บทที่ 4 เคยรักฉันบ้างไหม

แม้เธอจะรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าระหว่างเธอกับอิทธิพัฒน์แทบไม่มีสายใยความเป็นพ่อลูก แต่อรัญญาก็นึกไม่ถึงเลยว่า ผู้ชายตรงหน้าที่เธอเรียกว่า 'พ่อ' จะกล้าเอาชีวิตของคุณตามาข่มขู่กันได้ลงคอ!

ความสิ้นหวังเกาะกุมจิตใจจนหนาวเหน็บ อรัญญารู้สึกหมดเรี่ยวแรงราวกับคนไร้วิญญาณ ร่างกายทรุดฮวบลงอย่างหมดสภาพ

"หลายปีมานี้ ฉันเสียเงินยื้อชีวิตตาแก่ใกล้ตายคนนั้นไว้ ก็ถือว่าได้ทำดีที่สุดแล้ว อรัญญา... แกควรหัดสำนึกในบุญคุณของฉันบ้าง"

อรัญญาแค่นหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ ดวงตาที่จ้องมองอิทธิพัฒน์ฉายแววเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง "บุญคุณอะไรคะ? บุญคุณที่ปิดหูปิดตาคุณตามาตลอด หรือบุญคุณที่ทำให้ฉันต้องกลายเป็นลูกเมียน้อยที่ไม่มีที่ยืนในสังคม?"

ไม่รู้ว่าประโยคไหนไปสะกิดต่อมโมโหของอิทธิพัฒน์เข้า เขาบันดาลโทสะตบหน้าอรัญญาฉาดใหญ่

ด้วยความที่ต้องเป็นหนูทดลองยาให้สุภาพรมาตลอด ร่างกายของอรัญญาจึงอ่อนแอเต็มที แรงตบนั้นส่งผลให้เธอกระอักเลือดออกมาทันที ทำเอาอัญมณีที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ

ทว่าอรัญญากลับชินชาเสียแล้ว เธอเพียงยกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดสีสดที่มุมปากออกลวก ๆ

"แกกลับไปคิดให้ดี ชีวิตของตาแกอยู่ในกำมือแก" อิทธิพัฒน์ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินจ้ำอ้าวจากไป ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังที่เย็นชาและไร้เยื่อใย

อรัญญาไม่มีเวลามานั่งฟูมฟาย เธอฝืนสังขารที่บอบช้ำพยุงตัวเองไปยังห้องพักฟื้นของคุณตาธีระวัช

นับตั้งแต่วันที่รู้ว่าเวลาของตัวเองเหลือไม่มาก นอกจากความอาลัยอาวรณ์ที่มีต่อภูริณัฐแล้ว สิ่งเดียวที่ยังค้างคาใจคือความเป็นห่วงคุณตา

หากเธอจากไปแล้ว อัญมณีจะยังยอมจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้คุณตาต่อไปหรือ?

เมื่อผลักประตูเข้าไป เสียงสัญญาณชีพจากเครื่องมอนิเตอร์ที่ดัง 'ติ๊ด... ติ๊ด...' ก็กระแทกเข้าโสตประสาทของอรัญญา เธอเกลียดเสียงนี้จับใจ เกลียดที่มันเข้ามาแทนที่เสียงกระซิบอันอ่อนโยนของคุณตา

อุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสามปีก่อนทำให้คุณตาบาดเจ็บสาหัส แม้หมอจะยื้อชีวิตไว้ได้ แต่ท่านก็กลายเป็นเจ้าชายนิทรา ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยามที่อรัญญาหมดหนทางและเหนื่อยล้า เธอจะมาขลุกอยู่ในห้องนี้เป็นชั่วโมง ๆ

บางครั้งก็ระบายความทุกข์ใจ บางครั้งก็นั่งเงียบ ๆ เพียงลำพัง

เมื่อคิดถึงตรงนี้ น้ำตาก็ไหลรินจากหางตา อรัญญาอยากจะกอดคุณตาอีกสักครั้งก่อนตาย อยากให้ท่านได้ทาน 'บัวลอยไข่หวาน' ฝีมือเธออีกสักหน...

"คุณตาคะ... หนูขอโทษที่หนูมันไม่ได้เรื่อง" อรัญญากุมมือชายชราที่เหี่ยวย่นมาแนบแก้มของตนอย่างแผ่วเบา

ตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง อรัญญาสงสัยมาตลอดว่าอุบัติเหตุครั้งนั้นมีเงื่อนงำ คุณตาเป็นคนขับรถระมัดระวังเสมอ ไม่เคยขับรถปาดหน้าใครและเคร่งครัดกฎจราจรเป็นที่สุด

แต่รายงานสรุปคดีกลับระบุว่า ในวันเกิดเหตุ คุณตาฝ่าไฟแดงถึงสามแยก และเหยียบคันเร่งจนความเร็วพุ่งสูงถึงหนึ่งร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง จนรถเสียหลักพุ่งชนราวกั้นขอบทาง

หลายปีมานี้เธอพยายามสืบหาความจริง แต่ดูเหมือนจะมีมือที่มองไม่เห็นคอยปิดหูปิดตา และหักแขนหักขาเธอไว้ทุกทาง เพื่อฝังความจริงให้จมดิน

แต่เธอจะไม่ยอมแพ้

"แม้จะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต หนูสัญญาว่าจะทวงความยุติธรรมคืนให้คุณตาให้ได้ค่ะ"

...

กว่าจะออกมาจากห้องพักฟื้นของคุณตาก็ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้ว อรัญญาลากสังขารอันเหนื่อยล้ากลับมายังห้องพักของตน แต่กลับพบเลขาของภูริณัฐยืนรออยู่หน้าประตู

อีกฝ่ายค้อมศีรษะให้เธอเล็กน้อย แต่แววตากลับฉายความดูแคลนอย่างชัดเจน

ไม่ต้องเดาก็รู้ ภูริณัฐคงรออยู่ข้างใน

อรัญญายิ้มขื่นที่มุมปาก สำหรับภูริณัฐแล้ว เธอไม่เคยมีสิทธิ์ปฏิเสธเขาได้เลย

ทันทีที่ประตูถูกผลักเปิดออก ภูริณัฐก็หันขวับมา จ้องมองเธอเขม็ง

เดิมทีคิดว่าเขาจะซักไซ้ว่าเธอหายไปไหนมา แต่ภูริณัฐกลับไม่ถามอะไรสักคำ เขาเพียงแค่เลื่อนแฟ้มรายงานบนโต๊ะมาทางอรัญญา

"ร่างกายของเธอเริ่มดื้อยาตัวนี้แล้ว แถมผลการรักษาแบบมุ่งเป้าก็ออกมาไม่ดี ฉันเลยจะสั่งหยุดยาชุดนี้" ภูริณัฐพูดจบก็พ่นควันบุหรี่ออกมา

อรัญญาพยักหน้ารับ "เรื่องพวกนี้คุณเป็นคนตัดสินใจมาตลอดอยู่แล้วนี่คะ จะมาบอกฉันทำไม"

ท่าทีของอรัญญาทำให้ภูริณัฐรู้สึกหงุดหงิด เขาคลายขาที่ไขว่ห้างลง ก่อนจะลุกขึ้นและตรงเข้าไปหาเธอ แล้วคว้าหมับเข้าที่ลำคอระหง บังคับให้เธอเงยหน้าสบตาเขา

"อรัญญา... พักนี้ฉันใจดีกับเธอเกินไปหรือเปล่า? เธอถึงกล้าไปก่อเรื่องในงานวันเกิดของสุภาพร แล้วยังกล้ามาต่อปากต่อคำกับฉันแบบนี้อีก หือ?"

นิ้วทั้งห้าของเขาค่อย ๆ บีบแน่นขึ้น อรัญญารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกช่วงชิงไป เธอจ้องมองภูริณัฐตาไม่กะพริบ แต่กลับเปล่งเสียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว

วูบหนึ่งในความคิด เธอรู้สึกว่าถ้าต้องตายด้วยน้ำมือเขาตอนนี้เลยก็คงดีเหมือนกัน

ทว่า... เพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ลมหายใจจะขาดห้วง ภูริณัฐกลับสะบัดมือออก ราวกับเห็นเธอเป็นสิ่งปฏิกูลที่น่ารังเกียจ

ทันทีที่เป็นอิสระ อรัญญารีบยกมือกุมลำคอและสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ตามสัญชาตญาณ

ภาพที่เธอดิ้นรนหายใจพะงาบ ๆ เหมือนปลาขาดน้ำ ทำให้ภูริณัฐหมดอารมณ์

"อีกไม่กี่วันทีมวิจัยจะเอายาตัวใหม่มาให้ลอง ผลการทดลองในสัตว์ออกมาดีมาก ถ้าใช้กับเธอแล้วไม่มีผลข้างเคียง ต่อไปเธอก็คงหลุดพ้นจากวงจรนี้เสียที"

อรัญญารู้สึกสมเพชตัวเองที่ไม่ต่างอะไรกับหนูทดลองในกรงขัง มีค่าเพียงแค่เป็นเครื่องมือไร้ศักดิ์ศรีที่คอยรับใช้สุภาพร

เมื่อเห็นภูริณัฐทำท่าจะเดินออกไป อรัญญาก็อดไม่ได้ที่จะเรียกเขาไว้

"ภูริณัฐ..."

"เราแต่งงานกันมาตั้งหลายปี คุณเคยรักฉันบ้างไหมคะ? แค่สักเสี้ยววินาทีก็ยังดี”

น้ำเสียงของอรัญญาเจือไปด้วยความเว้าวอน แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

เธอคิดว่า ต่อให้เป็นคนแปลกหน้ามาเห็นสภาพเธอตอนนี้ ก็คงต้องเกิดความเวทนากันบ้าง

แต่ไม่ใช่กับภูริณัฐ

เขากระตุกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา "อรัญญา เลิกเพ้อฝันลม ๆ แล้ง ๆ เสียที เธอยังมีหน้ามาพูดเรื่องความเป็นผัวเมียอีกเหรอ? ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะแผนการสกปรกของเธอหรือไง?"

อรัญญาส่ายหน้าด้วยความเจ็บปวด ทำไมถึงไม่มีใครเชื่อเธอเลย?

เรื่องทั้งหมดเธอไม่ได้เป็นคนวางแผน ทำไมไม่มีใครเชื่อ?!

วาจาเชือดเฉือนดั่งใบมีดของภูริณัฐยังคงกรีดลึก "ที่เธอต้องตกอยู่ในสภาพนี้ ก็เพราะเธอทำตัวเองทั้งนั้น แต่ในเมื่อเธออยากรู้ ฉันก็จะตอบให้ชัด ๆ"

"ฉัน... ภูริณัฐ ไม่เคยรักเธอ ตั้งแต่แรกก็ไม่เคย ตอนนี้ก็ไม่ และต่อไปก็ไม่มีวัน พอใจหรือยัง!"

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ยาหรืออะไร หัวใจของอรัญญาบีบตัวรุนแรงจนเจ็บร้าว น้ำตาจวนเจียนจะไหลออกมา แต่เธอก็ยังกัดฟันกลั้นไว้ ไม่ยอมแสดงความอ่อนแอให้ภูริณัฐเห็น

เธอเอ่ยออกมาทีละคำอย่างยากลำบาก "ฉันผิดเองค่ะ... ภูริณัฐ ฉันเสียใจ... เสียใจที่เข้ามาพัวพันกับคุณ เสียใจที่แต่งงานกับคุณ"

และที่เสียใจที่สุด คือการที่หลงรักคุณอย่างหัวปักหัวปำ โง่งมจนแทบจะควักหัวใจออกมาวางแทบเท้าคุณ!

ประโยคเหล่านั้นทำให้ภูริณัฐรู้สึกสะกิดใจอย่างประหลาด อาจเป็นเพราะอรัญญาไม่เคยพูดจาตัดพ้อรุนแรงเช่นนี้มาก่อน

เขาหันกลับมามองอรัญญา และรู้สึกว่าผู้หญิงตรงหน้าดูแปลกตาไป

แต่แล้วภูริณัฐก็ส่ายหัว สลัดความคิดไร้สาระนั้นทิ้งไป

อรัญญาเป็นจอมมารยา... ใช่! ทุกสิ่งที่เธอทำก็แค่การแสดงละครตบตาเท่านั้นแหละ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป