บทที่ 12 ดูๆไปเธอก็2
ทั้งรามและริศานั่งทานอาหารกันไปโดยที่ไม่มีใครพูดหรือชวนคุยอะไรออกมา จนกระทั่งทั้งคู่ทานอิ่มแล้ว รามจึงได้ขับรถพาเธอมาส่งถึงหน้าหอพัก
“ขอบคุณนะคะที่มาส่งริศา” เธอหันบอกกับคนหน้านิ่งพลางจะเปิดประตูจะลงจากรถ
“เดี๋ยว” ทว่ารามก็เอื้อมมือคว้าแขนเล็กเธอไว้ ริศาจึงมองดูมือแกร่งที่จับเธอไว้อยู่นั้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวผิดปกติ
“คะ”
“พรุ่งนี้เธอว่างกี่โมง”
“พี่รามมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ฉันถามให้เธอตอบ ไม่ใช่ให้ถามกลับ” คนขี้หงุดหงิดยังคงชอบทำหน้าดุใส่เธอ
“พรุ่งนี้ริศาไม่มีเรียนค่ะ”
“งั้นตอนบ่ายฉันมารับ”
“…?…” คำพูดของเขาทำเอาใบหน้าสวยของเธองุนงงไปหมด ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่อยู่ๆเขาก็มาบอกกับเธอแบบนี้ทั้งที่ก่อนนั้น แม้แต่หน้าเธอเขายังไม่ค่อยอยากจะมอง
“ฉันจะมารับไปกินข้าวที่บ้าน”
“ทำไมอยู่ๆพี่…”
“ไม่ต้องถามมาก บ่ายสามพรุ่งนี้เตรียมตัวไว้แล้วกัน”
“ค่ะๆ” ริศาจำต้องพยักหน้าหงึกหงักทั้งที่ยังไม่เข้าใจคู่หมั้นหนุ่มของตัวเองแต่ก็ไม่อยากถามอะไรมาก
“แล้วก็เอาโทรศัพท์เธอมา”
“หือ?”
“งงอะไรของเธอ เอาโทรศัพท์เธอมาต่อไปนี้ฉันจะติดต่อกับเธอเอง ไม่ต้องรอให้แม่เธอหรือแม่ฉันนัดให้ แล้วก็ไม่ต้องถามอะไรต่อด้วยฉันขี้เกลียดอธิบาย”
“ค่ะ…เข้าใจแล้วค่ะ” ไม่รอให้อีกคนหงุดหงิดไปกว่านี้ริศาก็ควักมือถือที่อยู่ในกระเป๋าสะพายยื่นส่งให้ทันที เขาจึงรับไปกรอกเบอร์ติดต่อตัวเองลงไปแล้วกดโทรออก พอมีเสียงเรียกเข้าดังที่เครื่องของเขาก็กดวางสายและส่งกลับคืน
“พรุ่งนี้เดี๋ยวฉันโทรหา” เขาบอกกับเธอด้วยเสียงราบเรียบเหมือนเช่นเคยแต่สายตากลับกวาดมองเธอไปทั่วใบหน้าอย่างที่ไม่เคยมองมาก่อน ซึ่งปกติเขาแทบจะไม่อยากมองหน้าเธอเลยตั้งแต่แม่ของเขาจะให้หมั้นกัน พอหมั้นกันแล้วก็ยิ่งแล้วใหญ่แม้แต่จะคุยด้วยยังไม่อยากคุย
“ดูๆไปเธอก็…” รามยังคงจ้องมองที่ใบหน้าของเธอแต่ที่มากกว่านั้นคือเขาโน้มตัวเองลงมาใกล้เธอเรื่อยๆ จนทำให้ริศานั่งเกร็งตัวแข็งไปหมดไม่กล้าที่จะขยับแม้แต่นิดเดียว
“พะ…พี่ราม”
“ทำไมถึงยอมหมั้นกับฉัน” ปากหนาเอ่ยถามในขณะที่ยังคงขยับเข้ามาใกล้ๆจนปลายจมูกชิดกัน ลมหายใจอุ่นๆที่รินลดลงมายังใบหน้าสวยยิ่งทำให้คนตัวเล็กหัวใจเต้นแรงจนมันแทบจะกระเด็นหลุดออกมาเสียให้ได้
“…”
“ตอบ” เขายังคงเค้นเอาคำตอบ
“คือ…เอ่อ…เพราะป้ากนกมีพระคุณกับริศาค่ะ” เธอตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสั่นๆเพราะความตื่นเต้นที่ถูกเขาเอาหน้าเข้ามาใกล้มากขนาดนี้ มันใกล้กว่าตอนที่อยู่ในร้านเหล้าวันนั้นเสียอีก
“ถ้าแค่นั้นแล้วทำไมต้องใจเต้นแรง” ชายหนุ่มยังคงเอ่ยถามในสิ่งที่อยากรู้คล้ายอยากจะต้อนให้เธอจนมุมเพื่ออะไรสักอย่าง
“เปล่านะคะ ริศาไม่ได้ใจเต้นแรงสักหน่อย”
“งั้นเหรอ แล้วนี่อะไร”
“พี่ราม!” เธอเผลอเรียกชื่ออีกคนเสียงดังด้วยความตกใจเพราะเขาเล่นเอามือตัวเองมาวางไว้ตรงอกข้างซ้ายของเธอ และด้วยความใหญ่ของมือหนาทำให้บางส่วนเฉียดโดนที่เนินอกนุ่ม ไม่เพียงแค่นั้นเขายังใช้มืออีกข้างตวัดโอบรอบเอวบางของเธอไว้อีกด้วย
“ปล่อยริศาก่อนค่ะพี่ราม” มือเล็กพยายามดันเขาให้ออกห่าง
“ทำไมล่ะ เป็นคู่หมั้นกันไม่ใช่เหรอ”
“ก็ใช่ค่ะ แต่…”
“มีแต่คนบอกให้ฉันลองเปิดใจให้เธอ”
“…”
“ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าเธอมีดีอะไร พวกนั้นถึงเชียร์เธอนัก”
“…”
“แต่ที่แน่ๆ ฉันก็ว่ากลิ่นตัวเธอก็หอมดี” รามใช้ปลายจมูกของตัวเองแตะลงที่แก้มนวลของเธอเบาๆ ทำให้คนตัวเล็กที่นั่งตัวสั่นอยู่ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจออกมาแรงๆ ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวราวกับว่ามีไข้ขึ้นสูง อาการวูบไปวูบมาคล้ายจะเป็นลมให้ได้ เธอต้องตายแน่ๆถ้าหากว่ายังถูกเขาแกล้งอยู่แบบนี้ แต่ก่อนที่เธอจะเป็นลมลงไปจริงๆนั้น…
“ลงไปได้แล้ว”
“คะ?” คนที่ถูกเหมือนกระชากความรู้สึกไปกระชากความรู้สึกมามึนงงไปหมด
“จะไม่ขึ้นห้องตัวเองไปหรือไง”
“อะ อ๋อค่ะ ไปแล้วค่ะ” ริศาพยายามควบคุมสติตัวเองที่เตลิดไปไกลพอสมควรให้กลับมาเข้าที่และรีบเปิดประตูรถลงไป คนตัวเล็กไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองเขาอีกครั้งเพราะกลัวว่าเขาจะเห็นหน้าแดงๆที่เขินอายของเธอ จึงรีบเร่งฝีเท้าเข้าไปในหอพักให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
“หึ!” รามที่นั่งมองท่าทางเหล่านั้นอยู่ในรถก็รู้สึกชอบใจอย่างบอกไม่ถูก ปกติเวลาเห็นเธอพูดคุยกับแม่เขาหรือคนในครอบครัวของเขา เขาเองก็จะรู้สึกว่าท่าทางเธอมันช่างติ๋มๆหงิมๆจนหน้ารำคาญ แต่พอได้มาลองพูดคุยกับเธอแบบจริงจังดูบ้างมันก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้นในความรู้สึกของเขา จะมีหงุดหงิดบ้างก็ตรงที่เธอชอบให้เขาทวนคำพูดตัวเองบ่อยๆ
รามนั่งมองริศาอยู่ในรถสักพักจนกระทั่งคนตัวเล็กเดินหายเข้าไปในหอพักแล้วนั้น เขาจึงได้ขับรถกลับออกไป
