บทที่ 2 ภรรยาที่คุณไม่เคยเชื่อใจ
ทั้งที่มีสายเลือดเดียวกันแท้ ๆ ...
ในขณะที่ สุภาพรถูกประคบประหงมราวกับเจ้าหญิงเพียงหนึ่งเดียวของตระกูล
แต่อรัญญากลับเหมือนเงาที่ไม่มีใครมองเห็น ต่อให้เธอกำลังจะตาย ก็ไม่มีใครคิดจะเหลียวแล
ทันใดนั้น สุภาพรก็หันขวับมาสบตาเธอ
"พี่คะ ทำไมหน้าซีดแบบนั้นล่ะ? พี่ภูริณัฐเขาแค่ให้ของขวัญวันเกิดหนูเอง พี่อย่าโกรธไปเลยนะคะ"
เพียงประโยคเดียว บรรยากาศทั้งงานก็พลันเปลี่ยนไปทันที สายตาของแขกเหรื่อทั่วทั้งห้องต่างหันมาจับจ้องที่อรัญญาเป็นตาเดียว
"นี่น่ะเหรอ ลูกเมียน้อยที่ตระกูลชูสงค์เลี้ยงไว้ข้างนอก? ยังมีหน้ามาร่วมงานวันเกิดของคุณสุภาพรอีกเหรอเนี่ย"
"ฉันได้ยินมาว่า ถ้าเมื่อก่อนนังนี่ไม่ใช้วิธีสกปรก คนที่ได้แต่งงานกับคุณภูริณัฐก็ควรจะเป็นคุณสุภาพรต่างหาก"
“ก็แน่ล่ะ… มีแม่แบบไหน ลูกก็คงไม่ต่างกันหรอก”
เสียงซุบซิบเหล่านั้นดังเสียดแทงเข้าหู ราวกับใบมีดบาง ๆ ที่ค่อย ๆ เฉือนหัวใจของเธอทีละชิ้น
ใบหน้าของอรัญญาซีดเผือดลงกว่าเดิม น้ำเสียงของเธอแห้งผาก "ฉันไม่ได้โกรธค่ะ"
เธอจะมีสิทธิ์อะไรไปโกรธใครได้กัน
ดวงตาคมกริบและลึกล้ำของภูริณัฐจ้องเขม็งมาที่อรัญญา สายตาของเขาเย็นชาเสียจนทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักโทษที่กำลังถูกตัดสินความผิด
มันผอมจนแทบเหลือแต่กระดูก ดูเปราะบางราวกับกิ่งไม้แห้งที่พร้อมจะหักได้ทุกเมื่อ
ดูเหมือนเธอจะซูบผอมลงกว่าเดิมมาก
อิทธิพัฒน์มองเธอด้วยสายตาเย็นชา ก่อนตวาดเสียงแข็ง
"วันนี้ทุกคนมาเพื่อฉลองวันเกิดให้สุภาพร บรรยากาศกำลังดี ๆ แกจะมาทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ตรงนี้ทำไม?"
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ในสถานที่แห่งนี้ ไม่มีใครยินดีที่เธอมาเลยแม้แต่คนเดียว
"ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย ขอตัวกลับก่อนนะคะ"
พูดจบเธอก็ทำท่าจะเดินหนีออกไป
แต่สุภาพรกลับรีบเดินเข้ามาขวางหน้า ดวงตาของอีกฝ่ายแดงเรื่อ ราวกับกำลังน้อยใจเสียเต็มประดา
"พี่คะ... พี่ไม่ชอบหนูถึงขนาดไม่อยากอยู่ด้วยเลยเหรอ? วันนี้วันเกิดหนูนะ หนูอยากให้พี่อยู่ตัดเค้กด้วยกันจริง ๆ "
อรัญญาเผลอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว สายตาเหลือบไปเห็นเค้กเจ้าหญิงเจ็ดชั้นที่วิจิตรบรรจงวางอยู่บนโต๊ะ
ตั้งแต่จำความได้เธอไม่เคยมีงานวันเกิดจริง ๆ เป็นของตัวเองเลยสักครั้ง อย่าว่าแต่เค้กหรูหราแบบนี้ แม้แต่คำอวยพรธรรมดาเธอยังแทบไม่เคยได้รับ
เมื่อเห็นภูริณัฐขมวดคิ้ว ส่งสายตาเย็นชาปนรำคาญมาให้ คำปฏิเสธทั้งหมดก็พลันติดค้างอยู่ในลำคอ สุดท้ายเธอทำได้เพียงพยักหน้าเบา ๆ "ก็ได้"
สุภาพรยิ้มกว้างจนตาหยี เธอรีบเข้ามาคล้องแขนอรัญญาอย่างสนิทสนม ราวกับทั้งคู่เป็นพี่น้องที่รักกันมาก
แต่ทว่า... ในจังหวะที่ทั้งสองเดินมาถึงโต๊ะเค้ก เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
จู่ ๆ สุภาพรก็เกิดสะดุดขาตัวเอง ร่างบางถลาพุ่งเข้าใส่ก้อนเค้กอย่างควบคุมไม่ได้ เสียงดัง โครม! เสียงกระแทกดังสนั่นไปทั่วทั้งห้องจัดเลี้ยง เค้กทั้งก้อนพังครืนลงมากองกับพื้น พร้อมร่างของสุภาพรที่ล้มกระแทกลงไปด้วย
ห้องจัดเลี้ยงอันหรูหราพลันตกอยู่ในความโกลาหลทันที
"สุภาพร!"
ภูริณัฐเป็นคนแรกที่ได้สติ เขารีบพุ่งเข้าไปประคองร่างของสุภาพรขึ้นมาอย่างรวดเร็ว คราบครีมเปรอะเปื้อนไปทั่วชุดราคาแพงของเธอ
สุภาพรตัวสั่นเทา น้ำตาคลอเบ้า มองมาที่เธอด้วยสายตาตัดพ้อ "พี่คะ... ทำไมพี่ต้องขัดขาหนูด้วย?"
อรัญญายืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
"ฉันไปขัดขาเธอตอนไหน?"
พวกเธอเดินเคียงกันมาตลอด เธอไม่เคยยื่นขาออกไปแม้แต่นิดเดียว
แต่ตอนนี้ สุภาพรกำลังโยนความผิดทั้งหมดมาให้เธอหน้าตาเฉย
หัวใจของอรัญญาร่วงวูบลงไปในทันที
ที่แท้... การที่สุภาพรพยายามรั้งเธอให้อยู่ตัดเค้ก ก็เพื่อจัดฉากละครฉากนี้นี่เอง
ใบหน้าของภูริณัฐดำทะมึนลงจนถึงขีดสุด เขาตวาดเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงอำมหิต "อรัญญา!"
เพียงชื่อสั้น ๆ แต่กลับอัดแน่นไปด้วยโทสะจนน่าหวาดหวั่น สายตาที่เขามองมา ทำให้เธอรู้สึกหนาวเย็นไปถึงกระดูก
เธอสบตาเขาโดยสัญชาตญาณ กัดริมฝีปากล่างแน่นพยายามจะอธิบาย "ฉัน..."
ยังไม่ทันจะได้พูดจบประโยค เสียงตวาดเกรี้ยวกราดของอิทธิพัฒน์ก็แทรกขึ้นมา
"อรัญญา! นี่ยังกล้าใช้วิธีสกปรกต่ำช้าแบบนี้กับน้องอีกเหรอ!"
อิทธิพัฒน์พุ่งเข้ามาด้วยความโกรธจัด ง้างมือขึ้นแล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของเธออย่างแรง
เพียะ!
ใบหน้าของเธอหันไปตามแรงตบ แก้มด้านหนึ่งบวมแดงขึ้นทันตา กลิ่นคาวเลือดค่อย ๆ คลุ้งอยู่เต็มโพรงปาก
เธอเงยหน้าขึ้นมองด้วยความเจ็บปวดและน้อยใจ แย้งเสียงสั่น "ฉันไม่ได้ทำจริง ๆ นะคะ ฉันไม่มีเหตุผลอะไรต้องทำร้ายน้อง!"
อิทธิพัฒน์กัดฟันกรอด "ความอิจฉายังไงล่ะ! ความริษยาคือเหตุผลที่ดีที่สุด แกอิจฉาที่สุภาพรมีทุกอย่าง! แต่ของพวกนั้นมันเป็นสิ่งที่สุภาพรสมควรได้รับอยู่แล้ว คนอย่างแกไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะฝัน!"
"ฉันเสียใจจริง ๆ รู้อย่างนี้น่าจะบีบคอแกให้ตายตั้งแต่วันที่คลอดออกมา!"
คำพูดทุกคำของเขา ราวกับค้อนหนักที่ทุบลงกลางหัวใจของอรัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทั้งที่เธอเลิกคาดหวังความรักจากครอบครัวนี้ไปนานแล้ว แต่เมื่อได้ยินคำพูดพวกนั้นจากปากพ่อแท้ ๆ เธอก็ยังอดเจ็บไม่ได้อยู่ดี
อรัญญากลั้นความเจ็บแสบที่ใบหน้า มองไปที่สุภาพรซึ่งกำลังซุกตัวสั่นเทาอยู่ในอ้อมกอดของภูริณัฐ
แม้ภายนอกอีกฝ่ายจะดูหวาดกลัวและน่าสงสาร แต่เธอกลับทันเห็นประกายเย้ยหยันที่พาดผ่านดวงตาคู่นั้นเพียงชั่ววูบ
กับดักจริง ๆ ด้วย...บางทีสุภาพรอาจวางแผนเรื่องทั้งหมดนี้ไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ "เมื่อกี้เธอหาว่าฉันขัดขาเธอ หลักฐานล่ะ? เราเดินมาพร้อมกัน ฉันจะไปขัดขาเธอได้ยังไง? อีกอย่างคนอยู่กันเยอะแยะขนาดนี้ ฉันต้องโง่ขนาดไหนถึงจะกล้าลงมือทำเรื่องแบบนั้นต่อหน้าธารกำนัล?"
สุภาพรยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม ร่างบางสั่นสะท้านราวกับลูกนกตกน้ำ "พี่คะ... พี่กำลังจะบอกว่าหนูจัดฉากทำร้ายตัวเองเหรอ? วันนี้งานวันเกิดหนูนะ หนูเตรียมงานมาตั้งสองเดือน! หนูจะพังงานตัวเองเพียงเพื่อจะใส่ร้ายพี่เนี่ยนะ?"
เสียงของสุภาพรเจือไปด้วยสะอื้น
"หนูรู้นะว่าพี่เกลียดหนู แต่หนูก็พยายามจะประสานรอยร้าวของเรามาตลอด ไม่คิดเลยว่าพอพี่ทำผิดแล้วจะไม่ยอมรับ แถมยังจะมาโทษหนูอีก"
เล็บของอรัญญาจิกลงกลางฝ่ามือจนแทบเลือดออก แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้โต้ตอบอะไร
เสียงเย็นชาทรงอำนาจของภูริณัฐก็ดังขึ้น "ขอโทษน้องซะ!"
เธอมองภูริณัฐด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรวดร้าว "ทำไมคุณถึงไม่เคยเชื่อใจฉันเลยสักครั้ง? ทำไมต้องบังคับให้ฉันขอโทษในสิ่งที่ฉันไม่ได้ทำ?"
ความรังเกียจในแววตาของภูริณัฐนั้นชัดเจน... ชัดเจนจนเหมือนคมมีดที่พุ่งเข้าปักอกเธอ
"นิสัยโกหก ทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมายโดยไม่เลือกวิธีแบบนี้ ฉันเห็นมาตั้งแต่สามปีก่อนแล้ว ตอนนี้ขอโทษสุภาพพรซะ แล้วออกไปจากที่นี่”
"ฉัน-ไม่-ขอ-โทษ"
เธอข่มความเจ็บปวดที่แล่นพล่านในอก ยืนยันคำเดิมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ฉันจะไม่ยอมรับผิดในสิ่งที่ฉันไม่ได้เป็นคนทำ"
อิทธิพัฒน์เดือดดาลขึ้นมาอีกครั้ง "นี่ยังกล้าปากดีเถียงอีกเหรอ! สงสัยโดนตบไปทีเดียวยังไม่หลาบจำสินะ"
อิทธิพัฒน์ง้างมือพุ่งเข้ามาอีกครั้ง แต่คราวนี้ฝ่ามือยังไม่ทันฟาดลงมา ร่างของอรัญญาก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นเสียก่อน โลกทั้งใบของเธอพลันดับวูบลงในพริบตา
สติของเธอเลือนราง... ความรู้สึกเหมือนถูกดึงย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน
วันที่เธอถูกทุกคนจับได้คาหนังคาเขาว่านอนอยู่บนเตียงเดียวกับภูริณัฐ
ทั้งที่เธอเป็นฝ่ายถูกกระทำทั้งที่เธอพยายามอธิบายแทบตาย แต่ไม่มีใครเชื่อเธอเลยแม้แต่คนเดียว
เหมือนกับงานวันเกิดในวันนี้... ไม่มีผิด
