะเอาศอกอีก
เขาอยากจะรู้นักว่าเธอจะเล่นละครไปได้สักกี่น้ำ
"พรุ่งนี้ฉันจะคุยกับเขาให้รู้เรื่อง จะได้เลิกใช้วิธีต่ำ ๆ แบบนี้เรียกร้องความสนใจสักที"
วรธันย์นวดขมับ น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย "ช่วงนี้ผมยุ่งมาก อาจไม่มีเวลาอยู่เป็นเพื่อนคุณ ดูแลตัวเองดี ๆ นะ"
ลินทร์พิตาพยักหน้าอย่างว่าง่าย "ลินทร์จะเชื่อฟังคุณทุกอย่างค่ะ"
วรธันย์ตัดสินใจจะเมินเฉยใส่ญาณีเพื่อสั่งสอนเธอ
วันต่อมา เขาไม่ได้ไปที่สำนักงานเขต
ส่วนญาณี หลังจากรออยู่ที่สำนักงานเขตนานนับชั่วโมง เธอก็เดินทางกลับมายังเรือนหอด้วยท่าทีที่ดูสงบนิ่ง
เธอเริ่มเก็บข้าวของของตัวเอง
เสื้อผ้า หนังสือ โน้ตเพลง และของจุกจิกที่เธอทำเองกับมือ
ของเหล่านี้มีอยู่ไม่กี่ชิ้น แต่มันกลับอัดแน่นไปด้วยความทรงจำตลอดสี่ปีที่ผ่านมาของเธอ
วรธันย์ไม่ชอบสีสันฉูดฉาด ห้องของเขาจึงดูเย็นชาไร้ชีวิตชีวาเหมือนเจ้าของ
ตั้งแต่ญาณีเข้ามา เธอได้นำของใช้ส่วนตัวเข้ามาจัดวาง เปลี่ยนสไตล์การตกแต่งห้องตามใจชอบ
บางทีนี่อาจเป็นเรื่องเดียวที่เธอกล้าทำ วรธันย์เพียงแค่ขมวดคิ้วแต่ไม่พูดอะไร ปล่อยให้เธอทำตามใจ
ดอกไอริสที่เธอชอบวางอยู่หัวเตียง โมเดลเปียโนหลากสี ของตกแต่งน่ารัก ๆ ที่ทำเอง หรือแม้แต่เหรียญรางวัลจากการแข่งขันและรูปถ่าย ต่างถูกวางไว้ในที่ที่เห็นได้ชัด
ก่อนออกจากห้อง ญาณีกวาดตามองห้องนี้อีกครั้งด้วยสายตาเรียบเฉยและปล่อยวาง
เมื่อนำของใช้ส่วนตัวออกไปจนหมดสิ้น ห้องก็กลับมาดูอ้างว้างและเย็นยะเยือกอีกครั้ง
ราวกับว่าตัวตนของญาณีได้ถูกลบเลือนหายไปจากโลกของวรธันย์จนหมดสิ้น...
ป้ากุ้งรออยู่อย่างกระวนกระวายใจที่ชั้นล่าง เธอเป็นคนรับใช้เก่าแก่ของบ้านที่คอยดูแลญาณีมาตลอด
ป้ากุ้งมองร่างบางที่เดินวุ่นเก็บของด้วยความกังวล ก่อนจะอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ "คุณผู้หญิงคะ นี่จะย้ายออกจริง ๆ หรือคะ? ทะเลาะกับคุณผู้ชายหรือเปล่า?"
ญาณีชะงักมือ หันกลับมาส่งยิ้มปลอบโยนให้ป้ากุ้ง แล้วทำภาษามือบอกว่า 'ฉันไม่เป็นไรค่ะ แค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศไปอยู่ที่อื่น'
ป้ากุ้งไม่เชื่อ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอเห็นกับตาว่าญาณีรักวรธันย์มากแค่ไหน
คุณผู้หญิงยอมแลกชีวิตเพื่อช่วยนายน้อย ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กำลังจะดีขึ้นแท้ ๆ ทำไมถึงกลายเป็นต้องย้ายออกไปแบบนี้?
สุดท้ายป้ากุ้งจึงตัดสินใจแอบโทรหาวรธันย์
"คุณผู้ชายคะ คุณผู้หญิงดูเหมือนจะย้ายออกแล้วนะคะ รีบกลับมาดูเถอะค่ะ"
วรธันย์ตอบกลับเสียงเย็น "ปล่อยให้เขาย้ายไป ไม่ต้องไปสนใจ"
หลังจากวางสาย วรธันย์ก็โยนโทรศัพท์ไปด้านข้างอย่างหงุดหงิด
เขาปักใจเชื่อว่าญาณีแค่เรียกร้องความสนใจ เดี๋ยวไม่กี่วันก็คงซมซานกลับมาเอง
แต่เมื่อผ่านไปสองวัน เขาฉุกคิดขึ้นได้ว่าไม่ได้รับข่าวคราวจากญาณีมาพักใหญ่ ความรู้สึกหงุดหงิดอย่างประหลาดเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
พอกลับถึงบ้าน ถึงได้พบว่าในบ้านว่างเปล่า
วรธันย์ถอดเสื้อสูทตัวนอกออกตามความเคยชิน พาดไว้บนโซฟา แต่กลับไม่มีญาณีเดินเข้ามารับเสื้อและยื่นรองเท้าแตะให้เหมือนทุกครั้ง
เขาเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหาร ก็ไม่มีชาร้อน ๆ เตรียมไว้ให้
ทั้งบ้านเงียบเชียบจนน่ากลัว ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของตัวเอง
วรธันย์เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ตั้งแต่แต่งงานกับญาณี ป้ากุ้งจะเข้ามาทำความสะอาดแค่บางครั้งเท่านั้น
งานบ้านทุกอย่างในวิลล่า ญาณีเป็นคนจัดการด้วยตัวเองทั้งหมด
เธอมักจะบอกว่า เธอชอบโลกที่เงียบสงบของคนสองคน ไม่ชอบให้มีคนมารบกวนมากนัก
เธอจะเตรียมอาหารเช้าให้เขาทุกวัน ปรับเปลี่ยนเมนูตามความชอบของเขา รีดผ้าทุกชิ้นให้เรียบกริบ นวดผ่อนคลายให้ยามเขาเหนื่อยล้า และนั่งอยู่เป็นเพื่อนเงียบ ๆ ยามเขานอนไม่หลับ...
เขาเคยคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สมควรได้รับ
ถึงขั้นมองว่าญาณีวัน ๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่หมุนรอบตัวเขาจนดูไร้ค่า
วรธันย์บอกตัวเองว่า เขาแค่ยังไม่ชินเท่านั้นเอง
อีกไม่กี่วันญาณีก็คงกลับมา
แต่ในใจลึก ๆ กลับรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน
เขาเดินออกไปที่ระเบียง มองลงไปที่สวนอันว่างเปล่า
ญาณีชอบดอกไม้มาก เธอปลูกดอกไม้นานาชนิดไว้เต็มสวน
ทุกวันเธอจะใช้เวลามากมายดูแลพวกมัน รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ตัดแต่งกิ่ง
เธอมักจะบอกว่า แค่ได้เห็นดอกไม้พวกนี้เธอก็จะอารมณ์ดีขึ้น
แต่ตอนนี้ ในสวนเหลือเพียงกิ่งก้านแห้งเหี่ยว ดูรกร้างว่างเปล่าเหลือเกิน
วรธันย์จุดบุหรี่ขึ้นสูบ อัดควันเข้าปอดเฮือกใหญ่
รสชาติของนิโคตินไม่ได้ช่วยให้เขาสงบลง กลับยิ่งทำให้กระวนกระวายใจมากขึ้น
เขากลับเข้ามาในห้องนอน ถึงได้พบว่าญาณีย้ายออกไปอย่างหมดจดจริง ๆ
ข้าวของที่เป็นของญาณีหายไปเกลี้ยง ทำให้ห้องทั้งห้องดูโล่งจนน่าใจหาย
แม้แต่โมเดลเปียโนและเหรียญรางวัลที่เธอแสนรักก็หายไปด้วย เหลือทิ้งไว้เพียงกระถางดอกไอริสที่หัวเตียง ซึ่งคงจะขนไปไม่ได้
ตู้เสื้อผ้าก็ว่างไปกว่าครึ่ง เหลือเพียงสูทและเชิ้ตของวรธันย์ไม่กี่ตัวแขวนอยู่ พร้อมร่องรอยการรีดที่เรียบร้อย
หัวใจของวรธันย์กระตุกวูบ ความหวาดกลัวแล่นพล่านขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ราวกับว่าเขากำลังสูญเสียอะไรบางอย่างไป...
