บทที่ 7 คลีนิกเดือด

ห้องทำงานส่วนตัว

หมอปูลเดินนำลีวายจนถึงหน้าห้องทำงาน ก่อนจะหันกลับกระทันหันก่อนที่จะถึงประตูห้อง

“อ๊ะ…ทำไมคะ”

ลีวาย มัวแต่มองไปรอบๆ ระหว่างทางเดิน เธอคอยสอดส่องหาทางหนีทีไล่ให้ตัวเอง จนไม่ทันระวัง ชนเข้ากับอกกว้างอย่างจัง จนเจ็บจมูก

“ทำไมน้ำเสียงเปลี่ยนไปแล้วล่ะ ไม่เห็นทำเสียงหวานเหมือนเมื่อกี้เลย”

ชายหนุ่มยกยิ้มเจ้าเล่ ความข้อมือหญิงสาวให้เข้ามาใกล้ ก่อนที่เธอจะดันตัวออกห่าง

“ก็ไม่มีใครอยู่ตรงนี้แล้วนี่คะ ไม่เห็นต้องแสดง” ลีวายพูดออกไปอย่างไม่เกรงกลัวสายตา

หึ.. ก็ดีเหมือนกัน ไม่ต้องแสดง เรียลๆ ดี แบบนี้ผมชอบ”

พูดจบ หมอปูล เปิดประตูห้อง ดึงแขนสาวน้อยของเขาให้ตามเข้าไปด้ายใน เหวี่ยงตัวเธอเบาๆ ให้นั่งลงที่โซฟาตัวยาว ก่อนจะหันกลับไปล็อคประตู

“จะทำอะไรคะ ที่นี่มันคลีนิกนะ” ลีวายเห็นท่าไม่ดี เธอกำลังจะเริ่มโวยวายแต่ยังคงยั้งเสียงไว้

เพราะยังกลัวว่าที่นี่เป็นถิ่นของเขา คนของเขาทั้งนั้น หากเกิดอะไรขึ้นจริง เธอคงไม่มีคนช่วยเป็นแน่

หญิงสาวถดตัวถอยหนีไปชิดพนักโซฟาด้านในให้ไกลจากชายร่างสูงที่สุด แต่ก็ยังคงหนีไม่พ้น

“เบาๆ สิ เธออยากให้คนทั้งคลีนิกเข้ามาเห็นเหรอว่าเรากำลังทำอะไรกัน”

หมอปูลไม่เพียงขู่ แต่เขาเดินเข้ามา วางแขนทั้งสองข้างที่พนักโซฟาด้านหลังหญิงสาว เป็นกรงกักขังไว้ ไม่ให้เธอได้ลุกหนีไปไหน

อาจารย์…แต่ที่นี่มัน ไม่เหมาะมั้งคะ”

เมื่ออยู่ในกรงขังของชายหนุ่มที่เธอไม่สามารถหลุดพ้น ลีวายลดเสียงอ่อนลง เพียงเพราะหวังว่าเขาจะเมตตาไม่ทำอะไรเธอ

นึกในใจว่า เขาน่าจะมีจรรยาบรรณในอาชีพ คงไม่ทำรุ่มร่ามกับเธอในที่ทำงาน แถมยังอยู่ในเวลาทำการแบบนี้ คนข้างนอกก็ไม่ใช่น้อย

“ก็ไม่เหมาะจริงๆ นั่นแหละ แต่ทำไงได้ ผมมีเวลาไม่มาก”

เสียงหมอปูลดังอยู่ที่ข้างหู แผ่วเบา ติดแหบเล็กน้อย จนลีวายขนลุกเกรียว

ยิ่งหญิงสาวพยายามขยับตัวถอยหนี ชายหนุ่มด้านบนก็ยิ่งกระชั้นชิดเข้ามาใกล้ จนร่างกายทุกส่วนแทบจะแนบกันสนิท

“อาจารย์คะ อย่า…” เสียงสั่นเครือ ด้วยความกลัวเริ่มเกาะกินใจ

ลีวายกลัวสิ่งที่เธอกับเขากำลังจะทำ อาจทำให้ความลับที่เธออยากเก็บรักษาเอาไว้ จนต้องยอมเซ็นต์สัญญานั้น ถูกเปิดเผย

ถ้าหากเป็นอย่างนั้นจริง ทำไมเธอยังต้องยอมเซ็นต์สัญญารับใช้เขาด้วยล่ะ

“ชู่…เงียบหน่อย อยู่นิ่งๆ ด้วย”

ยิ่งลมแผ่วเบาจากคำว่า ชู่ จากปากชายหนุ่มผ่านใบหู นอกจากไรขนที่ลุกชัน ลีวายยังเริ่มรู้สึกหวิวไปถึงส่วนกลางกาย แต่ไม่กล้าขยับตัว

น้ำหนักที่กดทับลงมาบนไหล่เริ่มหนักขึ้น ลีวายกลั้นหายใจอย่างไม่รู้สึกตัว จนไม่นาน ลมหายใจอุ่นๆ ที่ลำคอระหง เริ่มคงที่

“หะ..นี่อะไรของเขาเนี่ย หลับเหรอ”

ฟู่!! หญิงสาวเป่าลมหายใจเบา ออกทางปากเล็กๆ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอด โดยพยายามไม่ให้คนด้านบนรู้สึกถึงแรงกระเพื่อมของกระบังลม

“อาจารย์คะ อาจารย์” เสียงเรียกแผ่วเบา เหมือนกลัวคนด้านบนจะตื่น

“นี่ หลับจริงๆ เหรอเนี่ย แล้วทำไมต้องมาหลับเอาท่านี้ด้วยเนี่ย”

เสียงบ่นเบาๆ กับตัวเองของลีวาย ที่เธอคิดว่าคนที่หลับอยู่คงไม่ได้ยิน แต่กลับต้องตกใจเมื่อคิดว่าตัวเองคิดผิด

ชายหนุ่มขยับเลื่อนตัวลง ซบหน้าอยู่ใกล้เนินอก จนหญิงสาวขยับตัวหนีโดยสัญชาตญาณ

“บอกให้อยู่นิ่งๆ ไง ถ้าไม่นิ่ง ผมคงไม่ทำแค่นอนหลับนะ”

ไม่ใช่แค่คำขู่ แต่ชายหนุ่มซุกหน้าเข้าที่เนินไหล่ของหญิงสาว พร้อมสูดหายใจเข้าแรงๆ จนเกิดเสียง

“โอเคค่ะ นิ่งค่ะ นิ่ง แต่..อยู่อย่างนี้ฉันไม่ค่อยสบาย”

ไม่มีการตอบกลับมาอีกจากคนด้านบน มีเพียงการขยับตัวให้หญิงสาวนั่งในท่าที่สบายขึ้น แล้วไม่นานเขาก็กลับเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง

ห้องพักพนักงานคลีนิก

กอหญ้า นั่งนิ่ง สีหน้าเริ่มเคร่งเครียด เธอเริ่มกระวนกระวายใจ เมื่อแอบเดินตามหมอปูล และเด็กสาวขึ้นไปจนถึงหน้าห้องทำงาน และพบว่าห้องถูกล็อค

“ผิดวิสัยของหมอปูลนะคะพี่กอหญ้า แบบนี้น้ำตาลว่า แม่เด็กนั่นคงไม่ธรรมดาแล้วล่ะค่ะ”

น้ำตาล ที่เพิ่งรับฟังคำบอกเล่าจากกอหญ้า ตั้งข้อสงสัยออกมาตามนิสัยของคนชอบพูด ชอบเม้าท์

คำพูดประโยคนั้นของน้ำตาล กลับยิ่งทำให้ในใจกอหญ้าร้อนลนขึ้นไปอีก

“ไม่ได้การละ ฉันว่า ฉันโทรบอกหมอเก๋ดีกว่า กันไว้ดีกว่าแก้”

เมื่อเกินอำนาจที่ตัวเองจะจัดการได้ กอหญ้าเริ่มหาคนที่ช่วยเธอได้ และพร้อมที่จะเข้ามาจัดการให้

โดยไม่รู้ตัวเลยว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นั้น ตนถูกกอหญ้าหลอกใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดอุปสรรคให้

"หมอเก๋คะ มีเรื่องด่วนรายงานค่ะ"

เสียงแจ้งเตือนการรอสายดังไม่ถึงสามครั้งปลายสายก็กดรับ กอหญ้าเร่งพูดในสิ่งที่เธอตั้งใจเอาไว้ทันที ไม่ยอมให้เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป