บทที่ 2 ตอนที่ 1
คุณสอง หรือ ชวิศ จรัญพิพัฒน์ ลูกชายคนรองของท่านเจ้าสัวนเรศ ดีกรีเป็นถึงท่านประธานไฟแรง เจ้าของฉายาแบดบอยตัวพ่อ ทว่าในตอนนี้อีกฝ่ายกลับกำลังจ้องธนบัตรสีแดงเขม็งซึ่งเพิ่งได้มาจากเด็กหนุ่มแปลกหน้า
“คุณสองคิดอะไรอยู่หรือเปล่าครับ” สมชายละสายตาจากถนนเบื้องหน้ามามองคนข้างกายที่กำลังพลิกธนบัตรไปมาอย่างครุ่นคิด
“ทำไมถึงไม่มีเบอร์โทร?” เขาถามอย่างแปลกใจ
“ใครจะเขียนเบอร์ลงไปในนี้ล่ะครับ” เขาตอบเสียงอ่อน
“ถมเถไป ฉันเคยเห็นอยู่..คราวนี้เป็นวิธีเข้าหาแบบไหนกันนะ” ชวิศย่นคิ้ว ก่อนจะพับเงินเก็บลงกระเป๋า
สมชายอยากตอบนักว่ามีแค่ในละครที่คุณสองชอบดูเท่านั้นแหละ
“วันนี้เจ้าสัวนเรศเรียกให้คุณสองกลับไปรับประทานข้าวที่บ้านนะครับ”
สมชายหันมาบอก พอเห็นสีหน้านายตนเองแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าไม่อยากกลับไปสักเท่าไร เพราะคุณสองเป็นคนที่ถูกท่านเจ้าสัวเฉ่งมากสุดในสี่พี่น้อง
“น่าเบื่อฉิบ” เขาบ่นพึมพำ แล้วหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ ใบหน้าของใครบางคนซ้อนทับเข้ามาในหัว
“บุหรี่คุณสองซองละเป็นพัน ทำไมถึงยอมรับแบงก์ร้อยมาเหรอครับ” สมชายหันไปถาม เพราะเขาค่อนข้างแปลกใจอยู่เหมือนกัน คุณสองเคยยอมเสียเปรียบใครซะที่ไหน นอกจากเอาเปรียบคนอื่น
“แดดร้อน”
“ครับ..” สมชายกะพริบตาปริบ เป็นคำตอบที่ไม่คาดคิดว่าจะได้รับสักเท่าไร แต่เขาชินแล้วมากกว่า เลยเลือกจะเงียบและขับรถต่อไป
.
.
ต้นหยงเดินทางกลับบ้านทั้งความรู้สึกงงงวยไม่หาย หลังจากได้ยินประโยคนั้นจบ ในตอนนั้นเขายืนอึ้งไปสักพัก ก่อนจะยัดเงินใส่มือของอีกฝ่าย แล้วรีบเดินหนีออกมาทันที
เมื่อกลับมาถึงหอ ต้นหยงเลยพาตัวเองไปนอนแผ่ราบลงบนเตียงเพราะความเหนื่อยจากการเดินทางกลับ ถ้าเขาใจกล้าสามารถขับรถลงถนนใหญ่เองได้คงจะมีชีวิตที่ง่ายกว่านี้
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูจากด้านนอก ทำคนที่กำลังนอนเหม่อผ่อนลมหายใจออกมา เขาลุกขึ้นจากเตียงแล้วพาร่างอันเอื่อยเฉื่อยไปเปิดประตู
“รู้ได้ไงว่าอยู่ห้อง” ต้นหยงเอ่ยถามเพื่อนสนิทที่กำลังยืนขมวดคิ้วอยู่ตรงหน้า
“กูเป็นลูกเจ้าของหอนะเว้ย แล้วทำไมวันนี้ถึงกลับเร็ว” คิมแทรกตัวเข้ามาภายในห้อง เขาเห็นเพื่อนตั้งแต่มันเดินเข้ามาแล้ว สีหน้าดูไม่ค่อยดีจนต้องรีบขึ้นมาถาม
“โดนไล่ออกจากงาน”
“ฮะ!? อย่าบอกนะว่าเป็นเพราะไอ้พี่วิช”
“....” ต้นหยงไม่ตอบ นอกจากพาตัวเองมานั่งลงบนปลายเตียง คิมที่อยากรู้เสียเต็มประดาจึงรีบเดินตามต้อย ๆ
“ถ้าเป็นเพราะไอ้พี่วิชจริง ทำไมมึงถึงโดนไล่ออกคนเดียว”
“คือ..“ เพราะในหัวกำลังขบคิดอยู่หลายเรื่อง เลยไม่รู้จะเรียบเรียงคำพูดอย่างไรดี
“ขนาดเป็นบริษัทชั้นนำยังสองมาตฐาน ไอ้พี่วิชมันเก่ง ช่วยบริษัทได้เยอะ คงหาเหตุผลมารองรับเลยไม่โดนไล่ออกด้วยสินะ” คิมพูดอย่างเจ็บใจ
เขาเป็นเพียงพนักงานระดับล่าง ไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับบริษัท จะโดนไล่ออกง่าย ๆ คงไม่ใช่เรื่องแปลก
ต้นหยงบึนปากนึกน้อยใจโชคชะตาตัวเอง เขาอุตส่าห์พยายามทำเรื่องที่ถูกต้องมาตลอด กลับเป็นฝ่ายโดนไล่ออกเองเสียอย่างนั้น
“อ่านขาดขนาดนี้ไม่ต้องถามก็ได้มั้ง” ต้นหยงหันไปแซวทั้งรอยยิ้มที่ฝืนอยู่นิดหน่อย คิมถอนหายใจออกมา ก่อนจะนั่งลงข้างเพื่อน
“ช่างมัน งานหาใหม่ได้ตลอด” คิมตบบ่าเพื่อนเป็นการปลอบ เพราะดูจากสีหน้าแล้วคงเสียใจอยู่เหมือนกัน
“แต่ก็ดี จะได้ไม่โดนส่งพลังลบใส่บ่อย ๆ ” ต้นหยงพูดปลอบใจตัวเองบ้าง ซึ่งคิมรู้ดีว่าเรื่องอะไร เพราะเขาเป็นคนที่ต้นหยงมักจะมาระบายความในใจด้วยบ่อย ๆ
“ดีแล้ว พวกปากหอยปากปู ให้มันฆ่ากันเองในบริษัทนั่นแหละ”
ต้นหยงที่ได้ยินคำพูดนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหลุดขำ เขาหันมองหน้าเพื่อนสนิท ดูโกรธเคืองมากกว่าตัวเขาเองเสียอีก
“ช่างแม่มัน ลงไปหาอะไรกินดีกว่า เดี๋ยวเลี้ยงเอง”
ต้นหยงพยักหน้าแล้วลุกขึ้นตามแรงดึงของเพื่อน เขาขอเวลาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เพราะชุดทำงานค่อนข้างร้อนพอสมควร ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็เดินลงมาถึงร้านอาหารหน้าหอ ซึ่งเป็นเจ้าประจำของเราทั้งคู่
“ตอนมึงอาบน้ำอยู่ กูเพิ่งคุยเรื่องงานใหม่กับพี่ครีมไป” คิมเอ่ยขณะกดโทรศัพท์ยิก ๆ
“มีงานบริษัทกำลังขาดแคลนพนักงานตำแหน่งหนึ่งพอดี โห..บริษัทในเครือของเจ้าสัวนเรศด้วย ไม่ได้มาง่าย ๆ ”
“ใครเหรอ” ต้นหยงเอ่ยถามระหว่างคีบเส้นก๋วยเตี๋ยว เขาไม่ได้รู้จักคนมากมายเหมือนอย่างคิมเท่าไร
“เป็นตระกูลใหญ่ ผลิตเครื่องดื่มทุกชนิด แทบจะผูกขาดการตลาดอยู่แล้ว”
“....”ต้นหยงนั่งฟัง จริง ๆ ประเทศไทยมีการผูกขาดแทบจะทุกอย่าง พ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก ๆ ก็ต้องเสี่ยงดวงกันไป ว่าจะไปรอดหรือไม่ในช่วงที่เศรษฐกิจเป็นแบบนี้
“เดี๋ยวกูให้พี่ครีมฝากงานให้” คิมบอกทั้งรอยยิ้มร่า
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปสมัครเองดีกว่า จะได้ไม่ต้อง--”
“ไม่ใช่เวลามาโลกสวย ฝากงานยังไงก็ต้องใช้ความสามารถอยู่ดี แค่มีโอกาสมากกว่าคนอื่น”
“แต่...”
“เอาหน่า งานสมัยนี้มันไม่ได้หาง่าย ๆ นะต้นหยง ยิ่งบริษัทนี้อย่าหวังเลยว่าจะเข้าได้ถ้าไม่มีเส้น”
ต้นหยงเงียบคอยฟังเพื่อนที่พูดสอนเขาเจื้อยแจ้ว สุดท้ายก็ไม่พ้นวิธีที่โดนดูถูกมาตลอด ต้นหยงเขี่ยก๋วยเตี๋ยวในชาม การออกมาใช้ชีวิตคนเดียวมันยากมากจริง ๆ อย่างที่ป๊าและม้าบอกไว้ไม่มีผิด แต่จะให้งอมืองอเท้าใช้เงินท่านทั้งสองก็ทำให้เขารู้สึกไม่ดีไปกันใหญ่
“พรุ่งนี้เข้าไปสอบสัมภาษณ์ได้เลย”
“ฮะ?” คนที่กำลังนั่งเหม่อคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยถึงกับเงยหน้าขึ้นมามองเพื่อนสนิทอย่างแปลกใจ รวดเร็วขนาดนั้นเชียวหรือ?
“พี่ครีมบอกเขาเห็นผลงานมึงผ่านตาอยู่” คิมบอกพร้อมอ่านข้อความในแชตให้ต้นหยงฟัง ว่าเขาไม่ได้เป็นคนพูดอวยไปเอง
“ขอบคุณนะคิม” ต้นหยงกล่าวขอบคุณเพื่อน รู้สึกมีแรงฮึบขึ้นอีกเป็นเท่าตัว
“เออ ไม่เป็นไร กินต่อเถอะ”
คฤหาสน์ประจำตระกูลจรัญพิพัฒน์
ตอนนี้ภายในครัวสาวใช้ทุกคนกำลังขะมักเขม้นและเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เพราะได้รับคำสั่งจากคุณหญิงอังคณาว่าลูกชายของท่านเจ้าสัวทั้งสี่คนกำลังกลับมารวมตัวกันที่บ้าน ดังนั้นอาหารส่วนใหญ่จึงต้องเป็นอาหารโปรดของพวกคุณ ๆ
“สวัสดีครับ”
“อ่าวอาตี๋เล็กทำไมมาก่อนใครเลยคราวนี้” คุณหญิงอังคณาฉีกยิ้มให้ลูกชายคนเล็กของเธอเอง ก่อนจะเดินเข้าไปสวมกอด ชลาธรเป็นผู้ดูแลบริษัทในเครือที่สองของสามีเธอ
“เมื่อกี้ผมเห็นเล็กมันกำลังมานะครับ” สามพูดยังไม่ทันขาดคำ น้องชายคนเล็กถึงเดินเข้ามาทั้งสีหน้าเรียบเฉยอย่างเคย อังคณายิ้มเป็นมิตรให้กับชรัณ
“สวัสดีครับ” ชรัณกล่าวสวัสดีแม่ใหญ่ของบ้าน ก่อนจะขอตัวขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าเสียก่อน ในตอนนี้จึงเหลืออีกสองคนที่ยังมาไม่ถึง
“ไอ้หนึ่งมันยังไม่โผล่หัวมาอีกหรือไง” เสียงทุ้มทรงอำนาจของเจ้าสัวนเรศดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“รอสักประเดี๋ยวนะคะ รถน่าจะกำลังติดอยู่” อังคณาบอกผู้เป็นสามีด้วยรอยยิ้มประดับใบหน้าอย่างเคย ซึ่งบ่นไม่ทันไรเจ้าของร่างสูงในชุดสูทพลันเดินเข้ามาภายในห้องโถงอย่างพอดิบพอดี
“ปานวาดไปไหน ทำไมยังไม่มาอีก” นเรศเอ่ยถามถึงเมียรองของตนเอง นัยน์ตาคมกริบซึ่งเป็นต้นแบบให้ลูกชายทั้งสี่กราดมองหาอีกหนึ่งคนที่ยังไม่โผล่หัวมา
“ไอ้สองมันคิดจะกลับมาดูหน้าพ่อหน้าแม่มันบ้างไหม” ประมุขของบ้านบ่นอย่างเบื่อหน่ายในตัวของลูกชายคนรอง เป็นคนเดียวที่เขาพึ่งมันไม่ได้สักอย่าง และเลิกคาดหวังมานานแล้ว
“ชวิศใกล้ถึงแล้วค่ะ สมชายเพิ่งโทรมาบอกเมื่อครู่นี้” ปานวาดรีบเดินเข้ามากล่าวบอกสามีทันที เพราะกลัวลูกชายสุดที่รักจะถูกดุ
ใช้เวลาไม่นาน เจ้าของร่างกายสูงใหญ่ถึงเดินเข้ามาภายในบ้าน สองมือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ท่าทางการเดินทำผู้เป็นบิดาลอบถอนหายใจ เหมือนนักเลงหัวไม้ไม่มีผิด
ชวิศทิ้งตัวลงนั่งข้างผู้เป็นแม่ เธอรีบสวมกอดลูกชายด้วยความคิดถึงทันที ซึ่งต่างจากลูกชายอีกคนของเธอ
“ทำไมถึงมาช้า แม่รอตั้งนาน”
“รถติดนิดหน่อยครับ” ชวิศเอ่ยตอบ ทั้งที่ในใจอยากโกหกเสียเหลือเกินว่ายางรถรั่ว เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับมาเจอบรรยากาศน่าอึดอัดเช่นนี้ แต่ตัวเขานั้นมีรถสำรองถึงสิบคัน ซึ่งมากกว่าพี่น้องทุกคน ข้ออ้างยังไงก็ไร้ความหมาย เพราะท่านเจ้าสัวที่ฉลาดเป็นกรดน่าจะรู้ได้ทันทีว่าเขาจะหลีกเลี่ยงการกลับบ้าน
เรียกกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ คงจะมอบหมายหน้าที่เพิ่ม ทั้งที่ตอนนี้พวกเขาทุกคนก็ยุ่งจนหัวหมุนกันอยู่แล้ว
และมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ
“มะรืนนี้แกต้องเข้าบริษัท” ผู้ซึ่งอยู่หัวโต๊ะเอ่ยออกคำสั่ง กับคนที่กำลังแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายออกมาอย่างชัดเจน
“ครับ”
“อย่าให้รู้ว่าส่งคนไปแทนเหมือนอย่างที่เคย หัดมีความรับผิดชอบบ้าง ดูพี่ดูน้องแกเป็นตัวอย่าง มีใครขัดใจฉันสักคนไหม”
“....” ชวิศยักคิ้วเป็นการตอบ ทำท่านเจ้าสัวแทบอยากจะปาทัพพีใส่หัวมันนัก ปานวาดเองที่เห็นลูกชายแสดงท่าทางอย่างนี้จึงรีบบีบแขนแกร่งเป็นการปราม
“อายุเข้าสามสิบ เลิกทำตัวเสเพลเป็นเด็ก ๆ ได้แล้ว”
“....” ชวิศไม่ได้ตอบอะไรนอกจากดื่มน้ำในแก้ว ถึงสอนไปคนอย่างเขาก็หน้ามึนใส่อยู่ดี ขืนปล่อยให้บังคับกันมาก ๆ เขาเชื่อว่าป๊าจะไม่หยุดเท่านี้แน่ เพราะเหตุนี้เขาเลยกลายเป็นคนหัวดื้อมากที่สุดในทายาทของจรัญพิพัฒน์
สองวันต่อมา
ต้นหยงสำรวจตนเองหน้ากระจกให้ดูเรียบร้อยมากที่สุด วันนี้เขาได้เริ่มทำงานที่ใหม่เป็นวันแรก หลังจากเพิ่งสอบสัมภาษณ์ผ่านเมื่อวานนี้
"ฮู่ว.." เขาพรูลมหายใจออกมา ต้องเข้าสังคมใหม่อีกครั้ง ต้นหยงหวังว่าจะผ่านไปอย่างราบรื่นกว่าที่ทำงานเก่า ขอแค่ไม่มีคนเกลียดหรือตั้งแง่ใส่เขาก็เพียงพอแล้ว
ต้นหยงใช้เวลาเดินทางไม่ถึงสามสิบนาที ก็มาถึงบริษัทมารีนดริงก์ มือเล็กกระชับสายกระเป๋าแน่นแล้วพาตัวเองเดินเข้าไปด้านในอย่างมุ่งมั่น
"สวัสดีครับ" เขากล่าวสวัสดีทุกคนที่เดินผ่านเพื่อผูกมิตร ทำตัวให้ต่างจากเมื่อก่อนที่ไม่เคยเอ่ยทักใครก่อน ทุกอย่างล้วนมาจากความขี้อาย ไม่ได้หยิ่งอย่างที่เคยถูกนินทามาตลอด
เมื่อมาถึงห้องทำงานของตัวเองเขาถึงได้ระบายยิ้มออกมา การออกมาเริ่มต้นใหม่มันไม่ได้แย่อย่างที่คิด แถมได้รักษาสุขภาพจิตตัวเองอีกด้วย ต้นหยงนั่งลงบนเก้าอี้ แล้วจัดโต๊ะทำงานของตนเองอย่างตั้งใจ ซึ่งก็มีเพื่อนร่วมแผนกเดียวกันกับเขาเข้ามาแวะเวียนทำความรู้จักตลอด
จนกระทั่ง..
"ต้นหยงใช่ไหม"
คนที่กำลังจัดโต๊ะทำงานอย่างขะมักเขม้นเงยหน้าขึ้นเตรียมจะทักทายกลับ ทว่าบุคคลตรงหน้าทำให้เขานิ่งงันไป
"อะ..อาร์ต"
“นายจริง ๆ ด้วย” อาร์ตยิ้มร่าออกมา แล้วเดินเข้าไปดึงต้นหยงเข้ามาสวมกอด
“เป็นไงมาไงเนี่ย” เมื่อผละออก ร่างสูงเลยถามออกไป
“....” ต้นหยงที่ยังคงตกใจได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ ถ้าเจออดีตเพื่อนสนิทธรรมดา เขาคงแสดงท่าทีไม่ต่างไปจากอีกฝ่าย ทว่าอาร์ตดันเป็นรักแรกของต้นหยงเลยก็ว่าได้ เขาเม้มริมฝีปากพยายามเก็บสีหน้าไม่ให้เผยความรู้สึกจริงออกไป
“เพิ่งโดนไล่ออกจากงานมาน่ะ”
“อ่าว แย่เลยงั้น”
“ไม่แย่หรอก ได้งานใหม่แล้วนี่ไง” ต้นหยงยิ้มออกมา มือเล็กจับขากางเกงแน่น ไม่เจอกันตั้งหลายปีอีกฝ่ายโตขึ้นมาก ไม่ว่าจะตอนไหนก็ทำเขาหัวใจเต้นได้เสมอ
“ดีเลย ได้ทำงานที่เดียวกัน” อาร์ตเดินเข้ามากอดคอต้นหยง แสดงท่าทีสนิทสนมไม่ต่างไปจากเมื่อก่อน
“อืม” ต้นหยงตอบสั้น ๆ
“เดี๋ยวกลางวันไปกินข้าวกัน มีร้านประจำแนะนำ” อาร์ตยักคิ้วให้อย่างหนุ่มขี้เล่น ต้นหยงพยักหน้าหงึกหงัก อาร์ตที่เห็นท่าทางนั้นพลันหลุดยิ้มออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ยังขี้อายเหมือนเมื่อก่อนเลยนะ” มือหนายกขึ้นวางลงบนกลุ่มผมสีน้ำตาล ทำคนที่ยังไม่ลืมความรู้สึกเก่าชะงักไปเล็กน้อย ร่างสูงยืนพูดคุยกับเขาอีกนิดหน่อย ก่อนจะขอตัวเดินกลับไปทำงานที่โต๊ะของตัวเอง
“....” ต้นหยงกระแอมในลำคอ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ เขาไล่ความคิดต่าง ๆ ในหัวเพื่อให้มีสมาธิจดจ่อกับการทำงานให้มากกว่านี้ เพิ่งมาวันแรกจะทำเสียเรื่องไม่ได้
“พี่เขม คุณสองมา”
“ฮะ ทำไมถึงได้เข้ามาวันนี้ล่ะ”
เสียงพูดคุยของพนักงานหลาย ๆ คนทำให้ต้นหยงเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารที่ได้รับมอบหมาย เขาเบนสายตาไปทางที่ทุกคนต่างมอง กลับต้องชะงักเมื่อเห็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่กำลังเดินผ่านแผนกไปยังห้องกระจกอีกด้าน ต้นหยงจ้องอยู่นานจนนึกขึ้นได้ว่าเป็นผู้ชายคนนั้น ที่เพิ่งกล่าวหาว่าเขาตามจีบไปเมื่อวันก่อน การได้เจออาร์ตต้นหยงคิดว่าบังเอิญมากแล้วนะ
“หล่อใช่ไหมล่ะ” เสียงกระซิบจากคนข้างกายทำต้นหยงสะดุ้ง
”คะ..ครับ?”
“คุณสอง ลูกชายคนรองของเจ้าสัวนเรศ เป็นประธานบริษัทในเครือนี้” พี่อี๊ดซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ เขาเอ่ยบอกออกมา
“....” จริง ๆ เขาไม่ได้อยากรู้ แต่ไม่คิดว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นถึงประธานบริษัทมารีนดริงก์ จำกัด แม้จะเป็นเครือย่อยแต่ก็ไม่ต่างจากบริษัทใหญ่มากนัก เขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็นพวกมาเฟียเสียอีก ทั้งการแต่งตัว ท่าทางการเดิน แถมยังเดินสูบบุหรี่ในบริษัทอีก
“แล้วทำไมทุกคนถึงตกใจเหรอครับ” ต้นหยงหันไปถาม
“เพราะนาน ๆ เข้าบริษัทสักทีน่ะสิ พวกนั้นไม่ทันได้แต่งตัว แต่งหน้าสวย ๆ มานั่งเชิดหน้ารอไง”
“....” ต้นหยงกะพริบตาปริบ เพราะเหตุผลนี้อย่างนั้นหรือ
“หล่อ รวย กล้ามแน่น ใครเห็นก็น้ำลายไหล มีใครไม่ชอบบ้าง” พี่อี๊ดพูดพร้อมหัวเราะคิกคักออกมา ผิดกับเขาที่ยิ้มแห้งทั้งยังเกาหัวแกรก ๆ
“แต่ไม่ยุ่งดีที่สุด รายนั้นตัวพ่อแบดบอยเลยนะ ฟันผู้หญิงเป็นว่าเล่น..”
“....” ต้นหยงมองเธอที่ขยับเข้ามาใกล้ ทั้งยังมองซ้ายมองขวาคล้ายกลัวใครจะมาได้ยิน
“ผู้ชายก็ไม่เว้นนะ หน้าตาน่ารัก ๆ แบบต้นหยงก็ระวังไว้ เดี๋ยวจะน้ำตาเช็ดหัวเข่า”
ต้นหยงเม้มริมฝีปาก แล้วละสายตาไปมองทางนั้นอีกครั้ง
“ไม่หรอกครับ คนระดับนั้นคงไม่ชายตามองผมหรอก”
