บทที่ 2 จงอางหวงไข่
งั้นฉันจะดูแลเด็กผู้หญิงคนนี้ เสียงของไกรสรดังลั่นกว่าเสียงเครื่องยนต์ที่กำลังพากันเลื่อยไม้ 4-5 ตัวทุกคนต่างหันมองเป็นตาเดียว ว่าเด็กหญิงปาริชาติคนนี้เธอกำลังจะเปลี่ยนไปทั้งชีวิต
“หัวหน้า”หัวหน้าโรงเลื่อยถึงกับมือไม้อ่อนและมองหน้าไกรสรเขาไม่อาจทัดทานความต้องการของผู้เป็นเจ้านายเหนือหัวอย่างไกลสรได้
ไกรสรเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยอำนาจ “ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เด็กคนนี้ไม่ต้องมาทำงานที่นี่แล้ว”เขาประกาศเสียงดังลั่นโรงเลื่อย
หัวหน้าคนงานถึงกับอ้าปากค้าง “แต่ว่า… แล้วค่าอาหารของนางปาริชาติล่ะขอรับ”หัวหน้าคนงานก็แอบเป็นห่วงแทนป้าแม้นเพราะถ้าปาริชาติไม่ทำงานเธอก็จะไม่มีข้าวกินเช่นกันป้าแม้นไม่มีลูกหลานที่ไหนแกจึงใจดีรับเลี้ยงแต่ตัวแกเองนั้นก็ยากจนข้นแค้นเหมือนกัน
ไกรสรหันไปมองปาริชาติอีกครั้ง ดวงตาของเขาวาววับด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา “ฉันจะให้คนของฉันไปรับเธอที่บ้าน และจะรับเธอไปดูแลเอง”
ทุกคนในโรงเลื่อยต่างซุบซิบกันด้วยความประหลาดใจ บ้างก็คาดเดาว่าไกรสรจะรับปาริชาติไปเป็นลูกเลี้ยง บ้างก็ว่าเขาคงจะรับเธอไปเป็นนางบำเรอคนใหม่ตามข่าวลือ แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถาม
ปาริชาติยืนนิ่งราวกับรูปปั้น ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามาจนเธอไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือหวาดกลัว ชายที่ยืนตรงหน้าเธอคือบุคคลที่เคยได้ยินแต่ชื่อ เขาดูลึกลับและน่าเกรงขามเกินกว่าที่เธอจะเข้าใจได้
เมื่อคนของไกรสรเดินทางไปถึงบ้านของปาริชาติเพื่อแจ้งความจำนง ป้าแม้นของเธอก็ตกใจจนตัวสั่น ไม่ว่าใครที่ได้ยินชื่อของไกรสรก็ต้องหวั่นเกรงในอิทธิพลของเขา
.......
ปาริชาติยืนนิ่งราวกับรูปปั้น ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามาจนเธอไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือหวาดกลัว ชายที่ยืนตรงหน้าเธอคือบุคคลที่เคยได้ยินแต่ชื่อ เขาดูลึกลับและน่าเกรงขามเกินกว่าที่เธอจะเข้าใจได้
เมื่อคนของไกรสรเดินทางไปถึงบ้านของปาริชาติเพื่อแจ้งความจำนง ป้าแม้นของเธอก็ตกใจจนตัวสั่น ไม่ว่าใครที่ได้ยินชื่อของไกรสรก็ต้องหวั่นเกรงในอิทธิพลของเขา
“ป้าคิดว่า… ป้าไม่ควรให้หนูไป” ป้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เขาเป็นคนใหญ่คนโต ป้ากลัวว่าเขาจะทำไม่ดีกับหนู”
ป้าแม้นที่มีความผูกพันกับปาริชาติแม้จะเป็นเพียงแค่เวลาหนึ่งปีแต่ป้าแม้นก็ดูแลปาริชาติเหมือนลูกสาวคนหนึ่งแกก็ไม่มีญาติที่ไหนจึงมีความกังวลใจ แต่ถ้าปาริชาติไปแล้วได้ดีมีอนาคตสดใสแกก็ไม่เป็นทุกข์ใจ
ปาริชาติก้มหน้ามองพื้นอย่างเงียบงัน เธอเข้าใจความรู้สึกของป้าดี แต่ชีวิตที่กำลังเผชิญอยู่ก็เป็นเหมือนทางตัน ในวันที่แม่กับพ่อจากไป
โลกของเธอก็เหมือนดับมืดไปพร้อมกับพวกท่านการมีใครสักคนยื่นมือมาช่วยถือเป็นโอกาสที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอไปตลอดกาล
“ป้าคะ… หนูอยากไป” ปาริชาติเอ่ยเสียงเบา “หนูจะไปเรียนหนังสือ จะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น”ปาริชาติเธอก็อยากตอบแทนป้าแม้นด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แค่ป้าแม้นดูแลเธอมาตั้งแต่เธออายุสิบเอ็ดขวบตอนนี้ก็เข้าเป็นเวลาหนึ่งปปีเธอก็ซาบซึ้งใจมากพอแล้ว
ป้าของปาริชาติมองดูแววตาที่มุ่งมั่นของหลานสาวอย่างแปลกใจ เธอเห็นความหวังและความกล้าหาญที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในตัวเด็กหญิงผู้บอบบาง น้ำตาคลอเบ้าด้วยความสงสารระคนยินดี
“ถ้าอย่างนั้น… ป้าจะให้หนูไป” ป้าเอ่ยเสียงแผ่ว “แต่ถ้าเขาทำอะไรไม่ดีกับหนู… หนูต้องกลับมาหาป้านะ”ด้วยความเป็นห่วงที่เต็มอก เปรียบเสมือนแม่คนนึงที่รักลูกสาว ป้าแม้นจำใจยกปาริชาติให้กับเศรษฐีไกรสรผู้ที่มีอำนาจในช่วงเวลานั้นใครก็ไม่อาจปฏิเสธอำนาจเงินที่ล้นพ้นของเขาได้
เขาไม่ได้มีเพียงแค่อำนาจทางด้านการเงิน แต่เขามีพรรคพวกและคอนเน็คชั่นที่แน่นหนาเขาเลี้ยงพรรคพวกไว้มากมายจึงไม่มีใครกล้าแตะต้องเศรษฐีไกรสรผู้นี้เลย
ปาริชาติพยักหน้ารับคำด้วยความแน่วแน่ เธอไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ในตอนนี้เธอกำลังจะก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ที่ไม่คุ้นเคย โลกของชายที่ชื่อ ไกรสร ผู้ซึ่งเป็นทั้งความหวังและความน่ากลัวในเวลาเดียวกัน
เช้าวันรุ่งขึ้น รถเบนซ์คันหรูของไกรสรก็มาจอดเทียบหน้าบ้านไม้เก่า ๆ ของป้าแม้น คนขับรถลงมาเปิดประตูรถด้วยท่าทางสุภาพ ปาริชาติสวมเสื้อผ้าชุดที่สะอาดที่สุดที่เธอมีอยู่ในตัว ในมือหิ้วถุงผ้าเก่า ๆ ใบเล็ก ๆ ที่มีเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชิ้น ป้าแม้นมองดูหลานสาวด้วยความอาลัยอาวรณ์ น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความห่วงใย
“ดูแลตัวเองดี ๆ นะลูก” ป้าแม้นกระซิบเสียงสั่น “อย่าลืมป้านะ”
“หนูไม่ลืมหรอกค่ะป้าแม้น” ปาริชาติเอ่ยตอบ พลางโผเข้ากอดป้าของเธอแน่น น้ำตาที่เคยกลั้นไว้ไหลลงมาอย่างห้ามไม่ได้ เธอรู้สึกทั้งตื้นตันและหวาดกลัวไปพร้อม ๆ กัน แต่ก็ก้าวขึ้นไปบนรถด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น
รถเคลื่อนตัวออกจากบ้านหลังเล็ก ๆ ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจาย ปาริชาติมองดูบ้านที่เคยเป็นที่พักพิงจนลับสายตา ก่อนจะหันมามองโลกภายนอกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ตึกรามบ้านช่องที่เธอไม่เคยเห็น รถยนต์ที่แล่นสวนกันไปมา แสงสีในเมืองที่ดูแปลกตาไปหมด
รถยนต์มาจอดที่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา รั้วบ้านสูงใหญ่ราวกับปราสาท ยามรักษาความปลอดภัยสวมชุดเครื่องแบบยืนประจำการอยู่หน้าประตูอย่างเข้มงวด
“เชิญครับคุณหนู” คนขับรถเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงนอบน้อม ปาริชาติก้าวลงจากรถด้วยความรู้สึกประหม่า
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในบ้าน เธอก็พบกับความหรูหราอลังการที่เกินกว่าจะจินตนาการได้ พื้นหินอ่อนขัดเงา สะท้อนภาพใบหน้าของเธอที่ดูตื่นตระหนก เฟอร์นิเจอร์ไม้สักแกะสลักอย่างประณีตวางเรียงรายอยู่ทั่วห้องโถงกว้างใหญ่ แชนเดอเลียร์ระยิบระยับห้อยระย้าลงมาจากเพดานสูง
