บทที่ 12 ค่อยสมกับเป็นการมาสวมร่างหน่อย [1]

“รั่วอี้ลูกทำอะไรอยู่หรือ”เพราะบรรยากาศและท่าทางที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันเจียงเค่อหนิงจึงปฏิบัติตัวกับนางด้วยความระมัดระวังมากขึ้น สรรพนามยามเรียกขานก็ไม่ห่างเหินเหมือนเมื่อก่อนที่เขาทำเช่นนี้ไม่ใช่เพียงแค่รู้สึกผิดที่ละเลยอาการบาดเจ็บของบุตรสาว แต่ยังมีความรู้สึกอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เมื่อก่อนเวลาเขามองเจียงรั่วอี้มักจะรู้สึกไม่ดีเสมอ เหมือนเด็กสาวตรงหน้าไม่ใช่บุตรสาวของตนแต่เป็นใครก็ไม่รู้มาอาศัยอยู่ในร่างกายนาง เวลามองจึงเกิดความรู้สึกต่อต้านไม่อยากเข้าใกล้

ทว่านับตั้งแต่นางตื่นขึ้นมาจนถึงวันนี้ความรู้สึกเหล่านั้นได้หายไปแล้วราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แถมในใจยังรู้สึกเป็นห่วงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนด้วย

“ข้ากำลังศึกษาโอสถและพืชวิญญาณที่ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของพี่ใหญ่อยู่เจ้าค่ะ”

เจียงเค่อหนิงหันสายตามองคนบนเตียงดึงสายตากลับมามองบุตรสาวที่หลายวันมานี้ขลุกตัวอยู่ในห้องบุตรชาย คอยดูแลเช็ดตัวป้อนโอสถไม่ออกไปเที่ยวสร้างเรื่องที่ไหนเหมือนเมื่อก่อน

เจียงรั่วอี้สงบลงมากจนน่าประหลาดใจมิหนำซ้ำยังใจเย็นและพูดคุยด้วยง่าย ถามอะไรก็ตอบชัดเจนไม่ชักสีหน้าหงุดหงิดใส่ทุกครั้งเหมือนที่ผ่านมา

“ไม่ใช่ว่าลูกไม่ชอบเรียนเรื่องพวกนี้หรือ ?”

หนังสือในมือถูกวางลงบนโต๊ะ หันมองบิดา

“ลูกบอกแล้วว่าจะหาทางแก้ไขปัญหาของตระกูลรวมถึงรับผิดชอบพี่ใหญ่ นิสัยไม่เอาไหนอย่างเมื่อก่อนถึงเวลาต้องทิ้งมันไปแล้วเจ้าค่ะ”

ถ้ายังทำนิสัยเหมือนเมื่อก่อนจุดจบของเธอคงไม่ต่างจากเจ้าของร่าง เจียงรั่วอี้ไม่อยากตายยังอยากมีชีวิตอยู่ แล้วทำอย่างไรชีวิตถึงจะดี ? ก็ต้องหาทางแก้ไขปัญหาตระกูลทำให้ตระกูลมั่นคงขึ้น

ส่วนขั้นตอนต่าง ๆ ที่จะสามารถทำให้ไปถึงเป้าหมายนั้นได้คงต้องค่อย ๆ หาทางไปเรื่อย ๆ

ตระกูลเจียงขึ้นชื่อเรื่องหลอมโอสถ ลูกหลานที่เกิดมาพร้อมความสามารถในการหลอมโอสถเก้าในสิบจะเป็นนักหลอมโอสถระดับสูง แต่น่าเสียดายที่ตลอดหลายปีมานี้นอกจากเจียงคั่งหยูที่นอนหลับไม่ได้สติลูกหลานคนอื่น ๆ ล้วนเกิดขึ้นมาเป็นผู้ฝึกปราณ

ด้วยเหตุนี้กิจการหลักของตระกูลที่ขายโอสถเป็นหลักจึงไม่มั่นคงทำให้ตระกูลเจียงตกต่ำลงเรื่อย ๆ

ขาดทั้งนักหลอมโอสถเก่ง ๆ และนักหลอมโอสถรุ่นใหม่ สัญลักษณ์ของตระกูลจึงค่อย ๆ ถูกลบเลือน ไม่เหมือนสามตระกูลที่เหลือลูกหลานของพวกเขาล้วนเกิดมามีความสามารถที่เป็นสัญลักษณ์ของตระกูลกันทั้งนั้น

คิดมาถึงตรงนี้เจียงรั่วอี้พลันนึกอะไรบางอย่างได้

เจ้าของร่างฝึกปราณไม่ได้ หลอมโอสถก็ไม่ได้ นั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่นางกลายเป็นคนชั่วร้ายเพราะอิจฉาริษยาที่ทุกคนรอบตัวต่างมีความสามารถแต่ตนเองกลับไม่มีความสามารถใดเลย จึงมักจะได้รับสายตาดูถูกเหยียดหยามซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เจียงรั่วอี้คนก่อนกลายเป็นคนร้ายกาจ แต่เธอตอนนี้ไม่ใช่ในร่างกายนี้มีจิตวิญญาณใหม่เข้ามาแล้ว

ในเมื่อจิตวิญญาณเปลี่ยนไปแล้วความสามารถที่ปรากฏออกมาก็ควรจะเปลี่ยนไปด้วยไม่ใช่เหรอ ?!

คิดได้ดังนั้นเจียงรั่วอี้จึงลุกพรวดยืนขึ้นตบโต๊ะ หันมองเจียงเค่อหนิง

“ท่านพ่อลูกขอยืมใช้หินปลูกพลังสักก้อนได้ไหมเจ้าคะ”

“ลูกอยากได้หินปลุกพลังไปทำไม ไม่ใช่ว่าลูก...”พูดมาถึงตรงนี้เจียงเค่อหนิงก็ไม่พูดต่อแล้ว ชายวัยกลางคนสบสายตาอ้อนวอนจริงจังของบุตรสาวพยักหน้าขึ้นลง

“ได้พ่อจะบอกให้คนไปนำมาให้”

“ไม่ได้เจ้าค่ะ ท่านพ่อต้องเป็นคนไปนำมาให้ลูกและห้ามให้ใครรู้เรื่องที่ลูกคิดจะปลุกพลังอีกครั้งเด็ดขาด!”

“...”ผู้นำตระกูลไม่เข้าใจเหตุใดบุตรสาวถึงต้องทำเรื่องให้มีลับลมคมในขนาดนี้ แต่เห็นแก่ความตั้งใจจริงของนางตลอดสองสามวันที่ผ่านมาเจียงเค่อหนิงจึงพยักหน้าและออกจากห้องไป

เจียงรั่วอี้ทรุดนั่งบนเก้าอี้หันสายตามองเจียงเฟยหยาที่ยังไม่ตื่นทั้งที่ผ่านมาสามวันแล้ว

เหลือเวลาอีกเพียงสองวัน ถ้าภายในสองวันนี้เขายังไม่ตื่น สองตระกูลนั้นคงมีเรื่องให้พูดคุยสนุกปาก

เห้อ...แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว จุดจบของตระกูลเจียงที่ถูกกำหนดไว้แล้วเธอจะสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้จริง ๆ ใช่ไหม

หญิงสาวทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้เงยหน้ามองหลังคาบ้าน ถอนหายใจยาว“พระเจ้าในเมื่อท่านส่งฉันมาในร่างนี้ ท่านก็ควรจะช่วยอะไรสักอย่างสองอย่างบ้างไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่ปล่อยให้ฉันต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป