บทที่ 8 การเสียดสี

ภายในห้องจัดเลี้ยงที่มีแสงไฟสว่างไสว แขกต่างพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

ญาณีเดินลงมาจากชั้นบน กวาดสายตามองไปรอบ ๆ แต่กลับไม่เห็นแม้กระทั่งเงาของวรธันย์และลินทร์พิตาเลย

เธอยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สีหน้าเรียบเฉย แต่แววตากลับฉายความเย็นชาอันลึกล้ำออกมา

"ว่าแล้วเชียว ไปกับยัยนั่นอีกแล้วสินะ" เธอแค่นหัวเราะในใจ ก่อนจะละสายตากลับมา

เสียงหัวเราะพูดคุยของแขกดังก้องไปทั่วห้องโถง ราวกับไม่มีใครสังเกตเห็นการหายตัวไปของวรธันย์

แต่ญาณีรู้ดีว่า คุณยายนุชนาถและคุณตาสุรพลจะต้องสังเกตเห็นแน่นอน

และก็เป็นไปตามคาด ไม่นานนัก คุณยายนุชนาถก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์

"ญาณี ตาธันย์ไปไหนเสียล่ะลูก?" คุณยายนุชนาถจับมือเธอไว้ น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจอยู่ลึก ๆ

ญาณีก้มหน้า ดึงมือที่ถูกคุณยายนุชนาถกุมไว้ออกมา แล้วทำภาษามือบอกสิ่งที่ต้องการจะสื่อ

'เขามีธุระ เลยกลับไปก่อนค่ะ'

"มีธุระ?" คุณยายนุชนาถขมวดคิ้ว น้ำเสียงเริ่มเย็นชา "เป็นแบบนี้ทุกที จะมีธุระอะไรสำคัญไปกว่าหนูอีกล่ะ?"

คุณตาสุรพลเดินเข้ามา ตบไหล่คุณยายนุชนาถเบา ๆ แล้วพูดเสียงขรึมว่า "อย่าโกรธไปเลย ตาธันย์มันก็หัวรั้นแบบนี้แหละ บ้างานจะตายไป"

จากนั้นท่านก็หันมาหาญาณีด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง "ญาณีเอ้ย อย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะ ยายกับตารู้ดีว่าหนูเป็นเด็กดี ถ้ามันไม่รู้จักรักษาของดีไว้ เดี๋ยวตายายจะจัดการสั่งสอนมันให้เอง"

ญาณีฟังแล้ว มุมปากก็ยกยิ้มจาง ๆ

เธอพยักหน้าโดยไม่ได้ตอบอะไร

ก่อนงานเลี้ยงจะเลิก โทรศัพท์ของญาณีก็สั่นขึ้นมา

เธอเปิดดู ก็เห็นว่าเป็นข้อความจากลินทร์พิตา

"พี่คะ ต่อให้คุณยายนุชนาถจะชอบพี่แล้วยังไง? คนที่วรธันย์รักจริง ๆ คือหนู! ที่เขายังไม่หย่ากับพี่ก็เพราะเกรงใจหน้าตาของตระกูลมุกนนท์เท่านั้นแหละ หนูขอเตือนให้พี่เจียมตัวหน่อย อย่ามาตอแยกับวรธันย์อีกเลย"

ทุกตัวอักษรเต็มไปด้วยคำยั่วยุ ราวกับกลัวว่าญาณีจะมาแย่งของรักของหวงที่เธอจ้องมานานไป

ญาณียิ้มเยาะอย่างเย็นชา ปลายนิ้วรัวแป้นพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว

"ไม่นึกว่าแกจะแคร์ขนาดนี้ งั้นพี่ยกขยะอย่างวรธันย์ให้แกไปเลยแล้วกัน!"

ลินทร์พิตาได้รับข้อความตอบกลับก็แทบจะอกแตกตายด้วยความโกรธ

วรธันย์เป็นขยะงั้นเหรอ? แถมญาณียังจะโยนมาให้เธออีก?

จากนั้น ญาณีคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วส่งข้อความไปอีกประโยค

"เรื่องหย่า บอกให้เขามาคุยกับพี่เอง!"

ลินทร์พิตาเห็นแล้วก็รู้สึกแย่ไปทั้งตัว

ความหมายโดยนัยก็คือ แกมันคนนอกที่ชอบสอดรู้สอดเห็น!

หลังจากส่งข้อความไปแล้ว ญาณีก็เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าอย่างไม่ใส่ใจ แล้วเงยหน้ามองไปกลางห้องจัดเลี้ยง

แสงไฟรอบกายระยิบระยับ แต่ในแววตาของเธอกลับเหลือเพียงความเย็นชา

ญาณีหลับตาลง ภาพของวรธันย์และลินทร์พิตานั่งเคียงคู่กันผุดขึ้นมาในหัว

ความสนิทสนมและความเข้ากันได้ดีของทั้งคู่ เป็นโลกที่เธอไม่มีวันแทรกแซงเข้าไปได้

การแต่งงานครั้งนี้ มันเป็นเรื่องตลกมาตั้งแต่ต้นแล้ว

เธอไม่อยากเข้าไปพัวพันกับรักสามเส้านี้อีกต่อไป

ตอนนี้เธอต้องการเพียงแค่ไปจากสถานที่อันแสนเจ็บปวดนี้ แล้วทำตามความฝันที่จะไปประเทศซีให้สำเร็จ

เพราะที่เมืองเล็ก ๆ แห่งนั้น ป้ายหลุมศพของธนวัฒน์ยังคงตั้งตระหง่านอยู่อย่างเงียบสงบ

ที่นั่นมีความสงบสุขที่เธอถวิลหา และมีความหวังทั้งหมดที่เธอเคยมี

เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ เปิดโทรศัพท์ดูข้อมูลตั๋วเครื่องบินอีกครั้ง

อีกสามวัน เธอจะไปจากที่นี่ และบอกลาเรื่องราวทั้งหมดนี้อย่างถาวร

เมื่องานเลี้ยงจบลง คุณยายนุชนาถก็จูงมือญาณีพาไปยังห้องรับรองที่เงียบสงบ

ญาณีนั่งลงข้าง ๆ ตามแรงดึงของคุณยายนุชนาถ ท่านกุมมือเธอไว้แน่นด้วยความรักใคร่เอ็นดู

"ญาณี มีอะไรอยากจะบอกยายไหมลูก?" น้ำเสียงของคุณยายนุชนาถอ่อนโยน แต่แฝงไว้ด้วยความจริงจังที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ญาณีมองดวงตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังคู่นั้น เงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ยกมือขึ้นทำท่าทาง

'คุณยายคะ หนูอยากหย่ากับวรธันย์ค่ะ'

เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเธอ สีหน้าของคุณยายนุชนาถก็แข็งค้างไปทันที

"หนูหมายความว่ายังไง?" ท่านเบิกตากว้าง น้ำเสียงสูงขึ้นเล็กน้อย

ญาณีย้ำอีกครั้งด้วยท่าทีสงบนิ่ง

'เราคุยกันแล้วค่ะ เขาตกลงที่จะหย่า'

'นี่อาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเราสองคนค่ะ'

คุณยายนุชนาถมองเธออย่างอึ้ง ๆ ผ่านไปเนิ่นนานถึงได้ถอนหายใจออกมา

สายตาของท่านหยุดอยู่ที่ใบหน้าของญาณีครู่หนึ่ง แววตาฉายความรู้สึกเสียดายและเจ็บปวด

"ญาณี หนูตัดสินใจแน่แล้วเหรอ?" น้ำเสียงของท่านเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์อย่างชัดเจน

ญาณีพยักหน้า แววตามุ่งมั่น

'คุณยายคะ หนูตัดสินใจแล้วค่ะ'

คุณยายนุชนาถยกมือขึ้นลูบแก้มเธอเบา ๆ น้ำเสียงเจือความสะเทือนใจ

"รู้ไหมลูก? หนูหน้าเหมือนลูกสาวยายมากเลยนะ"

"เห็นหนูทีไร ก็เหมือนได้เห็นลูกสาวแท้ ๆ ของยาย!"

ญาณีชะงักไปเล็กน้อย นิ้วมือหยุดนิ่ง

เธอรู้ดีว่าคุณยายนุชนาถรักและเอ็นดูเธอเหมือนลูกในไส้

และเธอก็ให้ความเคารพรักคุณยายนุชนาถมากเช่นกัน

คุณยายนุชนาถถอนหายใจ หันไปมองคุณตาสุรพล แล้วหันกลับมามองญาณี พยายามหาเหตุผลที่เหมาะสม

"เรื่องนี้คงต้องถามย่าของหนูก่อนนะ เพราะตระกูลเราสองบ้านมีสัญญาหมั้นหมายกัน ถ้าคุณย่าของหนูไม่เห็นด้วย เรื่องหย่าก็คงยังตัดสินใจไม่ได้"

เมื่อได้ยินดังนั้น แววตาของญาณีก็แสดงความเข้าใจ

ทุกอย่างต้องเป็นไปตามประเพณีที่ปฎิบัติกันมา จะใจร้อนไม่ได้

เธอพยักหน้า ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ

แต่ในใจกลับเข้าใจดีว่า ในสถานการณ์แบบนี้ ลินทร์พิตานั่นแหละที่จะร้อนใจยิ่งกว่าเธอ

อีกฝ่ายส่งข้อความยั่วยุมาตั้งมากมายในคืนเดียว เห็นได้ชัดว่านั่งไม่ติดแล้ว

ระหว่างทางกลับ ญาณีพิงศีรษะกับหน้าต่างรถ ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปไกล

เธอยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมวรธันย์ถึงยื้อเวลาไม่ยอมหย่าเสียที

ทั้งที่เขาเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับการแต่งงานครั้งนี้มาตั้งนานแล้ว

"คงเป็นเพราะหน้าตาล่ะมั้ง เขาห่วงภาพลักษณ์ตัวเองจะตายไป" เธอบ่นพึมพำในใจ

คนอย่างวรธันย์ รักศักดิ์ศรีเป็นที่สุด

การที่เธอเป็นฝ่ายขอหย่า ก็เท่ากับทำให้เขาเสียหน้า

เวลาแบบนี้ เขาต้องหาทางเอาคืนเพื่อกู้หน้าคืนมาแน่

เมื่อคิดได้ดังนั้น ญาณีก็ก้มหน้าแค่นหัวเราะ แววตาฉายแววเย้ยหยัน

เมื่อกลับมาถึงวิลล่าส่วนตัว ญาณีผลักประตูเข้าไป

ข้าวของเครื่องใช้ในห้องถูกจัดวางไว้อย่างเรียบร้อย

สิ่งของที่ขนออกมาจากเรือนหอ ถูกจัดเก็บเข้าที่เข้าทางอย่างเป็นระเบียบ

เธอยืนอยู่กลางห้องรับแขก กวาดสายตามองข้าวของที่คุ้นเคยเหล่านี้ แต่กลับรู้สึกแปลกแยกอย่างบอกไม่ถูก

ชีวิตที่เคยมีกันสองคน บัดนี้เหลือเพียงเธอตัวคนเดียว

ภายในห้องเงียบสงัดจนน่ากลัว

เธอยืนอยู่ตรงนั้น จู่ ๆ ก็รู้สึกไม่คุ้นชินขึ้นมา

บรรยากาศที่เงียบเหงาแบบนี้ ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก

เธอเดินไปนั่งลงบนโซฟา เอื้อมมือไปหยิบสมุดบันทึกที่วางอยู่บนโต๊ะรับแขก

เมื่อเปิดหน้าแรกของสมุดบันทึก ก็พบรูปถ่ายเก่าๆ ใบหนึ่งสอดอยู่

ธนวัฒน์ในรูปถ่ายกำลังยิ้มกว้าง แสงแดดสาดส่องลงมาที่ตัวเขา ราวกับทำให้ภาพทั้งใบสว่างไสวขึ้นมา

เธอจ้องมองรูปถ่ายอยู่นาน ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว

"ธนวัฒน์... ธนวัฒน์"

เธอพร่ำเรียกชื่อเขาในใจ แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า

"รออีกหน่อยนะ ฉันกำลังจะไปอยู่กับคุณแล้ว"

ขณะที่เธอกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะ

เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ปรากฏว่าเป็นหมอเจ้าของไข้คนก่อนของเธอ

เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็กดรับสายด้วยความหวังเล็ก ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่

"คุณญาณีครับ" เสียงของคุณหมอดังลอดมา น้ำเสียงเจือความตื่นเต้น "เรื่องภาวะบกพร่องทางการสื่อสารของคุณก่อนหน้านี้ ตอนนี้เรามีแนวทางการรักษาใหม่แล้วครับ!"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป