บทที่ 8 8

ห้ามใครแตะต้อง

ความสัมพันธ์ที่ถูกขีดเขียนไว้สามเดือน อาจจะลดหลั่นลงเหลือเพียงหนึ่งเดือนตามความพึงพอใจของคนที่เขียนมันขึ้นมา ผ่านค่ำคืนแรกไปโดยที่อีกฝ่ายรักษาคำพูดได้เป็นอย่างดี 

เปลือกตาสวยค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างเชื่องช้าเมื่อลองสูดลมหายใจเข้าปอดหนักๆ จนทำให้รู้แล้วว่า คนที่นอนกอดเธอมาทั้งคืนตอนนี้ไม่ได้กอดเธอไว้แล้ว ไอความเย็นจากเครื่องปรับอากาศกระทบลงมาบนใบหน้าเนียนเท่านั้นเพราะเรือนร่างถูกผ้าห่มหนาคลุมไว้ให้เป็นอย่างดี 

“ตื่นแล้วเหรอครับ” เสียงทักทายดังอยู่ข้างเตียงจนคนเพิ่งตื่นหันขวับ ตากลมเบิกโพลงก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลาจะเลื่อนเข้ามาคลอเคลียใกล้ๆ ตามด้วยการกดจูบลงบนหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา 

“เมื่อคืนหลับสบายไหมครับ” คนถูกถามกดใบหน้ารับเบาๆ 

“ตื่นนานแล้วเหรอคะ”

“ครับ ตื่นขึ้นมาเตรียมมื้อเช้าไว้ให้คุณ วันนี้เมียผมมีงานตอนกี่โมงครับ” 

“ฟ่างต้องออกเช้าหน่อยนะคะ พอดีว่าต้องไปเอาของที่คอนโดด้วย”

“วันนี้ผมไปส่งนะครับ ส่งคุณเสร็จผมต้องไปทำงานเหมือนกัน” 

“ก็ได้ค่ะ” 

“อยากอาบน้ำก่อนหรือทานข้าวก่อนดีครับ” นิ้วยาวเหยียดเลื่อนเข้ามาชิดแก้ม เกี่ยวเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนไปทัดไว้กับใบหูขาว ปล่อยเพียงผมหน้าม้าประปรายอยู่บริเวณหน้าผากมน

“อาบน้ำก่อนก็ได้ค่ะ” 

“เช้านี้ผมไม่อาบให้นะครับ ถ้าได้อาบให้ ได้เห็นร่างกายของฟ่างแบบเมื่อคืน ผมต้องอดใจไม่ไหวแน่ๆ เลย” คำพูดที่ตรงไปตรงมากระตุ้นพวงแก้มเนียนให้ร้อนผ่าว 

เราอาจจะเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันอยู่ก็จริง แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะข่มความรู้สึกให้มันเฉยกับคนอย่างเขา หล่อเหลา มีเสน่ห์ ถ้าให้พูดตามความรู้สึกจริงๆ ทรงแบบนี้ หน้าแบบนี้ เขาดูดีกว่าดารานายแบบหลายคนด้วยซ้ำไป 

ข้าวฟ่างหายไปอาบน้ำแต่งตัว จัดการตัวเองให้เรียบร้อยและกลับออกมาอีกครั้งด้วยการสวมเกาะอกสีดำและกางเกงขายาวสีเดียวกัน เว้นช่วงรอยต่อระหว่างอาภรณ์ชิ้นบนและล่างเล็กน้อยพอเห็นเอวคอดกิ่วกับหน้าท้องแบนราบขาวผ่อง 

ผมสีน้ำตาลอ่อนปล่อยลงด้วยการดัดลอนส่วนปลายเล็กน้อย แต่งหน้าด้วยลุคที่เข้ากับชุดก่อนจะเดินกลับออกมาหาคนที่นั่งรอ 

“วันหลังทานก่อนก็ได้นะคะ ฟ่างแต่งตัวนาน ไหนจะแต่งหน้าอีก”

“ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้ ผมชอบให้เมียผมสวยอยู่แล้ว” ดวงตาคมกริบกวาดมองทั่วเรือนร่างก่อนจะหยุดมองที่ใบหน้า เป็นจังหวะที่โทรศัพท์มือถือของคนตัวเล็กดังขึ้นมาพอดี 

“…ขาพี่แองจี้” 

(น้องฟ่าง สะดวกคุยไหม?) 

“คุยได้ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ ฟ่างกำลังเตรียมตัวจะออกไป” 

(ยังไม่ออกเหรอ โอเค… งั้นเอาไว้พี่คุยตอนน้องฟ่างมาถึงก็แล้วกันนะคะ) 

“เอางั้นเหรอคะ ได้ๆ ค่ะ แล้วเจอกันนะคะ” พูดกับคนในสายเป็นประโยคสุดท้ายก่อนจะเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าตามเดิม 

“พี่แองจี้โทรมาน่ะค่ะ น่าจะอยากคุยเรื่องงาน”

“โทรมาแล้วทำไมไม่คุยล่ะครับ” 

“บางอย่างการคุยต่อหน้ามันก็สะดวกและเข้าใจง่ายมากกว่านะคะ” 

“งั้นเหรอครับ” อลันกระตุกยิ้มมุมปาก จากนั้นก็สลัดความคิดในหัวแล้วเปลี่ยนเรื่องคุย

“เช้านี้ผมทำข้าวต้มปลาให้ครับ ลองชิมดูก่อนว่าฟ่างชอบรสชาติแบบนี้ไหม ถ้าไม่ชอบผมจะได้ปรับให้”

“ชอบทำอาหารเหรอคะ” มองหน้าเขาขณะที่ถาม เอาเข้าจริงเธอว่าเขาก็มีหลายบุคลิก บางทีมันก็อาจจะอ่านยากอยู่เหมือนกัน

“ครับ ผมชอบทำอาหาร แต่ปกติไม่ได้ทำให้ใครทานนะครับ ชอบทำทานเอง” 

“ที่คุณทำดีกับฟ่าง เพราะคุณคิดว่าฟ่างอาจจะท้องลูกของคุณใช่ไหมคะ” ตากลมโตกลอกกลิ้งไปมาเพื่อมองใบหน้าหล่อเหลาของคนที่ตั้งใจทำอะไรให้เธอตั้งหลายอย่าง จากนั้นก็ตัดสินใจวางฝ่ามือทับมือของอีกฝ่ายเอาไว้หลวมๆ 

เขาคาดหวังใช่ไหม แล้วเธอจะกลายเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีมากเกินไปหรือเปล่า ถ้าจะบอกว่าเธอไม่อยากให้เขาหวังเพราะไม่อยากให้ผิดหวัง

“คุณอย่าเพิ่งคิดถึงเรื่องที่มันยังมาไม่ถึงดีไหมคะ บางทีเรื่องที่เราคิดมันอาจจะไม่เกิดขึ้นจริงก็ได้นะ ฟ่างไม่อยากให้ลันตั้งความหวังนะคะ” 

“เป็นห่วงความรู้สึกของผมเหรอครับ” 

“ฟ่างไม่อยากเห็นใครเสียใจค่ะ” 

“ผมไม่เคยเสียใจ และไม่มีทางรู้สึกเสียใจเพราะเมียผมแน่ๆ” 

“พูดแบบนี้อีกแล้วนะคะ เรียกฟ่างว่าฟ่าง ไม่ต้องเรียกว่าเมียได้ไหมคะ” 

“แต่เป็นเมียผมมันดีมากนะครับ เพราะผมจะดูแลเป็นอย่างดี จะไม่มีวันยอมให้ใครมาทำร้ายเมียผมแน่นอน” คนฟังลอบถอนลมหายใจออกมาเบาๆ ถึงอย่างนั้นก็ยอมปล่อยผ่าน หันมาสนใจชามข้าวต้มที่อยู่ตรงหน้าแทน 

รถหรูเลื่อนมาจอดในจุดที่ปลอดภัยก่อนที่นางแบบสาวซึ่งตอนนี้กำลังจะเข้าสู่วงการแบบเต็มตัวจะลงจากรถ 

อลันรักษาคำพูดของตัวเองเสมอในเรื่องที่รับปากไว้ว่าจะไม่ก้าวก่าย ทั้งที่ข้าวฟ่างเดินเข้าไปสมทบกับคนอื่นๆ ในกองเรียบร้อยแล้ว แต่รถกลับยังไม่เลื่อนออกจากจุดที่จอด ไม่มีคำสั่งให้เคลื่อนรถ เพราะคนที่นั่งอยู่ในรถยังเพ่งสายตาไปที่ตำแหน่งเดิม 

“คนที่รับบทเป็นนางเอก ใช่ผู้หญิงของไอ้ไบรท์หรือเปล่า?” แว๊บหนึ่งที่ดวงตาคมกริบตวัดไปมองยังผู้หญิงอีกคนที่นั่งอยู่ใกล้กับจุดที่ผู้หญิงของเขาอยู่ ไม่กี่วินาทีสายตาคู่นั้นก็หันไปมองที่คนเดิม มองการเคลื่อนไหว มองรอยยิ้ม มองริมฝีปากของเธอขยับเวลาที่คุยกับคนที่อยู่ในกอง

“ใช่ครับ นั่นคุณไอริณ เป็นเพื่อนสนิทของคุณไบรท์ครับ” 

“ผู้หญิงของไบรอันใช้ผู้จัดการคนเดียวกันกับเมียฉันงั้นเหรอ?”

“ครับ คุณแองจี้เป็นผู้จัดการส่วนตัว เห็นว่ามีเด็กในสังกัดหลายคนอยู่เหมือนกัน ใครอยู่ถูกที่ มีโอกาสถูกเลือกมากกว่าก็โชคดีไป ส่วนใครที่งานน้อย ก็มีบ้างที่ถูกพวกเสี่ยกระเป๋าหนักขอเลี้ยงดู หลายคนนะครับที่แองจี้สนับสนุนไปในทางนั้น” แซมบอกกล่าวถึงเรื่องที่สืบมา สายตามองไปยังผู้หญิงของเจ้านาย พอจะรู้อยู่บ้างว่านายกำลังคิดจะทำอะไร

“สืบมาว่าผู้จัดการคนนี้… กำลังจะติดต่อเมียฉันให้ใคร เร็วที่สุด อย่าทำให้หงุดหงิดไปมากกว่านี้” 

“ครับนาย” แซมสบตากับผู้เป็นนายผ่านกระจกมองหลัง เห็นชัดเจนว่านัยน์ตาคมแข็งกร้าว ถ้าสิ่งที่เฮียลันสงสัยคือเรื่องจริง คนที่บงการไม่มีที่ยืนแน่นอน

“แล้วเฮียลันจะให้ผมจัดการยังไงกับผู้ชายคนนั้นครับ” คำว่าผู้ชายคนนั้นที่ดังออกมาจากปากของลูกน้องคนสนิทกระตุ้นให้ดวงตาคมกริบแข็งกร้าว

“สะกิดมันแล้วใช่ไหมว่าฟ่างเป็นเมียใคร”

“เรียบร้อยแล้วครับ ผมบอกมันแล้วว่าคุณข้าวฟ่างเป็นเมียเฮียลัน ถ้ามันกล้ายุ่งอีก มันจะไม่โชคดีเหมือนอย่างครั้งนี้”

“ดี! งั้นก็ปล่อยมัน ให้มันได้เจอกับคนที่มันวางแผนร่วมกัน แล้วจับตาดูมันให้ดีว่ามันจะทำยังไงต่อไป” 

“ครับนาย… แต่ในเมื่อเฮียลันรู้อยู่แล้วว่าคนที่ทำร้ายคุณฟ่างคือใคร ทำไมนายถึงยังปล่อยให้คุณฟ่างมาอยู่ในจุดนี้ เจอกับคนพวกนี้อยู่ล่ะครับ” 

“ความสุขของเขา ปล่อยให้เขามีความสุขไป ถึงจะปล่อยให้ใช้ชีวิต ให้มีความสุข ก็ไม่ได้หมายความว่าจะอนุญาตให้ใครได้แตะต้องเมียกู!” 

ล่อลวง

@จุดรวมพล 

แกร๊ก~ 

เสียงเปิดประตูจากคนที่มาช้ามากที่สุดกระตุ้นให้หนุ่มหล่อทั้งสองคนที่นั่งอยู่ในห้องก่อนแล้วให้หันไปมองพร้อมกัน

ไคเลอร์และไบรอันขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อมองเห็นการแต่งกายที่ผิดแผกไปจากเดิม สูทสีดำเท่ห์ๆ เข้ากับเบ้าหน้าราวกับฟ้าประทานมันเข้ากันดีอยู่แล้ว แล้วเพราะอะไรพ่อคนหล่อตลอดกาลวันนี้ถึงใส่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ขายาวมา 

“ไบรท์ พี่มึงป่วยไหมวะ มันแดกยาลืมเขย่าขวดหรือเปล่า” ไคเลอร์ปรายตามองคนมาใหม่ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า กำลังคิดอะไรเพลินๆ แต่ต้องมาสะดุดเพราะเริ่มมีคนกวนตีน

“เฮียเลอร์ก็อีกคนนั่นแหละ จะมากินยาลืมเขย่าขวดได้ไง เฮียลันโตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้ว”

“มึงว่าไงนะ”

“เนี่ย~ แก่แล้วอ่ะป่าว หูตาก็เริ่มไม่ดีอ่ะดิ”

“หูตาไม่ดีแต่หลังมือกูยังดีนะ สักทีไหม?”

“น้องหยอก~ หู้ย กะรุนแรงกับไบรท์ตลอดอ่ะ” ไคเลอร์มองน้องเล็กสุดก่อนจะส่ายหน้า ดูไว้เถอะ ถ้าใครคิดจะเอาคนอย่างมันเป็นผัวอ่ะ ได้ปวดหัวเหมือนกูแน่นอน! 

“เฮีย วันนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม” อลันเดินเข้าหย่อนตัวลงบนโซฟาตำแหน่งที่ว่าง ขายาวตวัดขึ้นไขว้ห้าง สบตากับคนที่มีอายุมากที่สุดโดยที่หัวคิ้วแทบจะชนกัน

“มึงไม่ว่าง?” 

“ก็เปล่า เผื่อมีอะไรเปลี่ยนแปลง” 

“ความเปลี่ยนแปลงไม่มี แต่ของล็อตนี้เยอะหน่อย เอาไอ้ไบรท์ไปช่วยละกัน” 

“มันว่าง?” ถามไคเลอร์ แต่สายตามองไปยังคนที่จะมาช่วนงานเขา ถ้าทำคนเดียวมีหวังยาว กว่าจะได้กลับก็คงดึกอยู่เหมือนกัน 

“ว่างนะครับ ไบรท์อยู่ช่วยได้”  

“คุยกับมันไว้ให้แล้ว เข้าใจได้ คนมีเมีย” ไคเลอร์เอ่ยออกมาพลางยกยิ้ม เมื่อก่อนงานจะเยอะแค่ไหนก็มาเถอะ ไม่เคยบ่น สู้ได้ แค่ไหนก็มา แต่ช่วงนี้คล้ายจะมีปัญหา รู้ๆ กันอยู่ว่าปัญหามันคืออะไร 

“แล้วเมื่อคืนที่กาสิโนเป็นไงบ้าง” คนโดนจ้องเปลี่ยนเรื่องคุยพร้อมกับพ่นลมออกจากปากเบาๆ

“ยับ” 

“มึงโดนยับ?”

“ลูกค้าเฮียลันนั่นแหละที่โดนผมใส่ยับ เมาแล้วปากหมา หงุดหงิดนิดหน่อยเลยสอยไปเล่นๆ” 

“แล้วเขาไม่สอยมึงกลับ?”

“สอยเล่นๆ ที่หมายถึงสอยจนหลับ สภาพนั้นสอยกลับไหวไหมล่ะเฮีย” 

“สัด! มึงนี่มัน” ทั้งไคเลอร์และอลันสั่นหน้ารัวๆ แตกต่างจากคนใจร้อนที่ไหวไหล่ไปมาอย่างอารมณ์ดี

“โทษทีนะ อารมณ์ไม่ได้ดีเหมือนหน้าตาอ่ะครับ” 

“แบบนี้ไงกูถึงคิดว่าไอ้ลันเหมาะกับการดูแลกาสิโนมากกว่ามึง มึงมันใจร้อนไม่เปลี่ยนเลยไบรท์”

“ทำไงได้ล่ะเฮียเลอร์ ไบรท์ก็อยากได้หวานใจมาทำให้กลายเป็นคนใจเย็น พูดคะพูดขาเวลาคุยกับเมียเหมือนเฮียลันนะ แต่ไบรท์ติดโสดอ่ะดิ โสดสนิทเลย” 

“เดี๋ยวเถอะ จากโสดสนิทจะกลายเป็นหลับสนิทถ้าไม่เลิกพาดพิงถึงกู” อลันมองตาแข็ง ต่างจากคนขี้แกล้งที่ยิ้มกว้างอย่างชอบใจ 

“ใจดีกับไบรท์บ้าง เฮียลันอ่ะหลงเมียจนลืมน้อง”

“เรื่องของกู” 

“เวลาคุยกับเมียพูดกูไหม?”

“ไม่เสือกดีไหม?”

“โหย! ไม่กล้าตอบอ่ะดิ เพราะพูดครับทุกคำนี่หว่า”

“ใกล้แล้ว”

“ใกล้จะยอมรับ?”

“ใกล้จะโดนตีนกูเนี่ยแหละ”

“เนี่ย~ เฮียลันแม่งไม่อ่อนโยน” 

“มึงนั่นแหละจะโดนกูจับโยนลงบ่อจระเข้เดี๋ยวนี้เลย!” 

@อีกด้าน 

“…พี่แองจี้ที่บอกมีเรื่องอยากคุยกับฟ่าง เรื่องอะไรเหรอคะ” ตากลมใสมองสบตากับผู้จัดการส่วนตัวที่มีอายุมากกว่าทำให้เคารพเปรียบเสมือนพี่สาว

“ขอโทษนะตอนนั้นที่พี่โทรไปแล้วพี่ไม่พูดอ่ะ”

“ค่ะ เรื่องงานไหมคะ?”

“เรื่องส่วนตัวค่ะ” แองจี้ตอบรับเสียงเบาและคว้ามือขาวผ่องมากุมเอาไว้หลวมๆ 

“มีอะไรให้ฟ่างช่วยหรือเปล่าคะ พี่แองจี้บอกฟ่าง คุยได้เลยนะคะไม่ต้องเกรงใจ” 

“ขอบคุณน้องฟ่างมากนะคะ พี่อยากคุยเรื่องคุณอลัน” 

“ลัน… ทำไมเหรอคะ?” ดาราสาวเอียงคอมองอย่างไม่เข้าใจ พอจะดูออกว่าแองจี้เกรงใจอลันมาก แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมากขนาดนั้น

“ความสัมพันธ์ของน้องฟ่างกับเขา มันเป็นยังไงเหรอคะ” 

“ที่จริงฟ่างก็ตั้งใจจะถามพี่แองจี้เหมือนกันว่าคืนวันเกิดฟ่าง เราแยกย้ายกันตอนไหนเหรอคะ จำได้ว่าเราเป่าเค้กและยังดื่มกันต่อ อยู่ด้วยกันหลายคน แล้วอยู่ๆ พี่แองจี้หายไปไหน แล้วทำไมฟ่างถึง… ไปอยู่กับลัน”

“นะ น้องฟ่างดูสนิทกับเขานะคะ” สีหน้าของแองจี้สลดลงอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน แทบไม่กล้าสบตา 

“ฟ่างไม่รู้นะคะว่าเขาเป็นใคร ทำไมถึงมีอิทธิพลจนเข้ามาวุ่นวายกับงานของฟ่างได้ แต่เอาเข้าจริงเขาก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนะคะ คุยดี พูดดี มีมุมที่ดีเยอะอยู่เหมือนกัน” 

“งั้นเหรอคะ” ข้าวฟ่างพยักหน้ารับ ก็เธอเห็นเขาในมุมมองแบบนั้นจริงๆ 

“แล้วสรุปพี่แองจี้รู้หรือเปล่าคะว่าทำไมฟ่างถึงไปอยู่กับเขาได้ คนอื่นหายไปไหนกันหมด พอฟ่างไม่อยู่ทุกคนตามหาฟ่างกันไหม” 

“ทุกคนน่าจะเมามากนะคะน้องฟ่าง เหตุการณ์ในวันนั้นไม่มีใครจำอะไรได้เลย พี่ขอโทษจริงๆ นะคะ พี่มีหน้าที่ต้องดูแลน้องฟ่างแท้ๆ แต่กลับดูแลได้ไม่ดีเลย” คนฟังยิ้มบางๆ แทนคำตอบ ก่อนจะส่ายหน้ากลับไปเบาๆ 

“ก็น่าจะเมากันทุกคนไหมคะ ฟ่างเองก็ผิดที่ปล่อยให้ตัวเองเมาขนาดนั้น”

“แต่เอาเข้าจริงพี่ก็อยากให้น้องฟ่างระวังตัวไว้เหมือนกันนะคะ เขาดูน่ากลัวเกินไป เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้เลย” 

“เขากลัวฟ่างท้องค่ะพี่แองจี้ ที่เขาเข้ามายุ่งกับฟ่าง เพราะเขากลัวในท้องฟ่างมีลูกของเขา เขาแค่อยากมั่นใจก่อนก็แค่นั้น” 

“เอาจริงๆ ไหมคะ พี่ว่าถ้าเป็นเรื่องนั้นมันก็ไม่จำเป็นต้องบังคับให้เราไปอยู่ด้วยนะคะ แค่ตรวจก็ได้ไหมคะ มันก็มีเวลาที่เหมาะสมที่เราจะรู้ผลอยู่แล้ว”

“ฟ่างพยายามอธิบายแล้วค่ะ”

“เขาไม่ยอมใช่ไหมคะ นี่แหละค่ะที่พี่มองว่าแปลก คนเราอ่ะ คุยกันด้วยเหตุผลได้อยู่แล้วนี่คะ พี่อยากให้น้องฟ่างระวังตัวนะคะ เผื่อเขาคิดจะทำอะไรไม่ดีขึ้นมา” 

“มันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้นะคะ”

“น้องฟ่างมองโลกในแง่ดีเกินไปนะคะ พี่ไม่อยากให้น้องฟ่างโดนหลอกนะ”

“ฟ่างเข้าใจค่ะ” สีหน้าของคนบอกอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เอาเข้าจริงตอนแรกเธอเองก็ไม่ได้วางใจเหมือนกัน ออกจะกลัวเขาเหมือนกัน ความรู้สึกเหล่านั้นมันดรอปลงก็เป็นเพราะการกระทำของเขานั่นแหละ

“เอาเป็นว่าฟ่างจะระวังตัวให้มากกว่านี้ละกันนะคะพี่แองจี้ ขอบคุณที่เป็นห่วงฟ่างน้า~”

“น้องฟ่างคะ…”

“ขา” 

“พี่เป็นห่วงน้องฟ่างมากเลยนะคะ ไม่อยากให้อยู่กับผู้ชายคนนั้นสองต่อสองเลย”

“ฟ่างก็ไม่ได้อยากอยู่ค่ะ แต่ทุกอย่างมันก็มีระยะเวลาของมัน เขารับปากแล้ว และดูท่าทางก็ไม่น่าจะใช่คนที่คิดร้ายอะไร” 

“ถึงอย่างนั้นพี่ก็ไม่ไว้ใจเขาอยู่ดี เอางี้ไหมคะ หลังปิดกล้องละครเรื่องนี้ น้องฟ่างบอกเขาว่ามีงานที่ต่างจังหวะสักสามสี่วัน ช่วงนั้นพี่ว่าง เดี๋ยวพี่พาไปพักผ่อนที่บ้านพักตากอากาศ ยืดเวลาออกห่างจากผู้ชายคนนั้น แค่นิดหน่อยก็ยังดีค่ะ” 

“มันจะดีเหรอคะ” 

“เขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรไม่ใช่เหรอคะ ถ้าเขามีเหตุผลมากพอเขาก็ต้องยอมรับได้ว่าเรามีงาน ถ้าเขาไม่โอเคต่างหากล่ะที่พี่ว่ามันไม่ปกติ ถ้าเป็นแบบนั้นนั่นก็แปลว่าเขาคิดไม่ดี แค่เอาเรื่องกลัวท้องมาอ้างแค่นั้นเอง”  

๑๐

ดื้อรั้น

“อ๊ะ!” ความเย็นจากแก้วน้ำดื่มเลื่อนมากระทบแก้มเนียนส่งผลให้คนที่นั่งเหม่อสะดุ้งออกมาก่อนที่ตากลมใสจะหันมองเจ้าของการกระทำ

“ลัน แกล้งกันเหรอคะ” 

“ผมเรียกฟ่างหลายครั้งแล้วนะ แต่ฟ่างไม่สนใจผมเลย” 

“เหรอคะ…” กวาดสายตามองใบหน้าคมคายที่อยู่ในระยะประชิดก่อนจะยกมือขึ้นลูบใบหน้าของตัวเองเบาๆ 

“มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า ฟ่างบอกผม คุยกับผมได้นะ” จากแก้วเย็นๆ ที่ทำให้สะดุ้ง ถูกแทนที่ด้วยฝ่ามืออุ่นๆ ที่เลื่อนเข้ามาประคองแก้มแทน

“เปล่าค่ะ คิดเรื่องงานนิดหน่อย”

“งานมีปัญหาเหรอครับ” 

“เปล่าค่ะ เจองานยาก เลยกลัวว่าจะทำออกมาได้ไม่ดีมากกว่า”

“มีอะไรให้ผมช่วยไหม”

“ช่วยแบบไหนเหรอคะ?” ข้าวฟ่างเอียงคอมองขณะสบตา เธอกำลังใช้จังหวะนี้มองลึกเข้าไปในตาของเขา เผื่อจะเห็นตัวตนที่เขาไม่อยากให้เห็น เห็นมุมมองแย่ๆ ที่เขาเก็บซ่อนมันไว้ ไม่ใช่มุมอบอุ่น สุภาพแบบที่เขากำลังทำมันต่อหน้าเธอ 

“ผมช่วยเป็นคู่ซ้อมให้ฟ่างได้นะ เผื่อฟ่างอยากทำการบ้าน อยากลองซ้อมบท ผมไม่เก่งเท่าไหร่ แต่ดูแล้วคอมเมนต์ให้ได้นะครับ” ทั้งน้ำเสียงและคำพูดพลอยทำให้ยิ้มตาม

“เกรงใจคุณค่ะ ฟ่างแค่ลองนึกภาพและเดาเล่นๆ ในหัวเฉยๆ” ตากลมโตกระพริบถี่ขึ้น มองเขาที่พยักหน้ารับเบาๆ 

“โอเคครับ แต่ถ้ามีอะไรให้ผมช่วยฟ่างต้องบอกผมนะ ไม่อนุญาตให้เกรงใจนะครับ” 

“ค่ะ” อลันยิ้มบางๆ ก่อนจะผละตัวออกห่างเล็กน้อย จัดแจงอาหารมื้อค่ำบนโต๊ะด้วยความตั้งใจ

“คืนนี้ผมมีงานที่ต้องทำนะครับ”

“ทำงานตอนกลางคืนเหรอคะ” 

“ครับ ฟ่างอยู่คนเดียวได้ไหม หรืออยากให้ผมทิ้งลูกน้องให้เฝ้าหน้าห้องเผื่อมีอะไรฉุกเฉินดีครับ ฟ่างกลัวไหม”

“ไม่เป็นไรค่ะ ว่าแต่… ทำไมถึงทำงานตอนกลางคืนล่ะคะ บอกได้ไหมว่าทำงานอะไร” 

“ผมทำธุรกิจหลายอย่างครับ ส่วนมากก็งานกลางคืนทั้งนั้น” 

“บอกได้ไหมคะ” เสียงหวานที่ถามย้ำส่งผลให้อลันหันมองทันที

“ก็พวกผับ สถานที่ท่องเที่ยวในเวลากลางคืน อะไรประมาณนี้ครับ” 

“อ๋อ…” ดาราสาวลากเสียงยาวพร้อมกับพยักหน้ารับ 

“อยากไปด้วยไหมครับ? แต่ผมว่าฟ่างต้องไม่อยากไปด้วยแน่ๆ เพราะกลัวเป็นข่าวใช่ไหมครับ” 

“ค่ะ ไปในสถานที่แบบนั้นต้องเจอคนเยอะมาก ช่วงนี้ฟ่างอยากอยู่เงียบๆ ไม่อยากเป็นข่าวน่ะค่ะ” ลมหายใจอุ่นๆ ถูกพ่นออกมาด้วยความโล่งใจ

ในขณะที่เธอกำลังคิดอยู่ว่าจะบอกกับเขาแบบไหนเรื่องที่คุยกับแองจี้ไว้ ยอมรับว่าเธอไม่กล้าพูดตรงๆ ไม่กล้าบอกเขาต่อหน้า แต่พอรู้ว่าเขาต้องออกไปทำงาน บางทีเธออาจจะใช้โอกาสนั้นบอกเขาผ่านข้อความหรือโทรศัพท์แทน 

“งั้นถ้างานเสร็จเรียบร้อย ผมจะรีบกลับมาหาคนเก่งของผมดีไหมครับ” 

“ไม่ต้องเร่งก็ได้นะคะ ทำงานของคุณให้เสร็จก่อนแล้วค่อยกลับก็ได้ค่ะ” 

“ถ้ามีอะไรโทรหาผมนะครับ โทรได้ตลอดเวลาเลย ผมจะรับสายฟ่างทันที”

“ค่ะ งั้นฟ่างตักข้าวให้นะคะ วันนี้ทำงานเหนื่อย มีเวลาทานข้าวแค่นิดเดียวเองค่ะ” คนตัวเล็กกว่าพยายามชวนคุยเพื่อไม่ให้สถานการณ์มันกลายเป็นความอึดอัดมากเกินไป เธอไม่ชอบเสี่ยงกับอะไรที่มันอันตรายมากเกินไปอยู่แล้ว อะไรเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง ลดแรงปะทะให้ได้มากที่สุดเห็นว่าจะดี

@โกดังสินค้า

เสียงรองเท้าหนังกระทบกับพื้นกระเบื้องขณะเดินเข้ามาในโกดังเพื่อเช็กสินค้าก่อนส่งออก

“มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า” หันไปถามลูกน้องคนสนิทด้วยสีหน้าเรียบเฉย ต่างจากตอนอยู่กับใครอีกคนที่เขาเก็บเธอไว้ในเพนท์เฮาส์หรูอย่างชัดเจน

“คนของเรากำลังประเมินสถานการณ์อยู่ครับ ทางนั้นมันเงียบจนผิดวิสัยไปเลย” 

“เตรียมคนของเราให้พร้อม มันเล่นสกปรกแน่ๆ สันดานคนขี้แพ้อย่างพวกมัน” มาเฟียหนุ่มขบกรามจนเป็นสันนูน เข้าใจว่าการทำธุรกิจมักเคียงคู่มากับการมีคู่แข่ง และมักจะมีคู่แข่งที่ชอบเล่นสกปรกอยู่เสมอ 

เขาเจอมาโดยตลอด และพร้อมรับมือตลอดเช่นกัน! 

“เฮียเลอร์บอกว่าของล็อตนี้ไม่ต้องกระจายไปหลายส่วนครับ อาวุธพวกนี้จะถูกส่งเข้าคลังของคุณวิลทั้งหมดเลย” 

“ดี! รีบเข้าไปเช็กให้เรียบร้อย อย่าให้เกิดปัญหาเด็ดขาด” 

“ครับนาย” แซมรับคำก่อนจะหันไปออกคำสั่งกับลูกน้องที่ติดตามให้แยกกันทำงาน 

อลันไม่เคยทำงานพลาด ไม่เคยปล่อยให้ทุกอย่างมันผ่านไปโดยไร้ซึ่งการตรวจสอบ คนอย่างเขามีแต่คำว่าสมบูรณ์แบบเต็มไปหมด ไม่ชอบคำว่าพลาด ทุกอย่างต้องดีเท่านั้น 

ลูกน้องของมาเฟียเปิดลังเก็บอาวุธก่อนที่อลันจะหยิบขึ้นมาเช็กของอย่างใจเย็น เพราะมูลค่าการซื้อขายแต่ละล็อตราคาหลักร้อยล้าน พวกเขาจึงต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง 

“คุณวิลชอบของที่เราส่งไปรอบที่แล้วมากเลยนะครับ ไม่มีตำหนิเลย รอบนี้น่าจะรู้สึกดีกว่ารอบเดิมด้วย เฮียเลอร์บอกไว้แล้วว่าของดีๆ ทั้งนั้น” 

“สั่งคนเฝ้าโกดังเพิ่มด้วย ยิ่งคาลวิลหันมาทำธุรกิจกับเราแบบเต็มตัว อีกฝ่ายก็ยิ่งไม่พอใจ” 

“เฮียลันไม่ต้องห่วงเลยครับ คนของเราพร้อมแล้ว คนของเฮียเลอร์ก็คอยจับตาดูช่วยอีกแรง”

“ดี” ดวงตาคมกริบกวาดมองขณะเช็กอาวุธในมือ เป็นจังหวะที่โทรศัพท์มือถือมีสายเข้าแทรกเข้ามาพอดี 

ครืด~ ครืด~ 

คิ้วดกเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันได้ล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าเพราะอีกฝ่ายเพียงแค่กดโทรออกแล้ววาง จากนั้นก็มีข้อความเด้งเข้ามาแทน 

‘…ฟ่างมีงานที่ต่างจังหวัดประมาณสามสี่วัน จำเป็นต้องออกเดินทางคืนนี้เลย ตอนแรกฟ่างจะบอกลันแล้ว แต่ลันติดงาน ฟ่างเกรงใจ อีกสี่วันเจอกันนะคะ’ 

ดวงตาคมกริบไล่ไปตามตัวอักษรบนข้อความพร้อมกับลิ้นสากที่ดันเข้าหากระพุ้งแก้ม ใบหน้าหล่อเหลาแสดงความไม่สบอารมณ์ออกมาทันที

ร่างสูงกระชากตัวออกมาจากจุดที่ยืนพลางต่อสายหาคนที่โทรหาเขาก่อนหน้า ทว่าปลายสายกลับติดต่อไม่ได้ มาเฟียหนุ่มเค้นเสียงในลำคอออกมาทันที

“…ฟ่างไม่น่ารักกับผมเลย” 

@อีกด้าน 

“…เราไปกันหลายคนเหรอคะ” ข้าวฟ่างกวาดสายตามองคนอื่นๆ ที่มารวมตัวกันก่อนจะหันมองผู้จัดการส่วนตัวเป็นเชิงตั้งคำถาม 

แองจี้ไม่บอกล่วงหน้าว่ามีคนอื่นไปด้วย เข้าใจว่าหลังปิดกล้องเลยอาจจะพอมีเวลาว่างแองจี้เลยเห็นใจเธอในเรื่องที่เธอกำลังเผชิญเลยอยากพาเธอออกมาจากจุดนั้น หรือมันไม่เป็นความจริง!

“คืองี้ค่ะน้องฟ่าง คือน้องอันนากับเพื่อนๆ ช่วงนี้ก็ว่างๆ เหมือนกัน อยากออกไปเปิดหูเปิดตา พักผ่อนก่อนกลับมาเริ่มงานใหม่น่ะค่ะ น้องฟ่างโอเคไหม ขอโทษด้วยนะคะที่พี่แองจี้ไม่ได้แจ้งล่วงหน้า” คนถูกกล่าวคำขอโทษถอนลมหายใจออกมาเบาๆ

“ไม่เป็นไรค่ะ แต่พี่พักฟ่างขอเลือกเองตอนไปถึงนะคะ” 

“หยิ่งนะ คิดว่าฉันจะไปรบกวนเธอหรือไง” ดาราสายอาชีพเดียวกัน ผู้จัดการส่วนตัวคนเดียวกันกอดอกกระแนะกระแหนโดยที่แขนถูกดึงด้วยมือของอีกคน

“เงียบเลยนะยัยอัน ไปพักผ่อนนะ ไม่ได้ไปมีเรื่อง” 

“พี่แองจี้เข้าข้างคนอื่นมากเกินไปหรือเปล่า ช่วงนี้นางฮอตงั้นเหรอเลยประคบประหงมนักหนา”

“นี่เธอ!” 

“เอาล่ะๆ อย่าทะเลาะกันเลยนะคะ ทั้งน้องฟ่างและน้องอันเป็นคนที่พี่ต้องดูแลด้วยกันทั้งคู่เลย อย่ามีปัญหากันเลยนะคะพี่ขอร้องนะ น้องฟ่าง พี่ขอนะคะ” แองจี้คว้ามือคนที่กำลังคุยด้วยมาจับเอาไว้หลวมๆ รู้ว่าทำยังไงข้าวฟ่างจะใจอ่อนจะยอมเชื่อฟังเธอ 

“ฟ่างไม่ยุ่งกับใคร คนอื่นก็แค่ไม่มายุ่งกับฟ่างก็พอค่ะ” 

“มากันครบแล้วเหรอครับ รอนานไหมครับ” เสียงผู้มาใหม่ดังขึ้นในตอนที่สถานการณ์ตรงนี้กำลังจะสงบ หนุ่มหล่อดีกรีพระเอกหน้าใหม่ปรากฏตัวพร้อมกลิ่นน้ำหอมที่ฟุ้งไปทั่วบริเวณ

“สวัสดีครับฟ่าง ดีใจนะที่จะได้ไปพักผ่อนที่เดียวกันเลย” แชมป์ คนที่เคยร่วมงานกันยิ้มให้เธออย่างเป็นมิตร รอยยิ้มออกจะมีความหมายและตั้งใจสื่ออะไรบางอย่าง แตกต่างจากตอนที่เราเคยเจอกันทั่วไป 

“แชมป์ก็ไปด้วยเหรอ?”

“ครับ พอดีเรามีงานแถวนั้นด้วย ก็เห็นว่าเป็นคนกันเองทั้งนั้นเลยคิดว่าไปพร้อมกันก็ได้”

“อันกับเพื่อนๆ ไม่มีปัญหานะคะ ไปกันหลายๆ คนมันก็สนุกดีอยู่แล้ว งานนี้เหมือนว่าคนที่มีปัญหาจะไม่ใช่อันนะคะพี่แองจี้ พี่แองจี้คุยกับเด็กของพี่เองละกันนะคะ เหมือนจะเรื่องมากใช่ย่อยเลย” 

๑๐

ดื้อรั้น

“อ๊ะ!” ความเย็นจากแก้วน้ำดื่มเลื่อนมากระทบแก้มเนียนส่งผลให้คนที่นั่งเหม่อสะดุ้งออกมาก่อนที่ตากลมใสจะหันมองเจ้าของการกระทำ

“ลัน แกล้งกันเหรอคะ” 

“ผมเรียกฟ่างหลายครั้งแล้วนะ แต่ฟ่างไม่สนใจผมเลย” 

“เหรอคะ…” กวาดสายตามองใบหน้าคมคายที่อยู่ในระยะประชิดก่อนจะยกมือขึ้นลูบใบหน้าของตัวเองเบาๆ 

“มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า ฟ่างบอกผม คุยกับผมได้นะ” จากแก้วเย็นๆ ที่ทำให้สะดุ้ง ถูกแทนที่ด้วยฝ่ามืออุ่นๆ ที่เลื่อนเข้ามาประคองแก้มแทน

“เปล่าค่ะ คิดเรื่องงานนิดหน่อย”

“งานมีปัญหาเหรอครับ” 

“เปล่าค่ะ เจองานยาก เลยกลัวว่าจะทำออกมาได้ไม่ดีมากกว่า”

“มีอะไรให้ผมช่วยไหม”

“ช่วยแบบไหนเหรอคะ?” ข้าวฟ่างเอียงคอมองขณะสบตา เธอกำลังใช้จังหวะนี้มองลึกเข้าไปในตาของเขา เผื่อจะเห็นตัวตนที่เขาไม่อยากให้เห็น เห็นมุมมองแย่ๆ ที่เขาเก็บซ่อนมันไว้ ไม่ใช่มุมอบอุ่น สุภาพแบบที่เขากำลังทำมันต่อหน้าเธอ 

“ผมช่วยเป็นคู่ซ้อมให้ฟ่างได้นะ เผื่อฟ่างอยากทำการบ้าน อยากลองซ้อมบท ผมไม่เก่งเท่าไหร่ แต่ดูแล้วคอมเมนต์ให้ได้นะครับ” ทั้งน้ำเสียงและคำพูดพลอยทำให้ยิ้มตาม

“เกรงใจคุณค่ะ ฟ่างแค่ลองนึกภาพและเดาเล่นๆ ในหัวเฉยๆ” ตากลมโตกระพริบถี่ขึ้น มองเขาที่พยักหน้ารับเบาๆ 

“โอเคครับ แต่ถ้ามีอะไรให้ผมช่วยฟ่างต้องบอกผมนะ ไม่อนุญาตให้เกรงใจนะครับ” 

“ค่ะ” อลันยิ้มบางๆ ก่อนจะผละตัวออกห่างเล็กน้อย จัดแจงอาหารมื้อค่ำบนโต๊ะด้วยความตั้งใจ

“คืนนี้ผมมีงานที่ต้องทำนะครับ”

“ทำงานตอนกลางคืนเหรอคะ” 

“ครับ ฟ่างอยู่คนเดียวได้ไหม หรืออยากให้ผมทิ้งลูกน้องให้เฝ้าหน้าห้องเผื่อมีอะไรฉุกเฉินดีครับ ฟ่างกลัวไหม”

“ไม่เป็นไรค่ะ ว่าแต่… ทำไมถึงทำงานตอนกลางคืนล่ะคะ บอกได้ไหมว่าทำงานอะไร” 

“ผมทำธุรกิจหลายอย่างครับ ส่วนมากก็งานกลางคืนทั้งนั้น” 

“บอกได้ไหมคะ” เสียงหวานที่ถามย้ำส่งผลให้อลันหันมองทันที

“ก็พวกผับ สถานที่ท่องเที่ยวในเวลากลางคืน อะไรประมาณนี้ครับ” 

“อ๋อ…” ดาราสาวลากเสียงยาวพร้อมกับพยักหน้ารับ 

“อยากไปด้วยไหมครับ? แต่ผมว่าฟ่างต้องไม่อยากไปด้วยแน่ๆ เพราะกลัวเป็นข่าวใช่ไหมครับ” 

“ค่ะ ไปในสถานที่แบบนั้นต้องเจอคนเยอะมาก ช่วงนี้ฟ่างอยากอยู่เงียบๆ ไม่อยากเป็นข่าวน่ะค่ะ” ลมหายใจอุ่นๆ ถูกพ่นออกมาด้วยความโล่งใจ

ในขณะที่เธอกำลังคิดอยู่ว่าจะบอกกับเขาแบบไหนเรื่องที่คุยกับแองจี้ไว้ ยอมรับว่าเธอไม่กล้าพูดตรงๆ ไม่กล้าบอกเขาต่อหน้า แต่พอรู้ว่าเขาต้องออกไปทำงาน บางทีเธออาจจะใช้โอกาสนั้นบอกเขาผ่านข้อความหรือโทรศัพท์แทน 

“งั้นถ้างานเสร็จเรียบร้อย ผมจะรีบกลับมาหาคนเก่งของผมดีไหมครับ” 

“ไม่ต้องเร่งก็ได้นะคะ ทำงานของคุณให้เสร็จก่อนแล้วค่อยกลับก็ได้ค่ะ” 

“ถ้ามีอะไรโทรหาผมนะครับ โทรได้ตลอดเวลาเลย ผมจะรับสายฟ่างทันที”

“ค่ะ งั้นฟ่างตักข้าวให้นะคะ วันนี้ทำงานเหนื่อย มีเวลาทานข้าวแค่นิดเดียวเองค่ะ” คนตัวเล็กกว่าพยายามชวนคุยเพื่อไม่ให้สถานการณ์มันกลายเป็นความอึดอัดมากเกินไป เธอไม่ชอบเสี่ยงกับอะไรที่มันอันตรายมากเกินไปอยู่แล้ว อะไรเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง ลดแรงปะทะให้ได้มากที่สุดเห็นว่าจะดี

@โกดังสินค้า

เสียงรองเท้าหนังกระทบกับพื้นกระเบื้องขณะเดินเข้ามาในโกดังเพื่อเช็กสินค้าก่อนส่งออก

“มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า” หันไปถามลูกน้องคนสนิทด้วยสีหน้าเรียบเฉย ต่างจากตอนอยู่กับใครอีกคนที่เขาเก็บเธอไว้ในเพนท์เฮาส์หรูอย่างชัดเจน

“คนของเรากำลังประเมินสถานการณ์อยู่ครับ ทางนั้นมันเงียบจนผิดวิสัยไปเลย” 

“เตรียมคนของเราให้พร้อม มันเล่นสกปรกแน่ๆ สันดานคนขี้แพ้อย่างพวกมัน” มาเฟียหนุ่มขบกรามจนเป็นสันนูน เข้าใจว่าการทำธุรกิจมักเคียงคู่มากับการมีคู่แข่ง และมักจะมีคู่แข่งที่ชอบเล่นสกปรกอยู่เสมอ 

เขาเจอมาโดยตลอด และพร้อมรับมือตลอดเช่นกัน! 

“เฮียเลอร์บอกว่าของล็อตนี้ไม่ต้องกระจายไปหลายส่วนครับ อาวุธพวกนี้จะถูกส่งเข้าคลังของคุณวิลทั้งหมดเลย” 

“ดี! รีบเข้าไปเช็กให้เรียบร้อย อย่าให้เกิดปัญหาเด็ดขาด” 

“ครับนาย” แซมรับคำก่อนจะหันไปออกคำสั่งกับลูกน้องที่ติดตามให้แยกกันทำงาน 

อลันไม่เคยทำงานพลาด ไม่เคยปล่อยให้ทุกอย่างมันผ่านไปโดยไร้ซึ่งการตรวจสอบ คนอย่างเขามีแต่คำว่าสมบูรณ์แบบเต็มไปหมด ไม่ชอบคำว่าพลาด ทุกอย่างต้องดีเท่านั้น 

ลูกน้องของมาเฟียเปิดลังเก็บอาวุธก่อนที่อลันจะหยิบขึ้นมาเช็กของอย่างใจเย็น เพราะมูลค่าการซื้อขายแต่ละล็อตราคาหลักร้อยล้าน พวกเขาจึงต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง 

“คุณวิลชอบของที่เราส่งไปรอบที่แล้วมากเลยนะครับ ไม่มีตำหนิเลย รอบนี้น่าจะรู้สึกดีกว่ารอบเดิมด้วย เฮียเลอร์บอกไว้แล้วว่าของดีๆ ทั้งนั้น” 

“สั่งคนเฝ้าโกดังเพิ่มด้วย ยิ่งคาลวิลหันมาทำธุรกิจกับเราแบบเต็มตัว อีกฝ่ายก็ยิ่งไม่พอใจ” 

“เฮียลันไม่ต้องห่วงเลยครับ คนของเราพร้อมแล้ว คนของเฮียเลอร์ก็คอยจับตาดูช่วยอีกแรง”

“ดี” ดวงตาคมกริบกวาดมองขณะเช็กอาวุธในมือ เป็นจังหวะที่โทรศัพท์มือถือมีสายเข้าแทรกเข้ามาพอดี 

ครืด~ ครืด~ 

คิ้วดกเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันได้ล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าเพราะอีกฝ่ายเพียงแค่กดโทรออกแล้ววาง จากนั้นก็มีข้อความเด้งเข้ามาแทน 

‘…ฟ่างมีงานที่ต่างจังหวัดประมาณสามสี่วัน จำเป็นต้องออกเดินทางคืนนี้เลย ตอนแรกฟ่างจะบอกลันแล้ว แต่ลันติดงาน ฟ่างเกรงใจ อีกสี่วันเจอกันนะคะ’ 

ดวงตาคมกริบไล่ไปตามตัวอักษรบนข้อความพร้อมกับลิ้นสากที่ดันเข้าหากระพุ้งแก้ม ใบหน้าหล่อเหลาแสดงความไม่สบอารมณ์ออกมาทันที

ร่างสูงกระชากตัวออกมาจากจุดที่ยืนพลางต่อสายหาคนที่โทรหาเขาก่อนหน้า ทว่าปลายสายกลับติดต่อไม่ได้ มาเฟียหนุ่มเค้นเสียงในลำคอออกมาทันที

“…ฟ่างไม่น่ารักกับผมเลย” 

@อีกด้าน 

“…เราไปกันหลายคนเหรอคะ” ข้าวฟ่างกวาดสายตามองคนอื่นๆ ที่มารวมตัวกันก่อนจะหันมองผู้จัดการส่วนตัวเป็นเชิงตั้งคำถาม 

แองจี้ไม่บอกล่วงหน้าว่ามีคนอื่นไปด้วย เข้าใจว่าหลังปิดกล้องเลยอาจจะพอมีเวลาว่างแองจี้เลยเห็นใจเธอในเรื่องที่เธอกำลังเผชิญเลยอยากพาเธอออกมาจากจุดนั้น หรือมันไม่เป็นความจริง!

“คืองี้ค่ะน้องฟ่าง คือน้องอันนากับเพื่อนๆ ช่วงนี้ก็ว่างๆ เหมือนกัน อยากออกไปเปิดหูเปิดตา พักผ่อนก่อนกลับมาเริ่มงานใหม่น่ะค่ะ น้องฟ่างโอเคไหม ขอโทษด้วยนะคะที่พี่แองจี้ไม่ได้แจ้งล่วงหน้า” คนถูกกล่าวคำขอโทษถอนลมหายใจออกมาเบาๆ

“ไม่เป็นไรค่ะ แต่พี่พักฟ่างขอเลือกเองตอนไปถึงนะคะ” 

“หยิ่งนะ คิดว่าฉันจะไปรบกวนเธอหรือไง” ดาราสายอาชีพเดียวกัน ผู้จัดการส่วนตัวคนเดียวกันกอดอกกระแนะกระแหนโดยที่แขนถูกดึงด้วยมือของอีกคน

“เงียบเลยนะยัยอัน ไปพักผ่อนนะ ไม่ได้ไปมีเรื่อง” 

“พี่แองจี้เข้าข้างคนอื่นมากเกินไปหรือเปล่า ช่วงนี้นางฮอตงั้นเหรอเลยประคบประหงมนักหนา”

“นี่เธอ!” 

“เอาล่ะๆ อย่าทะเลาะกันเลยนะคะ ทั้งน้องฟ่างและน้องอันเป็นคนที่พี่ต้องดูแลด้วยกันทั้งคู่เลย อย่ามีปัญหากันเลยนะคะพี่ขอร้องนะ น้องฟ่าง พี่ขอนะคะ” แองจี้คว้ามือคนที่กำลังคุยด้วยมาจับเอาไว้หลวมๆ รู้ว่าทำยังไงข้าวฟ่างจะใจอ่อนจะยอมเชื่อฟังเธอ 

“ฟ่างไม่ยุ่งกับใคร คนอื่นก็แค่ไม่มายุ่งกับฟ่างก็พอค่ะ” 

“มากันครบแล้วเหรอครับ รอนานไหมครับ” เสียงผู้มาใหม่ดังขึ้นในตอนที่สถานการณ์ตรงนี้กำลังจะสงบ หนุ่มหล่อดีกรีพระเอกหน้าใหม่ปรากฏตัวพร้อมกลิ่นน้ำหอมที่ฟุ้งไปทั่วบริเวณ

“สวัสดีครับฟ่าง ดีใจนะที่จะได้ไปพักผ่อนที่เดียวกันเลย” แชมป์ คนที่เคยร่วมงานกันยิ้มให้เธออย่างเป็นมิตร รอยยิ้มออกจะมีความหมายและตั้งใจสื่ออะไรบางอย่าง แตกต่างจากตอนที่เราเคยเจอกันทั่วไป 

“แชมป์ก็ไปด้วยเหรอ?”

“ครับ พอดีเรามีงานแถวนั้นด้วย ก็เห็นว่าเป็นคนกันเองทั้งนั้นเลยคิดว่าไปพร้อมกันก็ได้”

“อันกับเพื่อนๆ ไม่มีปัญหานะคะ ไปกันหลายๆ คนมันก็สนุกดีอยู่แล้ว งานนี้เหมือนว่าคนที่มีปัญหาจะไม่ใช่อันนะคะพี่แองจี้ พี่แองจี้คุยกับเด็กของพี่เองละกันนะคะ เหมือนจะเรื่องมากใช่ย่อยเลย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป