บทที่ 12 ลองต่อต้านดูสิ
“นายก็รู้นี่ว่าพ่อแม่ของนายรักฉันมากแค่ไหน พวกท่านต้องไม่ยอมกับเรื่องนี้แน่” เพลงขิมพูดก่อนจะปรายตาไปมองทางม่านไหม เพียงเสี้ยววินาทีที่เธอส่งสายตาเยาะเย้ยไปให้ เผื่อม่านไหมนั้นจะรู้ตัวขึ้นมาบ้างว่าใครกันแน่ที่อยู่เหนือกว่า ก่อนจะรีบปรับให้กลับมาเป็นท่าทีเสียใจตามปกติ
หนุ่ม ๆ ชาวแก๊งค์ที่ได้เห็นกิริยาของเธอชัดเจนทุกอย่าง ก็พากันรู้สึกสมน้ำหน้าเพื่อนของตนเองในใจ จนอยากจะปรบมือให้กับเพลงขิม พวกเขามีความคิดไปในทางเดียวกันหมดว่าเหมาะสมแล้วที่แสงเหนือนั้น จะถูกผู้หญิงเล่นงานกลับเสียบ้าง ถึงเขาจะไม่เต็มใจหมั้นหมาย แต่เขาก็ได้ตัดสินใจหมั้นลงไปแล้ว ตัวเพลงขิมเองก็ไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดเลวร้าย จนถึงขั้นต้องเกลียดและกระทำกันขนาดนี้ พวกเขารักเพื่อน แต่พวกเขาไม่ได้คิดเข้าข้างแสงเหนือในครั้งนี้เลยจริง ๆ
เพลงขิมวิ่งออกจากบริเวณนั้น พลางยกมือคอยปาดน้ำตาไปด้วย หลายคนที่ยืนดูเรื่องราวนี้มองเธออย่างสงสารและเห็นใจ ก่อนจะพากันทิ้งสายตารังเกียจไว้ให้กับม่านไหม แล้วก็แยกย้ายราวกับตลาดวายทันที
ภายในวันนั้นเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ดังกระฉ่อนไปทั่ว ถึงขั้นมีคนถ่ายคลิปลงเพจของมหาวิทยาลัยไว้ด้วย คอมเมนต์เป็นเอกฉันท์คือด่าม่านไหมจนยับ บ้างก็ขุดเรื่องเลว ๆ ของเธอออกมาแฉ จนเธอนั้นเสียหน้าอย่างถึงที่สุด
ไม่เพียงเท่านั้นที่ม่านไหมต้องเจอ ใครหลายคนมองเธอเปลี่ยนไปยังไม่เท่ากับแสงเหนือที่มองเธอไม่เหมือนเดิมจนเธอรู้สึกได้ เธอมั่นใจว่าต้นเหตุไม่ใช่เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ เนื่องจากแสงเหนือนั้นมีอาการเมินเฉยต่อเธอมาตั้งแต่เช้าแล้ว ที่เธอเข้าไปนั่งร่วมกลุ่มนั้นได้ก็เพราะพยายามทำหน้าให้หนาที่สุดเพื่อที่จะได้อยู่กับเขา ทั้งที่เขาแทบไม่พูดกับเธอเลยแม้แต่น้อย และหากให้เธอเดา เธอก็คิดว่าคงเป็นเพราะแสงเหนือไปช่วยเพลงขิมเมื่อคืน แม้เธอจะแปลกใจอยู่ที่ตอนแรกก็ดูว่าเขาจะเห็นด้วยกับการกระทำของเธอ แต่พอไปเห็นสภาพเพลงขิมแล้วนั้นกลับกลายเป็นโกรธเธออย่างนั้นเหรอ ถึงเธอจะไม่มั่นใจแต่ก็คงเป็นเหตุผลไหนไม่ได้อีก เมื่อเธอก็คิดอย่างถี่ถ้วนดีแล้ว
หลังจากเสร็จสิ้นวีรกรรมเด็ดดวง เพลงขิมเข้าเรียนช่วงบ่ายด้วยความโล่งใจที่ความแค้นของเธอนั้นได้ระบายออกมาแล้ว แม้ว่าแสงเหนือจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากมาย ด้วยความที่เขามีแฟนคลับอยู่เยอะพอสมควร แต่จากเหตุการณ์วันนี้เขาก็เสียหน้าไปไม่น้อย ส่วนม่านไหมก็ไม่ต่างจากนางร้ายในละคร ที่หากไปเดินตลาดก็อาจโดนเปลือกทุเรียนได้ เธอกลายเป็นจุดสนใจในด้านลบตั้งแต่ยังไม่ทันข้ามวัน
“แกนี่ก็สุดเนอะขิม ไปทำอะไรแบบนั้นไม่บอกพวกฉันสักคำ” เจตต์พูดถึงเรื่องราววันนี้ขึ้นมา ในขณะที่กำลังนั่งลงตรงโต๊ะใต้อาคารเรียน
อันที่จริงพวกเธอเลิกเรียนแล้ว และเตรียมตัวจะแยกย้ายกันกลับบ้าน แต่ว่ามีงานที่อาจารย์สั่งวันนี้ เลยจำเป็นต้องหาที่นั่งคุยเพื่อแบ่งงานกันก่อน เพลงขิมเองที่ก็มีเวลาว่างเยอะกว่าทุกวันเพราะถูกไล่ออกจากงานที่ทำ จึงไม่ได้ปัญหาอะไรที่จะต้องใช้เวลาอย่างเร่งรีบอีก
“ขืนชวนพวกแกไปด้วย ภาพที่ออกมาจะได้กลายเป็นฉันไปหาเรื่องพวกนั้นน่ะสิ”
“เออ ก็จริง นี่ดีนะที่พี่แสงเหนือไม่โกรธจนทำอะไรแกขึ้นมาน่ะ”
“นายนั่นจะกล้าทำอะไรได้ คนเดินผ่านไปมาตรงนั้นเยอะแยะไปหมด แต่ถึงกล้าฉันก็ไม่กลัวหรอก” เพลงขิมพูดอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหันไปหาผ้าแพรที่กระตุกแขนเธออยู่หลายครั้ง แต่ผ้าแพรกลับไม่ได้มองเธออยู่ เพลงขิมจึงเป็นฝ่ายมองตามสายตาของผ้าแพรไปแทน
“แก พะ..พี่แสงเหนือมา”
“ฮืออ หล่อระเบิดเลยค่ะผัวเพื่อนฉันเนี่ย”
ผ้าแพรที่ไม่ค่อยได้เจอกลุ่มแก๊งค์วิศวะนี้ในระยะใกล้ ทำเอาเธอพูดติด ๆ ขัด ๆ ผิดกับเจตต์ที่เป็นแฟนคลับอย่างเต็มตัว จึงออกไปทางเพ้อฝันมากกว่าเพื่อน
เพลงขิมเองแม้จะไม่อยากเชื่อสายตาเท่าไร แต่ก็จริงอย่างที่เพื่อนเธอบอก เมื่อรถยนต์คันหรูของแสงเหนือขับมาหยุดลงตรงหน้าตึกคณะบริหารอย่างพอดิบพอดี พร้อมกับเจ้าของรถที่ก้าวลงมา ก่อนพุ่งสายตามาที่เพลงขิมโดยไม่ได้สอดส่ายสายตามองหาเธอเลย เพราะเขาเห็นเธอก่อนและจ้องเธอมาตลอดตั้งแต่อยู่ในตัวรถแล้ว ชัดเลยว่าเขาเจาะจงมาหาเธอ!
“พวกแก ดะ..เดี๋ยวค่อยคุยกันนะเรื่องงาน ตอนนี้แยกย้ายกันก่อน”
“อ้าว!นังขิม ไหนว่าไม่กลัวไง”
“ก็ไม่ได้กลัวเว้ย แค่หลบไปตั้งหลัก อยู่ ๆ โผล่มาแบบนี้เป็นแก…แกไม่ขนลุกเหรอ” เพลงขิมพูดพร้อมกับคว้ากระเป๋าสะพายอย่างลุกลี้ลุกลน แล้วรีบวิ่งออกจากตรงนั้น ทิ้งเพื่อน ๆ ที่ยังนั่งงงอยู่อย่างไม่ไยดี
แต่ไปไม่ถึงไหนเธอก็ถูกแสงเหนือวิ่งเข้ามาขวางหน้า ในระยะกระชั้นชิดเสียก่อน จนเธอเองก็เบรกขาตัวเองไม่ทันเลยชนกับเขาเข้าเต็ม ๆ ใบหน้าของเธอฝังลงไปที่กลางแผงอกแกร่ง กลิ่นน้ำหอมยั่วยวนสตรีตามแบบฉบับของผู้ชายเจ้าชู้ติดอยู่ที่ปลายจมูกเชิดรั้น เพลงขิมยกสองมือดันหน้าอกของชายหนุ่มไว้ทันที เพื่อไม่ให้ร่างกายช่วงบนของคนทั้งคู่นั้นใกล้กันเกินไป แต่ถ้าให้ขยับช่วงล่างด้วยคงไม่ทันเสียแล้ว เพราะอ้อมแขนของคนตรงหน้าโอบรัดเอวบางแน่นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะยอมปล่อย
“นี่นายปล่อยฉัน!! นักศึกษายังเดินอยู่เต็มไปหมด ฉันรู้ว่าคนอย่างนายอาจจะไม่อาย…แต่ฉันอาย”
“หึ ที่ก่อเรื่องวันนี้ไม่เห็นอายนี่ ฉันก็เลยนึกว่าหน้าจะหนาพอ”
กรี๊ดดดด ผู้ชายอะไรปากดีชะมัด!
“นายมาคณะฉันทำไม”
“ไปกับฉัน”
“ไม่!!” สิ้นสุดคำปฏิเสธอย่างแน่วแน่ของเพลงขิม แสงเหนือก็ผุดยิ้มร้ายกาจออกมา เขารู้อยู่แล้วว่าเพลงขิมไม่มีทางยอมไปกับเขาง่าย ๆ ร่างสูงก้มลงฝังใบหน้าเข้าหาซอกคอของเธอ ก่อนกระซิบคำพูดเตรียมมาแล้วอย่างดี
“ถ้าไม่…ก็ลองต่อต้านดูสิ ฉันจะได้ตะโกนบอกทุกคนตรงนี้ให้หมดว่าพ่อของเธอทำอะไรเอาไว้บ้าง” แน่นอนว่าเพลงขิมนิ่งไป แต่ก็ไม่วายมองเขาอย่างโกรธจัด
แสงเหนือดึงข้อมือหญิงสาวให้เดินตามไปทางที่รถเขาจอดอยู่ทันที ไม่ว่าเพลงขิมนั้นจะทำตัวแข็งด้วยความฝืนใจแค่ไหนเขาก็ไม่คิดสนใจ เอาแต่ดึงลากเธอไปต่อหน้าทุกคนที่อยู่บริเวณนั้น และจับร่างบางยัดเข้าไปในรถอย่างรวดเร็ว
“จะไปไหน” น้ำเสียงห้วนจัดถามออกมาทันทีที่ประตูรถฝั่งคนขับปิดลง
“บ้านฉัน”
“ฮะ? นี่นายจะบ้าเหรอ ฉันไม่ไป”
“ทำไมล่ะ พ่อแม่ของฉันรักเธอมากไม่ใช่เหรอ วันนี้ก็ไปกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันหน่อยแล้วกัน”
“ไม่เอา ฉันไม่ไปนะ จอดรถให้ฉันเดี๋ยวนี้” เพลงขิมรู้ทันทีว่าแสงเหนือต้องการแกล้งเธอ หรืออาจจะเอาคืนเธอที่เธอสร้างเรื่องวันนี้
ใครเขาจะมารักเธอกัน ยิ่งพ่อของเธอทำทุจริตกับบริษัทขนาดนั้นด้วย พวกเขาคงรักเธอลงหรอก ถึงจะไม่รู้เหตุผลที่พ่อแม่เขาทำดีต่อเธอขนาดนี้ก็เถอะ แต่มันไม่ใช่ความรักแน่ ๆ แล้วเธอก็ไม่อยากไปอึดอัดบนโต๊ะอาหารในบ้านของเขาด้วย เมื่อพ่อของเธอไม่อยู่ แถมระหว่างพ่อแม่ของเขากับเธอเองนั้นก็แทบไม่เคยพูดคุย และไม่เคยมีความสัมพันธ์ใดต่อกันเลย เธอไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้
“ฉันบอกให้นายจอดไง หรืออยากให้ฉันกระโดดลงไปเอง”
“ฉันก็ไม่ได้อยากให้เธอโดดหรอกนะ แต่ถ้าเธออยากโดดก็เอาเลยฉันไม่ขัด แล้วจะเร่งความเร็วเป็นของแถมให้ด้วย” ร่างสูงตอบพร้อมกับปลดล็อกประตูรถให้ แถมยังเหยียบคันเร่งจนจมลงไปกว่าเดิม
เพลงขิมนั่งกำหมัดแน่นอย่างข่มใจ เพราะเชื่อว่าเขาเลวถึงขั้นปล่อยให้เธอกระโดดลงไปได้จริง ๆ
เขานี่มันซาตานในร่างคนชัด ๆ เลย!!
