บทที่ 4 ขั้นตอนการหย่าร้าง
เสียงสะอื้นของป้าแก้วดังขึ้นอย่างน่าเวทนา
"คุณหนูคะ... ทำไมถึงเป็นแบบนี้? ใครทำร้ายคุณหนูจนเจ็บหนักขนาดนี้คะ?"
ป้าแก้วเลี้ยงดูญาณิดามาตั้งแต่ยังเล็ก เพียงแค่ญาณิดาหกล้มมีรอยถลอกนิดหน่อย นางก็เจ็บปวดแทบขาดใจ แต่นี่...
ญาณิดาส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง ความเจ็บปวดแล่นพล่านในดวงตา ภาพตรงหน้ามัวเลือนกว่าทุกครั้ง
เธอรู้ดีว่าอาการสายตาสั้นขั้นรุนแรงกำลังย่ำแย่ลงจนเข้าขั้นวิกฤต แต่ในโลกใบนี้... คงไม่มีใครสนใจอีกแล้ว
"ป้าแก้วมาที่นี่ได้ยังไงคะ?" เธอกัดฟันข่มความเจ็บ ก่อนเอ่ยถามเสียงแผ่ว
ป้าแก้วยกมือปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม
"คุณหนูยังโชคดีนะคะที่ป้าอยู่แถวนี้พอดี โธ่... แม่คุณของป้า"
ความจริงแล้วมีคนโทรไปบอก แต่ป้าแก้วไม่อยากให้ญาณิดารู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ จึงเลือกเก็บเรื่องนั้นไว้
"ฝีมือคนตระกูลหงษาใช่ไหมคะ? ทำไมพวกเขาถึงใจร้ายกับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ได้ถึงเพียงนี้…" น้ำตาของหญิงชราไหลพรากไม่ขาดสาย
ญาณิดาในสายตาของป้าแก้ว คือเด็กสาวที่จิตใจงดงามและอ่อนโยนที่สุด เธอเคยช่วยเคยช่วยหาที่เรียนให้หลานชายของนาง พาป้าแก้วไปหาหมอยามเจ็บป่วย คนดีถึงเพียงนี้ เหตุใดสวรรค์ถึงไม่เมตตามอบตอนจบที่สวยงามให้เธอบ้าง?
"ป้าแก้วคะ..."
ญาณิดากระตุกชายเสื้อของหญิงชราเบา ๆ
"อิทธิพลของตระกูลหงษามันยิ่งใหญ่เกินไปค่ะ เราสู้พวกเขาไม่ได้หรอก เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว หนูแค่อยากจะจากไปเงียบ ๆ"
ป้าแก้วกำหมัดแน่น ความคับแค้นฉายชัดอยู่บนใบหน้า
"แต่คุณหนูทำเพื่อบ้านนั้นตั้งมากนะคะ"
"มันเป็นสิ่งที่หนูติดค้างพวกเขา" ญาณิดาพูดแทรกขึ้นเบา ๆ น้ำตาใสค่อย ๆ ไหลลงมาตามแก้มซีดเซียวอย่างเงียบงัน
"ถือเสียว่า...หนูได้ชดใช้เวรกรรมจนหมดแล้วก็แล้วกันค่ะ"
คืนนั้น ญาณิดานอนพลิกตัวไปมาด้วยความทรมาน
ดวงตาข้างซ้ายปวดตุบ ๆ ราวกับมีบางอย่างกำลังแตกสลายอยู่ภายใน
ท่ามกลางความมืด ภาพในคืนวันวิวาห์ค่อย ๆ ย้อนกลับมาในความทรงจำ... แววตาของ 'วินทร์' ในยามที่เขาพบว่าบนผ้าปูที่นอนไม่มีร่องรอยเลือดแห่งพรหมจรรย์อย่างที่คาดหวัง สายตาที่มองมายังเธอก็พลันเปลี่ยนไปทันที
แววตานั้นเย็นชา รังเกียจ ราวกับเธอเป็นเพียงสิ่งสกปรกที่น่าขยะแขยง
เขาเคยบอกว่า สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดในชีวิตคือ “การทรยศ” และในสายตาของเขา เธอก็ไม่ต่างอะไรจากปู่ของเธอ... คนตระบัดสัตย์ที่น่ารังเกียจ
เพียงแค่ความเคลือบแคลงเรื่องความไม่บริสุทธิ์เพียงเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะปลุกความชิงชังที่ซ่อนลึกอยู่ในใจของเขาให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
เธอพยายามอธิบาย แต่เขาไม่ฟัง ไม่แม้แต่จะพิสูจน์ความจริงด้วย วินทร์ปฏิบัติกับเธอราวกับเป็นสิ่งของไร้ค่า ทิ้งขว้างเธอไว้เพียงลำพังโดยไม่ไยดี
ความจริงแล้วนั่นเป็นเพียงข้ออ้าง เพราะเขาเกลียดเธอ... จึงเลือกใช้วิธีที่หยามเกียรติที่สุด ค่อย ๆ กรีดเฉือนหัวใจของเธอทีละน้อย จนเจ็บปวดราวกับตายทั้งเป็น
เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ญาณิดาคลำหาโทรศัพท์เพื่อกดรับ ดวงตาข้างซ้ายของเธอพร่ามัวจนแทบมองไม่เห็นอะไรแล้ว
"ญาณิดา หวังว่าเธอกำลังเดินทางมาแล้วนะ"
เสียงเย็นชาของวินทร์ดังลอดผ่านลำโพง "เก้าโมงตรง ที่ว่าการอำเภอ อย่าให้ฉันต้องรอ"
ญาณิดาหันไปถามเวลาจากป้าแก้ว ตอนนี้แปดโมงครึ่งแล้ว
หญิงสาวรีบพยุงตัวลุกขึ้น แต่เพียงก้าวแรก ความเวียนศีรษะก็ถาโถมเข้ามาจนร่างเซถลา ความเจ็บปวดที่ดวงตาข้างซ้ายทำให้ทรงตัวแทบไม่อยู่
"คุณหนูคะ ให้ป้าไปเป็นเพื่อนไหม?" ป้าแก้วถามด้วยความเป็นห่วง
ญาณิดาฝืนยิ้มบาง ๆ
"ไม่เป็นไรค่ะป้าแก้ว หนูจัดการเองได้"
เธอกลัวว่าป้าแก้วจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย
เมื่อมาถึงที่ว่าการอำเภอ เวลาก็ล่วงเลยไปถึงเก้าโมงยี่สิบแล้ว
วินทร์ยืนรออยู่บนบันได ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำยิ่งขับให้ดูสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลานั้นเย็นชาราวกับถูกฉาบไว้ด้วยน้ำแข็ง
"ในที่สุดก็เสด็จมาได้เสียทีนะ"
เขาแค่นหัวเราะ "คงไม่ได้คิดจะเล่นลูกไม้ถ่วงเวลาเหมือนคราวก่อนหรอกนะ?"
ญาณิดาก้มหน้าลง ปล่อยให้ผมยาวสลวยตกลงมาปิดบังดวงตาข้างซ้ายที่พร่ามัว "ขอโทษค่ะ ฉันมาช้าเอง"
วินทร์คว้าข้อมือเธอไว้แน่น แรงบีบรัดจนญาณิดาเผลอสะดุ้งด้วยความเจ็บ
"ญาณิดา อย่าคิดว่าทำท่าทางน่าสงสารแบบนี้แล้วจะเปลี่ยนอะไรได้"
สิ้นเสียงนั้น สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับใบหน้าของเธอ ดวงตาเรียวยาวหรี่ลงเล็กน้อย ราวกับเพิ่งสังเกตเห็นบางอย่าง
"หน้าเธอ..."
"ไม่เกี่ยวกับคุณค่ะ" เธอรีบพูดแทรกทันที พรางกัดริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นน้ำตา
เพราะรู้ดีว่า ต่อให้เอ่ยคำอธิบายใดออกไป ก็ไร้ความหมายอยู่ดี ในเมื่อเขาไม่เคยเชื่อใจเธออยู่แล้ว
ขั้นตอนการหย่าร้างดำเนินไปอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย
เมื่อเจ้าหน้าที่ประทับตราลงในเอกสารสำคัญ ญาณิดารู้สึกราวกับมีคมมีดกรีดลึกลงกลางอก
ครั้งหนึ่ง เธอเคยหวงแหนทะเบียนสมรสใบนี้ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แม้จะรู้ดีว่าวินทร์แต่งงานกับเธอเพียงเพื่อแก้แค้นก็ตาม
เจ้าหน้าที่ยื่นเอกสารคืนให้ทั้งสองฝ่ายตามหน้าที่
วินทร์รับเอกสารส่วนของเขาอย่างเย็นชา ก่อนเดินออกไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเธอ
ญาณิดารับเอกสารใบนั้นมาด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทา
ในจังหวะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"ญาณิดา! แกมุดหัวอยู่ที่ไหน?" เสียงแหลมปรี๊ดของ 'จันทร์เพ็ญ' ดังลั่นออกมาจากปลายสาย
"รีบกลับมาขนขยะของแกออกไปเดี๋ยวนี้! อย่าหวังว่าฉันจะส่งไปให้นะ!"
"หนูกำลังจะไปค่ะ" เธอสูดหายใจลึกก่อนตอบรับ
"เร็ว ๆ เข้า! อย่ามาทำตัวเป็นคุณหนูหน่อยเลย ถ้าไม่ใช่เพราะแกยังมีประโยชน์อยู่บ้าง ฉันคง..."
ญาณิดากดวางสายเงียบ ๆ แล้วเดินออกไปหน้าประตู
รถของวินทร์แล่นออกไปไกลจนลับสายตา ไม่เหลือแม้เศษเสี้ยวของความอาลัยอาวรณ์
คฤหาสน์ตระกูลบุญศิริยังคงดูโอ่อ่า แต่กลับไร้ซึ่งความรุ่งโรจน์เหมือนในอดีต
ญาณิดายกมือกดกริ่ง ไม่นาน จันทร์เพ็ญก็เปิดประตูออกมา พร้อมสีหน้าหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด
"โผล่หัวมาได้สักทีนะ ของของแกยังอยู่ในห้องเก็บของ ไปขนเอาเอง" จันทร์เพ็ญกวาดตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
"หย่าแล้วเหรอ?"
ญาณิดาเพียงพยักหน้ารับเงียบ ๆ
"ไม่ได้เรียกค่าเสียหายมาเพิ่มรึไง นังลูกไม่รักดี ไร้ประโยชน์จริง ๆ!" จันทร์เพ็ญแค่นเสียงเยาะเย้ย
สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ซึ่งญาณิดาเข้าใจสาเหตุนั้นดี
เธอคือผลผลิตของการนอกใจ คือร่องรอยความพ่ายแพ้ในชีวิตคู่ที่จันทร์เพ็ญไม่เคยลืม ยิ่งจันทร์เพ็ญเคยคาดหวังกับความรักครั้งเก่ามากเท่าไหร่ ความเกลียดชังที่มีต่อเธอก็ก็ยิ่งฝังลึกมากเท่านั้น
แต่ถึงอย่างไรเธอก็ยังมีเลือดเนื้อเชื้อไขของ 'ศุภสิทธิ์' ไหลเวียนอยู่ นอกจากการด่าทอเหยียดหยาม จันทร์เพ็ญก็ทำอะไรที่รุนแรงไปกว่านี้ไม่ได้
ญาณิดาข่มความเจ็บปวดในใจ ก่อนเดินเงียบ ๆ ไปยังห้องเก็บของ อาการปวดบริเวณดวงตาซ้ายยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน คล้ายจะมืดดับลงทุกขณะ
เธอค่อย ๆ คลำหากระเป๋าเดินทางสองใบของตัวเอง ก่อนออกแรงลากสัมภาระหนักอึ้งเดินออกมาอย่างทุลักทุเล
"เดี๋ยว!" จันทร์เพ็ญเรียกไว้ "ทางตระกูลหงษา... ไม่คิดจะเยียวยาอะไรให้แกเลยจริง ๆ เหรอ?"
ญาณิดาชะงักฝีเท้า หัวใจของเธอร่วงวูบลงราวตกสู่ก้นเหว
"แม่คะ เราหย่ากันแล้วค่ะ"
ทันทีที่สิ้นคำ น้ำเสียงของจันทร์เพ็ญเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด
"รู้อยู่แล้วว่าพึ่งพาอะไรแกไม่ได้ เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ แค่ผู้ชายคนเดียวยังจับไม่อยู่ รู้อย่างนี้ฉันส่งแกไปปรนเปรอพวกเสี่ยกระเป๋าหนักตั้งแต่แรกยังจะดีกว่า อย่างน้อยก็ได้เงินมาใช้บ้าง!"
ทุกถ้อยคำเปรียบเสมือนมีดกรีดลงกลางใจญาณิดา
เธอนึกถึงตอนที่แม่พยายามพาเธอไปนั่งร่วมวงเหล้ากับพวกชายแก่ตัณหากลับ โดยอ้างว่าเพื่อผลประโยชน์ของครอบครัว
แต่แท้จริงแล้ว...ก็แค่ต้องการใช้รอยยิ้มของเธอแลกเศษเงินเท่านั้น
"หนูไปนะคะ" ญาณิดาเอ่ยเสียงสั่นเครือ รีบลากกระเป๋าเดินหนีออกมา
จังหวะที่ก้าวลงบันได ความเจ็บปวดแสนสาหัสก็แล่นปราดเข้าที่ดวงตาข้างซ้าย โลกทั้งใบพลันดับวูบลงสู่ความมืดมิด
เท้าของญาณิดาก้าวพลาด ร่างบางถลาล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง หัวเข่าครูดไปกับขั้นบันไดหินหยาบ ๆ จนเลือดสีแดงสดไหลออกมาเป็นทาง
"น่าสมเพชจริง ๆ!" จันทร์เพ็ญยืนกอดอกมองลงมาจากหน้าประตูด้วยสายตาเย็นชา "จะแกล้งสำออยให้ใครดู รีบ ๆ ลุกแล้วไสหัวไปได้แล้ว!"
ญาณิดาพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น แต่ความเจ็บปวดที่ดวงตาทำให้เธอมองไม่เห็นทิศทาง
มือบางทำได้เพียงควานหาคันชักกระเป๋าเดินทาง ก่อนใช้มันพยุงร่างให้ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก แล้วเดินกะเผลกออกไปที่ริมถนน
แผลลึกที่หัวเข่าส่งความเจ็บปวดแล่นริ้วทุกย่างก้าว แต่ถึงอย่างนั้น มันเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในหัวใจ
ไม่นานรถแท็กซี่คันหนึ่งแล่นมาจอดเทียบ คนขับผู้ใจดีรีบลงมาช่วยยกกระเป๋าใส่ท้ายรถให้
ทันทีที่ขึ้นมานั่งในรถ ญาณิดาก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้อีก เธอปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น
"คุณครับ จะให้ไปส่งที่ไหนครับ?" คนขับเอ่ยถาม
ญาณิดาชะงักไป
ไปที่ไหนอย่างนั้นเหรอ... เธอไม่มีบ้านให้กลับอีกแล้ว บ้านป้าแก้วเมื่อคืนก็เป็นเพียงที่พักชั่วคราว เธอไม่อาจรบกวนนางไปตลอดชีวิตได้
"ขับ... ขับไปก่อนก็ได้ค่ะ" เธอตอบเสียงสะอื้น
รถแท็กซี่เคลื่อนตัวออกจากหน้าคฤหาสน์ตระกูลบุญศิริ ญาณิดาเหม่อมองทิวทัศน์ที่พร่ามัวผ่านกระจกหน้าต่าง น้ำตาจากดวงตาข้างขวาไหลรินไม่ขาดสาย
ส่วนดวงตาข้างซ้าย... บัดนี้มืดสนิทไปแล้ว แต่ความเจ็บปวดกลับไม่ลดลงเลย
มือบางล้วงโทรศัพท์ออกมา นิ้วเลื่อนไปที่เบอร์ของวินทร์โดยไม่รู้ตัว
ในอดีต ไม่ว่าเธอจะเจ็บป่วยแค่ไหน ต่อให้เขารังเกียจเธอเพียงใด เขาก็ยังส่งหมอมาดูอาการให้เสมอ
นั่นคือความหวานเพียงเล็กน้อยในความรักอันต่ำต้อยของเธอ
แต่ตอนนี้... แม้แต่ความหวังริบหรี่นั้นก็ไม่มีเหลืออีกแล้ว
ญาณิดาค่อย ๆ หลับตาลง ปล่อยให้โลกทั้งใบจมดิ่งสู่ความมืดมิด
ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมหัวใจ... ถ้าตาขวาก็เกิดมองไม่เห็นขึ้นมาอีกข้างล่ะ?
แล้วใครจะดูแลเธอ? ใครจะสนเธออีก?
"คุณครับ เลือดไหลเยอะเลย จะให้ผมพาไปโรงพยาบาลไหมครับ?"
เสียงของคนขับแท็กซี่ดังขึ้นอย่างเป็นห่วง หลังเหลือบมองผ่านกระจกมองหลังมาเห็นแผลที่หัวเข่าของเธอ
ญาณิดาส่ายหน้า "ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมาก"
สุดท้าย เธอบอกให้คนขับไปส่งที่สวนสาธารณะแห่งเดิมเมื่อค่ำคืนก่อน
หญิงสาวลากกระเป๋าเดินทางไปนั่งลงบนม้านั่งตัวยาว เหม่อมองคราบเลือดที่เริ่มแห้งกรังบนหัวเข่าอย่างเลื่อนลอย
ทันใดนั้น โทรศัพท์ในมือก็สั่นครืด... ป้าแก้วโทรมา
"คุณหนูคะ อยู่ที่ไหน? เรื่องหย่าเรียบร้อยดีไหมคะ?" น้ำเสียงของป้าแก้วเต็มไปด้วยความห่วงใย
