บทที่ 14 ประนีประนอมได้จริงเหรอ
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเศษแล้วที่ร่างบางเอาแต่นอนพลิกซ้ายพลิกขวาอยู่อย่างนั้น ยิ่งพยายามข่มตาให้หลับ กลับยิ่งไม่หลับจนน่าหงุดหงิด เหตุผลแรกคงเพราะแปลกที่ แต่อีกเหตุผลคือเรื่องของแสงเหนือนั้นกวนใจเธออย่างมากมาย
ภาพของชายหนุ่มที่ลุกออกไปจากโต๊ะอาหารมันยังติดตา เธอไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นสายตาแบบนั้นจากเขาได้เลย ทำไมเธอถึงรู้สึกเหมือนกับว่าการที่เขาทำตัวแบบนี้เหมือนมีอะไรในใจสักอย่าง มากกว่าจะเป็นแค่เพียงนิสัยรักสนุกของเขา หรือเธอควรจะช่วยเหลือเรื่องนี้หน่อยไหม ในเมื่อพ่อแม่ของเขาก็เอ็นดูเธอขนาดนั้น และจุดประสงค์หลักของพวกท่านก็ต้องการให้เธอเปลี่ยนแปลงตัวตนของเขาด้วย
อีกอย่างเธอตัดสินใจจะแต่งงานแล้ว มันคงไม่ดีแน่หากแต่งไปแล้วยังเป็นแบบนี้กันอยู่ ไม่ต้องรักกันหรอก ขอแค่มองหน้าแล้วไม่เกลียดกันอย่างทุกวันนี้ก็พอ เธอมองว่าการเคลียร์ใจกันนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะเธอไม่เชื่อไอ้ความคิดที่ว่าแต่งกันไปอยู่กันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง ขนาดพ่อกับแม่ของเธอแต่งงานกันด้วยความรัก สุดท้ายแม่ยังไปมีชู้ได้เลย
เพลงขิมตัดสินใจหยิบเอาสมาร์ตโฟนของเธอขึ้นมาพิมพ์ข้อความหาเขา โดยมีรายละเอียดเป็นการขอนัดพูดคุยเคลียร์ใจอย่างที่เธอคิดเอาไว้
LINE
เพลงขิม : พรุ่งนี้ฉันขอนัดคุยอะไรกับนายหน่อยได้ไหม ร้านไหนก็ได้ที่นายสะดวก ส่วนค่าอาหารฉันจัดการเอง
แสงเหนือ : ไม่คุย
เพลงขิม : พรุ่งนี้ไม่สะดวกเหรอ วันอื่นก็ได้นะ
แสงเหนือ : ฉันหมายถึงไม่อยากคุย!
เพลงขิม : ขอร้องล่ะ เรื่องนี้สำคัญนะ เราจะเป็นแบบนี้กันไปตลอดหรือไง
หลังจากนั้นหญิงสาวก็โดนทิ้งให้เฝ้ารอการตอบกลับอยู่ฝ่ายเดียว จนผ่านไปแล้วเกือบครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่มีทีท่าว่าเขาจะตอบอะไรกลับมาอีก
“อีตาบ้านี่ อ่านแล้วไม่ยอมตอบ!!”
ความหมั่นไส้ทำให้เพลงขิมลุกลงจากเตียงทันที เธอตรงไปหาชุดคลุมมาสวมทับก่อนจะรีบจ้ำอ้าวออกจากห้องของตนไป และปลายทางก็คือ…ห้องของแสงเหนือ
ขอนัดคุยดี ๆ ไม่ได้ก็ต้องมัดมือชกแบบนี้แหละ
โชคดีที่เธอรู้อยู่แล้วว่าห้องของแสงเหนือนั้นอยู่ตรงไหน ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่สามารถหุนหันพลันแล่นขนาดนี้ได้ และคงต้องเก็บเป็นอารมณ์ จนพาลให้ยิ่งนอนไม่หลับมากกว่าเดิมแทน
เพลงขิมมาถึงหน้าห้องของเขาก็ยกมือเคาะห้องทันที ไม่นานนักเจ้าของห้องก็มาเปิดประตู แต่เมื่อเห็นว่าเป็นหญิงสาวก็ชักสีหน้าทันที ท่าทีนั้นยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าต้องคุยกับเขาอย่างด่วนเลย ไม่ได้มีเรื่องมีราวอะไรกันขนาดนั้น เขาจะจงเกลียดจงชังอะไรเธอนักหนา ยิ่งนึกย้อนไปดี ๆ คือเขาไม่ได้เพิ่งมาเกลียดเธอตอนทะเลาะกัน แต่เขาเกลียดเธอมาตั้งแต่วันดูตัวเลยต่างหาก
“ฉันแค่อยากปรับความเข้าใจ นายจะยอมคุยกับฉันหน่อยไม่ได้หรือไง” เพลงขิมรีบพูดเมื่อเจอหน้าเขา แต่ชายหนุ่มนั้นไม่ตอบอะไรสักคำ
ใบหน้าคมยังคงบึ้งตึงไม่เปลี่ยน เขาส่ายหัวเล็กน้อยด้วยความเอือม ก่อนจะดันประตูห้องให้ปิดลง ติดตรงที่เพลงขิมนั้นก็ไม่ยอมเช่นกัน
จังหวะที่ประตูกำลังจะปิด เธอที่ยืนเว้นระยะห่างจากประตูมากพอสมควรก็รีบวิ่งเพื่อเอาตัวเองดันประตูห้องให้อ้ากว้างขึ้น แล้วแทรกตัวเข้าไปในห้องของเขาทันที
“นี่เธอทำบ้าอะไร” แสงเหนือถามเสียงเรียบ
เพลงขิมที่ร่างกายทำงานไวกว่าสมองเมื่อครู่ เธอเองก็เพิ่งคิดได้ว่าไม่ควรทำแบบนี้ ทั้งที่ก่อนหน้าก็พยายามรักษาระยะห่าง แม้จะมาถึงหน้าห้องของเขา แต่เธอก็ไม่ได้คิดว่าจะเอาตัวเองเข้ามาอยู่ในห้องของเขาอย่างเช่นตอนนี้เลย
เพลงขิมมองร่างกายของอีกฝ่ายค้างไปเล็กน้อย ก่อนจะได้สติรีบหันหน้าหนีไปอีกทาง เพราะตอนที่ประตูเปิดออกเพียงนิดเดียวในตอนแรก ทำให้เธอไม่รู้ว่าเขาจะอยู่ในสภาพครึ่งท่อนแบบนี้
ร่างกายของเขาเปลือยท่อนบนจนหมด มองเห็นรอยสักขนาดใหญ่ที่หน้าอกข้างซ้ายอย่างเต็มตา และยังคงมีหยดน้ำพรมอยู่ตามตัวเล็กน้อย ดูก็รู้ว่าเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ในส่วนของท่อนล่างก็มีเพียงผ้าขนหนูผืนเดียวที่พันรอบเอวต่ำ ๆ ไว้อยู่ ช่วงวีเชฟระดับเอวสอบของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดโปนที่หายเข้าไปใต้ผ้าผืนนั้น มันเซ็กซี่เสียจนเธออดจะคิดถึงคืนวันไนต์สแตนด์นั่นไม่ได้จริง ๆ ยิ่งทำให้เธอไม่กล้ามองเขาตรง ๆ ต่อไปได้อีก
“นะ..ไหน ๆ ก็เข้ามาแล้ว งั้นฉันพูดความต้องการของฉันได้ใช่ไหม”
“จะคุยก็หันมามองหน้า”
เพลงขิมที่ยืนตัวเกร็งอยู่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ หันหน้าไปตามที่เขาบอก ภายในใจก็สะกดจิตตัวเองไปเรื่อย ๆ ว่าจะมองแค่หน้าของเขาเท่านั้น
“แล้วฉันอายุมากกว่า เธอก็ควรจะเรียกฉันว่าพี่นะ”
“อะไร? ไม่ใช่เรื่องสักหน่อย” หญิงสาวเริ่มปรับตนเองให้เป็นปกติ และเผลอขึ้นเสียงอย่างเอาแต่ใจอีกครั้ง
“ก็กะไว้แล้วแหละ เรื่องมารยาทคงไม่มีใครบอกอะไรเธอได้หรอก”
“เหอะ เหมือนกับเรื่องหน้าที่การงานของนายก็ไม่มีใครบอกนายได้ใช่ไหม”
“ใช่!! โดยเฉพาะเธอ ถ้าฉันคิดจะเอาการเอางานขึ้นมาจริง ๆ มันก็จะเป็นเพราะฉันตั้งใจทำเอง ไม่ใช่ทำเพราะเธอหรือใครทั้งนั้น”
แสงเหนือยืนจ้องเพลงขิมนิ่งกว่าที่เคย เป็นอีกครั้งที่ใบหน้าหล่อขี้เล่นของเขาจะไร้เงาของความขี้เล่นเช่นเคย เห็นอย่างนั้นร่างบางก็ได้สติขึ้นมา เธอต้องการพูดคุยกับเขาเพื่อประนีประนอม ใช่ว่าจะมาทะเลาะอะไรกันเป็นเด็กอีก
“เฮ้อ ขอโทษที ฉันก็แค่ไม่อยากให้เราสองคนเกลียดกันไปมากกว่านี้ มาปรับความเข้าใจกันหน่อยดีไหม”
ชายหนุ่มยืนเท้าเอวพลางหันหน้าหนีเธอไปอีกทาง ความรู้สึกของเขาแม้จะไม่ได้เกลียดเธอเท่าพ่อของเธอ แต่เขาก็ไม่ได้ชอบเธอสักเท่าไร เพราะยังอคติและมองว่าเธอเป็นผู้หญิงใจง่าย ไม่ได้คู่ควรกับการเข้ามาเป็นว่าที่ภรรยาของเขาได้ แถมยังเป็นลูกสาวของคนที่ยักยอกเงินบริษัทเขาไปอีก
สำหรับเขาถึงแต่งงานแล้วเกลียดกันก็ไม่ใช่ปัญหา เขามีเงินมากพอจะซื้อบ้านอีกหลังแล้วซุกอีหนูไว้ในนั้นยังได้ ไม่เห็นต้องแคร์เธอหรือมานั่งประนีประนอมอะไรกันอย่างที่เธอพูดเลย และหากว่าเธอทนไม่ไหวจนต้องขอหย่าไปเองสิยิ่งดี แบบนั้นมันก็จะเข้าทางเขาพอดีเช่นกัน
“ฉันไม่มีอารมณ์จะคุย เธอออกไปจาก…”
หมับ
“ยะ..อย่าเพิ่งไล่สิ ช่วยฟังฉันอธิบายก่อน”
แสงเหนือไม่อยากพูดคุยให้เสียเวลา เขาจึงหันหลังเอื้อมมือไปเปิดประตูเพื่อจะไล่หญิงสาวออกจากห้อง แต่ไม่ทันที่เขาจะคว้ามือจับประตูได้ แขนแกร่งก็ต้องชะงักไปเพราะถูกเพลงขิมนั้นล็อกแขนเขาเอาไว้เสียก่อน
ร่างบางเหมือนจะไม่รู้ตัวที่ทำแบบนั้น เธอคิดเพียงแค่ว่ามาถึงขั้นนี้แล้ว อย่างไรก็ต้องอธิบายเรื่องพ่อของเธอให้เขาฟังให้ได้ ใช่ว่าเธอจะไม่คิดเรื่องถอนหมั้นกับเขา แต่สถานะของเธอเป็นรองทั้งเขา เป็นรองทั้งครอบครัวของเขา จะบอกว่าเธอไม่มีทางเลือกมากขนาดนั้นก็ได้ ทั้งไปยักยอกเงินเขามา ทั้งพ่อแม่ของเขายังมาใช้หนี้ที่เหลือให้อีก เธอไม่รู้เลยว่าเธอจะออกจากการเป็นหนี้บุญคุณของพ่อแม่เขาอย่างไร ถ้าเธอจะแก้ต่างให้พ่อของเธอได้ และทำให้เขาดีขึ้นได้ด้วย เธอก็อยากจะทำ
กว่าเธอจะคิดได้ว่าจับแขนของเขาอยู่ ก็ตอนที่เขามองลงมายังส่วนที่สัมผัสกัน ร่างบางสะดุ้งตัวโยนรีบชักมือออกทันที แต่คนตัวสูงกลับหันหน้าเข้าหาเธอ ก่อนรวบเอวคอดกิ่วรั้งเข้าหาตนเองแน่น
“ได้! ถ้าอยากพูดนักก็พูดมา แต่ต้องพูดในท่านี้เท่านั้นนะ ฉันถึงจะยอมฟัง”
“อึก”
