บทที่ 1 ว่าที่คู่หมั้นคือคนที่ฉันมี ONS ด้วย

สายโทรออก…

[พ่อ]

“ขิมมาถึงแล้วค่ะ พ่ออยู่โต๊ะไหนคะ เดี๋ยวขิมเข้าไป”

(รออยู่หน้าร้านนั่นแหละลูก เดี๋ยวพ่อออกไปรับ)

“ได้ค่ะ ขิมจะรอ”

วางสาย

เมื่อมือบางกดตัดสายไป หญิงสาวที่เคยยิ้มแย้มจนเกินเบอร์ก่อนหน้าก็หุบยิ้มลงกะทันหัน รอยยิ้มที่เคยสดใสกลายเป็นยิ้มเหยียดที่มุมปากสวยแทบจะทันที

“นัดดูตัวอย่างนั้นเหรอ คอยดูนะ!! แม่จะแกล้งบ้าให้หลุดโลกไปเลย”

ขิม หรือ เพลงขิม นรียา ธัญญสิรี เจ้าของเรือนร่างระหงในชุดเดรสรัดติ้วสีดำและผมสีแดงเพลิงที่เพิ่งทำมาใหม่ เธอสบถออกมาด้วยความหงุดหงิดอย่างมากที่ไม่สามารถหลบเลี่ยงการดูตัวได้ ซึ่งแน่นอนว่าเธอไม่เต็มใจ ก่อนหน้านี้หญิงสาวทั้งอ้อนวอน ขอร้อง หรือแม้แต่หาเรื่องมาข่มขู่แล้วก็ตาม ผู้เป็นพ่อก็ยังยืนกรานให้เธอมาดูตัวกับตระกูลธนัทพรภวิษย์อยู่ดี

ถึงเธอจะไม่ใช่คนที่ใส่ใจอะไรรอบตัวนัก แต่เธอก็รู้จักตระกูลนี้ดีพอสมควร เพราะพวกเขาคือเจ้านายของพ่อเธอเอง เจ้านายที่พ่อเธอทำงานให้ไม่ต่ำกว่าสิบปีแล้ว บริษัทของพวกเขาก็ใหญ่โต มีเงินทองล้นหลาม รวยเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย มิหนำซ้ำลูกชายกับลูกสาวของเขายังถูกขนานนามว่าเป็นบุคคลที่หน้าตาดีมาก เธอเองเคยเจอกับลูกสาวของพวกเขาแล้ว และก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับคนเหล่านั้นว่าคุณหนูออโรร่าทั้งสวยทั้งฉลาด ในยามที่ต้องดูแลงานแทนครอบครัวเธอก็มุ่งมั่น ตั้งใจเต็มที่ สมกับเป็นลูกสาวของตระกูลนี้มากจริง ๆ แต่กับตัวลูกชายนั้นเธอไม่เคยเห็นเลยแม้แต่เงา ทั้งที่เธอไปบริษัทของพวกเขาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว เห็นทีจะเป็นพวกไม่เอาไหนหรือเปล่าก็ไม่รู้ พ่อแม่ถึงได้จับมาดูตัวแบบนี้

และแม้สรรพคุณของตระกูลนี้จะน่าถวายตัวให้สักแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะทำให้เธออยากแต่งงานด้วยสักหน่อย! ใครจะอยากอยู่กินกับคนที่เราไม่รู้ตื้นลึกหนาบางบ้าง ไม่รู้จักตัวตนของกันและกันสักนิด เอาง่าย ๆ แค่ชื่อแทนตัวนี่ยังไม่รู้เลย อีกอย่างเธอยังเรียนไม่จบเลยด้วยซ้ำ ยังมีอะไรที่อยากทำอีกตั้งมากมาย

เดิมทีเพลงขิมไม่ใช่ผู้หญิงที่ชอบแต่งตัวจัดจ้านอย่างเช่นวันนี้ หน้าตาสะสวยแต่ไม่ค่อยถูกเติมแต่งด้วยเครื่องสำอาง ผมยาวสยายสีดำธรรมชาติ ยิ่งการแต่งตัวบอกเลยว่าชุดรัดรูปขนาดนี้ รองเท้าส้นสูงปรี๊ดแบบนี้ เธอไม่มีวันเลือกซื้อและหยิบมาใส่อย่างแน่นอน

การใช้ชีวิตส่วนใหญ่ของเธอก็อยู่กับการทำงานพาร์ตไทม์ อันที่จริงเท่าที่พอจะรู้มาคือเธอเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับลูกชายของตระกูลนี้ด้วย ตัวเธอเองเป็นนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจปีสอง แต่เธอไม่ค่อยเข้าเรียนเท่าไรนัก จะเข้าก็ต่อเมื่อมีงานให้เก็บคะแนนและวันสอบเท่านั้น ผลการเรียนของเธอจึงอยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่แย่แต่ก็ไม่ได้ดีมาก ชีวิตวนลูปแบบนี้ทุกวัน ไม่ได้น่าสนใจอะไร จนวันนี้เธอเองก็เกิดสงสัยว่าเพราะอะไรตระกูลธนัทพรภวิษย์จึงอยากได้เธอไปเป็นลูกสะใภ้นักหนา ยิ่งไปกว่านั้นคือพ่อแท้ ๆ ของเธอเองที่กลับยกลูกสาวใส่พานถวายด้วยความเต็มใจ เหลือจะเชื่อมาก!!

“เพลงขิม!!”

เสียงเรียกในโทนเข้มดุดัน พร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยับจากความเคร่งเครียดเริ่มกวาดสายตามองลูกสาวคนเดียวของตนแบบหัวจรดเท้าทันทีที่ได้พบกัน

“ทำไมลูกถึงแต่งตัวไม่ให้เกียรติเจ้านายของพ่อแบบนี้ แล้วผมสีแดงนั่นทำมาได้ยังไง ตายแล้ว โอยย”

ก็ตั้งใจแต่งมาเพื่อให้ทุกคนล้มเลิกความคิดไปไงล่ะ มาคลุมถุงชนกันแบบนี้ได้เหรอ นี่มันสมัยไหนแล้ว!!

“ขิมแต่งตัวแบบนี้แล้วมันจะเป็นอะไรไป ยังไงครอบครัวนี้คงไม่มองคนแค่ภายนอกหรอกใช่ไหมคะ”

หญิงสาวฉีกยิ้มกว้าง ส่วนผู้เป็นพ่อลมแทบจับเมื่อเห็นลูกสาวตนเองแต่งตัวเกินงามมาพบกับคนสำคัญ และต้องพูดคุยเรื่องสำคัญในวันนี้ แต่เวลาไม่คอยท่า ไม่มีเวลาให้เธอเปลี่ยนแปลงอะไรได้ทัน ในเมื่อทุกคนอยู่ภายในร้านจนหมดแล้ว แม้จะขาดก็แต่ตัวลูกชายของตระกูลนี้ก็เถอะ เขาจะปล่อยให้เพลงขิมทิ้งให้ผู้ใหญ่รอนานกว่านี้ไม่ได้

สองพ่อลูกพากันเดินเข้ามาภายในร้าน จนกระทั่งถึงโต๊ะที่มีสามีภรรยาคู่หนึ่งนั่งอยู่ หน้าตาของพวกเขาดูใจดีมาก รับไหว้เธอด้วยรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นและอ่อนโยนจนเธอรู้สึกได้ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกมากพอที่จะทำให้เธอละทิ้งความตั้งใจของตัวเองในวันนี้

“วู้วว!! หนุ่มน้อย พี่ขอเมนูอาหารหน่อยจ้ะ” เพลงขิมตะโกนเสียงดังพอให้พนักงานเสิร์ฟที่อยู่แถวนั้นได้ยิน อากัปกิริยาของเธอในตอนนี้ทำเอาทั้งโต๊ะเหวอกันไปหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งพ่อของเธอเอง

“อุ๊ย อันนี้น่ากินมาก ขอชิกเก้นกอร์ดอนบลิว (Chicken Cordon Bleu) หนึ่งที่แล้วกัน”

“เอ่อ กอร์ดองเบลอจ้ะหนูขิม” คู่สามีภรรยามองหน้ากันไปมา ก่อนจะเป็นภรรยาที่ช่วยพูดแก้ชื่อเมนูให้กับเพลงขิมที่แกล้งอ่านเมนูอาหารผิด ทั้งที่เธอไม่ได้แย่เลยเรื่องการเรียนภาษา

“กลัวไม่อิ่มค่ะ งั้นขอราตาตูลเล่ (Ratatouille) อีกที่จ้ะ”

“ราตาตุยจ้ะ”

“ขอบคุณค่ะคุณน้า” เพลงขิมฉีกยิ้มกว้างเกินจริงอีกครั้ง แต่กลับได้รอยยิ้มเอ็นดูจากผู้เป็นพ่อและแม่ของคนที่เธอต้องแต่งงานด้วยตอบกลับมา ความใจดีนั่นทำให้เธอชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่คิดหยุดการกระทำ และหันกลับไปสั่งน้องพนักงานเสิร์ฟคนเดิมอีกครั้ง

“เบียร์อีกหนึ่งขวดด้วยแล้วกัน”

“เพลงขิม!!”

พ่อของเธอที่นั่งเงียบมานานเพราะข่มความอาย และความรู้สึกผิดต่อเจ้านายของตนอยู่ก็ตวาดลั่นออกมาอย่างเหลืออด ลูกสาวของเขาสร้างเรื่องเกินไปแล้วจริง ๆ แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ต่อว่าอะไรเพิ่มเติม มือของเจ้านายก็แปะลงที่บ่าเบา ๆ พร้อมกับสีหน้าที่แสดงถึงความเข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดี

เพลงขิมที่เห็นอย่างนั้นก็สงบเสงี่ยมลงไปเล็กน้อย ภายในใจลึก ๆ เธอเองก็รู้สึกแย่ต่อทุกคน แต่เธอก็รับไม่ได้เช่นกันถ้าจะต้องแต่งงานกับใครที่เธอไม่เคยรู้จัก ต่อให้ใครจะขนานนามว่าเขาหล่ออย่างไร อยู่ในตระกูลผู้ลากมากดีแค่ไหน ถ้าไม่มีใจให้กันมันก็ไม่ควรจะเป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอ

หญิงสาวได้แต่นั่งมองพ่อของเธอขอโทษสองสามีภรรยาเป็นการใหญ่ แปลกใจที่ตัวเองแสดงกิริยาไม่เหมาะสมเป็นนานสองนาน แต่กลับไม่ทำให้เจ้านายของพ่อขุ่นเคืองใจ ซ้ำยังเอ็นดูเธอหนักขึ้นอีก จนเธอเริ่มขี้เกียจทำและตั้งใจไว้ว่าจะไปแกล้งบ้าตอนคู่ดูตัวมาแทน แต่จนแล้วจนเล่าผ่านไปเป็นชั่วโมง เขาคนนั้นก็ไม่มีวี่แววว่าจะมา ทุกคนในโต๊ะร้อนใจกันหมดยกเว้นเธอ คิดว่าอย่างน้อยก็มีคนเบี้ยวนัดแล้วล่ะ

“ตาเหนือนะตาเหนือ ป่านนี้ยังไม่มา ทำไมเสียมารยาทแบบนี้”

“ไม่เป็นไรครับคุณบุษบา คุณคณิณ” พ่อของหญิงสาวกล่าวต่อสองสามีภรรยาอย่างนอบน้อม ด้วยความรู้สึกผิดที่ลูกของตนเองก็เสียมารยาทไปไม่น้อยเช่นกัน

“ไม่เป็นไรได้ยังไงราเชนทร์ คุณคะ…โทรตามเจ้าลูกชายหน่อยสิ”

“ไม่ต้องตามแล้วล่ะคุณ เดินมานู่นแล้ว”

ทุกคนพร้อมใจกันหันไปมองรวมถึงเพลงขิมด้วยเช่นกัน

รองเท้าหนังสีดำมันวาวราคาแพงกำลังเดินตรงเข้ามา มองไล่ขึ้นไปที่ขายาว ๆ คู่นั้นภายในกางเกงชิโนสีเบจก็รู้เลยว่าชายคนนี้มีส่วนสูงที่มากขนาดไหน เสื้อยืดสีดำล้วนถูกคลุมทับด้วยเบลเซอร์สีดำเช่นกัน บ่งบอกให้เห็นถึงสไตล์การแต่งตัวที่ดีของเขา รับกับใบหน้าขาวเนียนที่แม้จะสวมแว่นดำก็ยังมีออร่าของความหล่อประกายออกมาชัดเจน

เพลงขิมหรี่ตามองคนตรงหน้าทันทีที่เขาเดินมาถึง เพราะผมสีเทาอมม่วงและความคุ้นเคยอะไรบางอย่างในตัวของเขาทำให้เธอเกิดสงสัย จนกระทั่งชายหนุ่มถอดแว่นตาออกถึงกับทำให้เธอตกใจ ดวงตาคู่สวยเบิกโพลง

นะ..นี่มันผู้ชายที่ฉันมีวันไนต์สแตนด์ด้วยเมื่อคืนก่อนนี่!!!

บทถัดไป