บทที่ 9 ผู้หญิงคนนี้ทั้งดุร้ายและเจ้าคิดเจ้าแค้น
หลังจากยุ่งวุ่นวายมาค่อนวัน พอลูกรักทั้งสามคนนอนกลางวัน อลีนาก็ต้องไปฝังเข็มให้กรณ์อีก และแน่นอนว่าต้องให้เขากินยาด้วย
สิ่งที่ต่างออกไปคือครั้งนี้มีลูกอมเพิ่มขึ้นมาหนึ่งเม็ด
"ดื่มสิ" พูดจบเธอก็วางลูกอมไว้ตรงหน้าเขา
สิ่งที่กรณ์ต้องการไม่ใช่ลูกอม "ตกลงผมต้องดื่มไปอีกนานแค่ไหน"
อลีนาครุ่นคิดครู่หนึ่ง "อย่างน้อยครึ่งเดือน ถ้าฟื้นตัวได้ไม่ดี ก็ต้องใช้เวลาเดือนกว่า"
กรณ์มองเธอด้วยสายตาหมดอาลัยตายอยาก เมื่อเช้าดื่มไปถ้วยหนึ่ง ตอนกินข้าวเที่ยงยังรู้สึกขมคออยู่เลย นี่ถ้าต้องดื่มเป็นเดือน มีหวังเขาตายแน่!
อลีนาเกลียดผู้ใหญ่ที่ทนลำบากไม่ได้ที่สุด จึงบ่นเขาชุดใหญ่ทันที
"นี่ยังจะมาทำท่ารังเกียจอีก รู้ไหมว่ากว่าจะหาสมุนไพรมาต้มยาได้มันลำบากแค่ไหน? สมุนไพรล้ำค่าพวกนี้ คนอื่นยอมจ่ายแพงๆ มาขอซื้อฉัน ฉันยังไม่ขายให้เลย นี่เห็นว่าเป็นคนกันเองหรอกนะถึงยอมรักษาให้ รู้จักพอใจซะบ้างสิ"
อลีนาตัดสินใจว่าคืนนี้จะเติมสมุนไพรขมจัดลงไปอีกสักตัว ให้เขารู้ซึ้งถึงรสชาติความขมที่แท้จริง
กรณ์ไม่ได้พูดอะไรสักคำ แต่กลับโดนเธอบ่นจนหูชา
"ผมดื่มก็ได้"
ครั้งนี้เขาไม่ได้เล่นแง่ ดื่มรวดเดียวหมดเกลี้ยง นอกจากขมวดคิ้วแล้วก็ไม่มีปฏิกิริยาอื่น
"แบบนี้สิถึงจะถูก ฉันจะฝังเข็มให้แล้วนะ จะเจ็บหน่อย ทนเอาหน่อยละ"
เมื่อเช้าเขาไม่รู้สึกอะไรเลย ต่อให้เธอเป็นหมอเทวดา ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะฟื้นตัวเร็วขนาดนั้น เขาเลยไม่ได้เก็บคำพูดเธอมาใส่ใจ
อลีนาเห็นสีหน้ากังขาของเขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบเข็มเงินปักลงไปที่จุดชีพจรตามตำแหน่ง นิ้วเรียวค่อยๆ หมุนเข็ม แทงลึกลงไปเรื่อยๆ
ตอนแรกกรณ์ไม่รู้สึกอะไร จนเริ่มสงสัยว่าฝีมือหมอของอลีนาจะใช้ได้จริงหรือเปล่า
จนกระทั่งเข็มที่เก้าปักลงไป เขารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟวิ่งผ่านไปที่ขา ยังไม่ทันจะได้ดีใจ กระแสไฟนั้นก็เริ่มแผ่ซ่าน กลายเป็นความเจ็บปวดที่แทงลึกถึงกระดูก
เหมือนมีค้อนนับไม่ถ้วนกำลังทุบกระดูกเขา เจ็บจนหน้าบิดเบี้ยว
"คุณทำบ้าอะไรเนี่ย"
"ฉันบอกแล้วว่าจะเจ็บ คุณไม่ใส่ใจเอง"
"แต่คุณไม่ได้บอกว่าจะเจ็บขนาดนี้นี่ ผมว่าคุณแอบแก้แค้นเรื่องส่วนตัวชัดๆ"
"ถ้าขืนพูดแบบนี้อีก ฉันจะแก้แค้นจริงๆ ให้ดู"
ถ้าอลีนาคิดจะแกล้งเขาจริงๆ เธอไม่จำเป็นต้องเสียเวลาทำเรื่องแบบนี้หรอก
ผู้หญิงคนนี้ทั้งดุ ทั้งโหด แถมยังเจ้าคิดเจ้าแค้นชะมัด
กรณ์สงบสติอารมณ์ลงได้อย่างรวดเร็ว แม้จะเจ็บ แต่การกลับมามีความรู้สึกก็แปลว่าขาของเขากำลังดีขึ้น
สิบห้านาทีต่อมา อลีนาถอนเข็มออก ขาของกรณ์สั่นระริก การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เขาตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่
"รู้สึกแล้วจริงๆ คุณนี่หมอเทวดาชัดๆ"
"ทีนี้จะเชื่อฉันได้หรือยัง แค่ให้ความร่วมมือในการรักษา อีกไม่นานคุณก็จะกลับมายืนได้"
กรณ์มองเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ผุดขึ้นตามไรผมของเธอ เมื่อครู่เธอตั้งใจฝังเข็มให้เขาอย่างเต็มที่ ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งใจมาก
"ขอบใจนะ"
"คำนี้ออกจากปากคุณได้นี่หาฟังยากนะเนี่ย พักผ่อนซะ ตกเย็นต้องรักษาอีก"
อลีนาเก็บของแล้วเดินออกไป กรณ์มองตามแผ่นหลังของเธออยู่นานจนลับสายตา
ในที่สุดก็เคลียร์งานเสร็จ อลีนากลับเข้ามาในห้อง เอนตัวลงนอนพักกลางวันบนโซฟา
ย่านชานเมืองที่ห่างไกลจากความวุ่นวายในเมืองนั้นเงียบสงบเป็นพิเศษ นอกจากเสียงลม ก็มีเพียงเสียงนกร้องแว่วมาเป็นครั้งคราว
ในภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่น เธอเหมือนย้อนกลับไปในคืนเข้าหอ พัวพันอยู่กับชายหนุ่มที่มองเห็นหน้าไม่ชัดคนนั้น
สัมผัสนั้นช่างสมจริงจนร่างกายเธอร้อนวูบวาบ รู้สึกเหมือนถูกโอบกอดด้วยแผงอกกว้างอีกครั้ง
อลีนาหนีบขาเข้าหากันแน่น ในค่ำคืนนับไม่ถ้วน เธอมักจะฝันถึงฉากนี้เสมอ แสดงให้เห็นว่ามันฝังใจเธอมากแค่ไหน
ผู้ชายคนนี้เป็นใครกันแน่?
อลีนาเก็บความสงสัยนี้มาสี่ปี เธออยากเห็นหน้าเขาเหลือเกิน จู่ๆ ผู้ชายคนนั้นก็จะจากไป เธอวาดมือไปในอากาศอย่างตื่นตระหนก จนในที่สุดก็คว้าโดนร่างที่มีตัวตนจริง
"อย่าเพิ่งไป!"
อลีนาลืมตาโพลงด้วยความตกใจ แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับเป็นใบหน้าหล่อเหลาของกรณ์
เป็นเขาไปได้ยังไง?
ทั้งสองคนต่างตะลึงงันไปชั่วขณะ
กรณ์นอนไม่หลับ กะว่าจะมาขอยืมหนังสืออ่านฆ่าเวลา
แต่กลับเห็นเธอนอนขดตัวอยู่บนโซฟา คิ้วขมวดแน่น เหมือนกำลังไม่สบาย
เขาเคาะประตูแล้วไม่มีเสียงตอบรับ ด้วยความเป็นห่วงจึงเดินเข้ามา ใครจะคิดว่าจะถูกเธอคว้าตัวไว้แบบนี้
อลีนาปล่อยมือ รีบจัดเสื้อผ้าหน้าผมแสร้งทำเป็นนิ่งสงบ
"บอกให้พักผ่อนไม่ใช่เหรอ เข้ามาทำอะไรในห้องฉัน"
กรณ์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ เห็นใบหน้าแดงก่ำและความตื่นตระหนกในแววตาของเธอ คนเคยผ่านโลกมาอย่างเขามองปราดเดียวก็ดูออก
"คุณหมออลีนา กลางวันแสกๆ ก็ฝันสยิวซะแล้ว ฝันถึงผมหรือเปล่าเนี่ย"
อลีนายิ่งลนลาน รีบลุกพรวดพราดขึ้นมา
"ถ้ายังพูดจาเพ้อเจ้ออีก ระวังฉันจะแทงเข็มมั่วๆ นะ"
"ร้อนตัวขนาดนี้ แสดงว่าผมพูดถูก ฝันถึงผมจริงๆ สินะ" กรณ์แอบดีใจอยู่ลึกๆ
น่าอายชะมัด อลีนาไม่มีทางยอมรับหรอกว่าฝันถึงเขา
"คุณหมออลีนาคนเก่งกล้าทำกล้ารับ ทำไมเงียบไปซะล่ะ"
"คุณเชื่อไหมว่าฉันทำให้คุณกลายเป็นใบ้ได้เดี๋ยวนี้เลย รีบออกไปจากห้องฉันก่อนที่ฉันจะโมโห"
กรณ์ทั้งขำทั้งฉุน ผู้หญิงคนนี้พอเถียงสู้ไม่ได้ก็เริ่มขู่ ไม่น่าตอแยด้วยเลยจริงๆ
แต่เขาก็อยากรู้จริงๆ นี่นา "ไม่อยากพูดก็แค่พยักหน้าหรือส่ายหน้าก็ได้ ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป"
อลีนาหยิบเข็มเงินบนโต๊ะขึ้นมา "ฉันจะส่งคุณไปสู่สุขคติเดี๋ยวนี้เลย เอาไหม"
กรณ์ไม่เชื่อหรอกว่าเธอจะทำร้ายคนเพราะเรื่องแค่นี้
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังยื้อยุดกัน เด็กน้อยทั้งสามก็ทยอยเดินเข้ามา
"หม่ามี้ เอ๊ะ คุณลุงสุดหล่อก็อยู่ด้วย"
"หม่ามี้ พวกเราตื่นแล้วครับ"
"หม่ามี้อุ้ม!"
นิน่ากางแขนขอให้อุ้ม อลีนาถลึงตาใส่กรณ์ทีหนึ่งก่อนจะอุ้มลูกขึ้นมา
"ตื่นกันหมดแล้วเหรอจ๊ะ?"
สามแสบพยักหน้าอย่างว่าง่าย "ตื่นแล้วครับ/ค่ะ"
หัวใจของอลีนาอ่อนยวบยาบ "เด็กดี หม่ามี้เตรียมขนมไว้ให้ รอเดี๋ยวนะ เดี๋ยวหม่ามี้ไปเอามาให้"
เธอหาข้ออ้างชิ่งหนี เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เขาซักไซ้ต่อ
คนในห้องที่เหลือต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก กระทั่งนิน่าปีนขึ้นไปนั่งบนตักกรณ์
"คุณลุงสุดหล่อ ทำไมมาอยู่ในห้องหม่ามี้ล่ะคะ ลุงก็ชอบหม่ามี้เหมือนกันเหรอ!"
คำถามตรงไปตรงมานี้ทำเอากรณ์ไปไม่เป็น
น้องเบนซ์ปากยื่น "หม่ามี้ตัวหอมจะตาย ใครบ้างจะไม่ชอบ"
น้องแชมป์เท้าสะเอว "ห้ามมาแย่งหม่ามี้กับพวกเรานะ"
กรณ์: "......"
เขายังไม่ได้พูดสักคำ ทำไมกลายเป็นว่าเขาชอบแม่ของเด็กพวกนี้ แถมยังจะมาแย่งเธอไปจากพวกเข้าอีก
"คุณลุงสุดหล่อ ทำไมไม่พูดล่ะคะ" มือน้อยๆ ของนิน่าโบกไปมาตรงหน้าเขา
กรณ์จะพูดอะไรได้ ก็โดนเด็กๆ ดักคอไว้หมดแล้ว
"ลุงเป็นแค่คนไข้ของหม่ามี้พวกหนู พอหายดีก็จะไปแล้ว"
นิน่าทำหน้าเศร้า "แต่ลุงความจำเสื่อมนี่นา จำครอบครัวก็ไม่ได้ จะไปที่ไหนได้ อยู่กับพวกเราไปเลยสิคะ"
กรณ์แกล้งหันไปมองสองพี่น้องที่ดูไม่ค่อยต้อนรับเขาเท่าไหร่ เวลาแบบนี้ พวกนั้นน่าจะอยากไล่เขาไปให้พ้นๆ มากกว่า
ใครจะคิดว่าน้องแชมป์กลับพยักหน้า "ถึงลุงจะช่วยอะไรที่นี่ไม่ได้ แต่มีคนตัวสูงๆ เอาไว้เฝ้าหน้าบ้านก็ไม่เลว"
กรณ์ "ขอบใจนะ!"
น้องเบนซ์ก็เห็นด้วย "เมื่อก่อนชอบมีคนมาจีบหม่ามี้ หม่ามี้เกลียดคนพวกนั้นจะตาย ลุงหน้าตาพอไปวัดไปวาได้ เอาไว้เป็นไม้กันหมาก็ดีเหมือนกัน"
เยี่ยมจริงๆ!
สองพี่น้องนี่จัดการวางตำแหน่งให้เขาเสร็จสรรพ
อลีนาที่แอบฟังอยู่หน้าประตูถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก แม้การมาของเขาจะเพิ่มภาระให้เธอไม่น้อย แต่ก็สร้างสีสันและความสนุกสนานขึ้นมาบ้าง
หลายปีมานี้เธอเลี้ยงลูกตามลำพัง ข้างกายไม่มีแม้แต่เพื่อนคู่คิดที่จะคอยพูดคุยด้วยเลย
