บทที่ 3 ตอนที่ 2
มารีนดริงก์ จำกัด
1 เดือนต่อมา
“ฮู่ว..”
ต้นหยงพรูลมหายใจขณะเก็บเอกสารเข้าแฟ้ม ยอดขายไวน์องุ่นพุ่งขึ้นสูงจากการตลาดที่เขาและอาร์ตร่วมมือกันทำ เป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนที่ต้นหยงทำงานบริษัทใหม่ ซึ่งมันผ่านไปอย่างราบรื่นมากเสียจนเขาคิดว่าทำไมถึงทนอยู่บริษัทเก่าได้ตั้งนาน
เพื่อนร่วมงานที่นี่ทุกคนต่างเป็นมิตร ช่วยเหลือเกื้อกูลกันตลอดเวลา เป็นหนึ่งเดือนที่เขาอยากตื่นเช้ามาทำงานโดยไม่ต้องคิดมากว่าวันนี้จะต้องเจอกับอะไร
“เสร็จแล้วเหรอ” ร่างสูงของหนุ่มตี๋ประจำแผนกเดินเข้ามาฉีกยิ้มจนตาหยีส่งให้เขา
“อื้ม” ต้นหยงตอบพร้อมพยักหน้า
“พรุ่งนี้มีกินเลี้ยงแผนก อย่าลืมล่ะ” อาร์ตหยิบกระเป๋าของต้นหยงมาถือเอาไว้
“ไม่ลืมหรอก” มือเรียวทำท่าจะดึงกระเป๋าตนมาถือเอง กลับเป็นอาร์ตที่เบี่ยงตัวหลบทั้งรอยยิ้ม
“ถือให้”
“กระเป๋าเรามันหนัก” ต้นหยงเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายหมายเอาของตัวเองคืนให้ได้ ทว่าร่างสูงกว่ากลับเบี่ยงหลบอยู่อย่างนั้น
”เพราะหนักไงเลยช่วย ดูเจ้าของสิ ตัวนิดเดียว”
“....” ต้นหยงส่ายหน้า เขาไม่ได้ตัวเล็กสักหน่อย สูงตั้งร้อยเจ็ดสิบเจ็ดเซนติเมตร
“วันนี้ต้นหยงกลับบ้านเองนะ พอดีรถเข้าอู่ เดี๋ยวต้องโทรให้ป๊ามารับ”
“ไม่เป็นไรเลย วันอื่น ๆ เรากลับบ้านเองได้ไม่ต้องรบกวนอาร์ตเลย”
“รบกวนอะไร จริง ๆ วันนี้จะให้กลับด้วย แต่พ่อดันขับไอ้แก่มาแล้วน่ะสิ”
‘ไอ้แก่’ ที่อาร์ตว่าคงเป็นรถสีแดงคันเก่า มีแค่เบาะคนขับและเบาะด้านข้างเท่านั้น ต้นหยงจำได้ดีเพราะเคยไปติวหนังสือบ้านอีกฝ่ายบ่อย ๆ
“ถ้าอาร์ตกลับก่อน เดี๋ยวเราอยู่ทำงานต่ออีกนิดแล้วกัน”
“เอางั้นเหรอ” อาร์ตเลิกคิ้ว แล้วยกนาฬิกาขึ้นดูเวลา พ่อเขาน่าจะใกล้ถึงแล้ว หนุ่มตาขีดจึงเอ่ยบอกลาเพื่อนสนิทพร้อมสะพายเป้เดินออกไป
ต้นหยงมองอาร์ตจนแผ่นหลังกว้างลับตา เขาถึงนั่งลงบนเก้าอี้แล้วเริ่มทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ พรุ่งนี้จะได้ไม่ยุ่งเกินไป
“อ่า ห้าโมงแล้วเหรอเนี่ย”
ต้นหยงพึมพำระหว่างเก็บเอกสารอีกหนึ่งชุดที่เพิ่งทำเสร็จไป มือเรียวคว้ากระเป๋าสีน้ำตาลมาสะพายไหล่ แล้วรีบเดินออกจากออฟฟิศเพราะกลัวไปไม่ทันรถเมล์รอบล่าสุด
ติ๊ง
‘กลับบ้านหรือยัง’
ต้นหยงมองข้อความในโทรศัพท์ มุมปากเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วพิมพ์แชตตอบกลับไป ในระหว่างเดินเขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา นอกจากใช้ความเคยชิน
‘วันนี้ม้าทำไก่ต้มน้ำปลาด้วย อยากชวนต้นหยงมาเลย’
‘สติกเกอร์หมีลูบท้อง’
‘วันอื่นก็ได้’
กึก กึก
เสียงรองเท้าอย่างดีมาหยุดยืนด้านข้าง ทำต้นหยงแปลกใจที่เวลานี้ยังมีพนักงานอยู่ในบริษัทกับเขา
‘เดี๋ยวเรากลับห้องก่อนนะ ถึงแล้วจะทักไป’
‘โอเคครับ~’
เขามองข้อความตอบกลับด้วยรอยยิ้มบาง ก่อนเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าแล้วก้าวขาเข้าลิฟต์ โดยไม่ทันสังเกตว่ามีใครมายืนเคียงข้าง กลิ่นโคโลญจน์อ่อน ๆ ของผู้ชายลอยแตะจมูก ทำให้ต้นหยงเหลือบมองอีกฝ่ายเผื่อคุ้นหน้าจะได้ทักทาย
ทว่ากลับชะงักเมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องเขม็งมาที่ตนเองอยู่
“....”
สองมือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง นัยน์ตาคมหรี่มองต้นหยงอย่างสำรวจ
“นี่เธออีกแล้วเหรอ”
“คะ..ครับ?” คำตอบรับของต้นหยงติดขัดอย่างงงวย แววตาเขาส่อถึงความประหลาดใจเต็มที่
“ตามมาถึงบริษัท ไม่น่ากลัวเกินไปหน่อยหรือไง”
“....” ต้นหยงอ้าปากค้าง นี่เขาไปตามอีกฝ่ายตอนไหน
“เปล่านะครับ ผมไม่ได้--”
“โกหก” ชวิศขมวดคิ้วเป็นปม
ร่างสูงหันขวับมาทางต้นหยง ก่อนช่วงขายาวจะก้าวไล่ต้อน จนคนตัวเล็กกว่าค่อย ๆ ถอยหลังไปเรื่อย กระทั่งแผ่นหลังชนเข้ากับทางตัน ดวงตาคมจึงกดต่ำลงมองใบหน้าขาวอย่างพิจารณา
“ชอบฉันมากเลยเหรอ”
“ครับ?” เกิดเป็นคำถามมากมายวนเวียนอยู่ในหัว เขาไปพูดหรือแสดงออกตอนไหนว่าชอบท่านประธาน แค่คิดก็ยังไม่เคยเลยด้วยซ้ำ
“ฉันถามว่าชอบมากเลยเหรอ” ชวิศถามย้ำเสียงเข้ม
“ผมไม่ได้--”
“หรือเธอจะมารอดักฉุดฉัน?”
ฮะ!? ต้นหยงเริ่มตามอีกฝ่ายไม่ทันแล้ว นอกจากยืนอ้าปากค้าง ในหัวคิดแต่คำเดิม ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“ร้ายจริง ๆ นะ พูดไม่ออกเพราะจริงงั้นสิ”
“ผมไม่ได้มาดักรอหรืออะไรทั้งนั้น ผมเพิ่งเคลียร์งานเสร็จเมื่อกี้ครับ”
“....”
“อีกอย่างผมไม่ได้แอบตามท่านประธานสักหน่อย ผมทำงานแผนกการตลาดครับ..” ต้นหยงรีบเอ่ยความจริงออกมาทันทีที่มีโอกาสพูด และหวังให้อีกฝ่ายเข้าใจ ทว่าคิ้วคมกลับยังคงขมวดแน่นเป็นปม
กระทั่งประตูลิฟต์เปิดออก ต้นหยงยังคงถูกคุณชวิศจ้องอยู่อย่างนั้น ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเล็กน้อย
“ผมขอทางได้ไหมครับ” ต้นหยงเงยหน้าขึ้น พูดขอออกไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แผ่นอกคุณชวิศกว้างมากเสียจนบังเขาแทบมิด
ใบหน้าคมสันเชิดขึ้นเล็กน้อย ก่อนเบี่ยงตัวหลบตามคำขอ ต้นหยงเลยค่อย ๆ เดินผ่านสูงตระหง่านของท่านประธานออกไป
พอพ้นแล้วพลันถอนลมหายใจอย่างโล่งอก เกือบมีเรื่องเข้าแล้วเชียว จากนี้คงต้องระวังไม่ให้บังเอิญเจอคุณชวิศอีก ไม่อย่างนั้นคงถูกกล่าวหาเป็นครั้งที่สองแน่
“เพิ่งเข้ามาทำงานเดือนเดียวเองครับ” สมชายส่งแฟ้มประวัติให้คุณชวิศได้อ่าน เขาไม่เข้าใจว่าทำไมท่านประธานถึงสนใจพนักงานตัวเล็กตัวน้อยคนนี้
“ทำไมฉันถึงไม่เคยเห็น ในเมื่อเข้ามาทำงานเป็นเดือน” ชวิศเงยหน้าขึ้นถามมือขวาคนสนิท
“เพราะคุณสองเข้าบริษัทหนึ่งครั้งในรอบเดือนไงครับ” สมชายบอกออกไป น้ำเสียงติดอ่อนใจอยู่เล็กน้อย ชวิศทำหน้าครุ่นคิดขณะอ่านประวัติพนักงานคนนี้ มุมปากหยักกระตุกยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นรูปถ่ายบัตร
“ผมได้ยินมาว่าพ่อของคุณจิรายุขายข้าวขาหมู แถมเป็นเจ้าดังด้วยนะครับ”
“ฉันไม่ชอบกิน มันไม่ดีต่อสุขภาพ” ชวิศเบือนหน้าไปทางอื่น ทั้งมัน ทั้งเค็ม ทั้งหวาน และเลี่ยน
“....” สมชายหรี่ตาเล็กน้อย เขาไม่ได้หมายความว่าจะชวนไปกินสักหน่อย ในเมื่อคุณสองอยากรู้ประวัติเด็กคนนั้นเขาก็ไปสืบมาให้ทุกอย่าง
“พรุ่งนี้มีกินเลี้ยง ท่านเจ้าสัวสั่งให้คุณสองไปด้วยนะครับ”
"เออ” ชวิศตอบสั้น ๆ แล้วคว้าบุหรี่ขึ้นมาสูบ เออที่ว่าคงโผล่ไปแค่จ่ายเงินแล้วก็กลับเหมือนเคย
“ดูแลสุขภาพบ้างนะครับ”
ดวงตาคมตวัดมองไปทางสมชาย ทำคนที่เผลอยื่นมือเข้าไปสอดต้องยิ้มแห้ง ก่อนก้มหัวหลบแล้วเดินออกไปเงียบ ๆ
วันต่อมา
หลังเลิกงาน ทุกในคนแผนกต่างไปรวมตัวกันที่ร้านประจำของบริษัท ซึ่งเป็นครั้งแรกสำหรับต้นหยง
ร้านปิ้งย่างเกาหลีขนาดกลาง ตกแต่งด้วยไม้สีเข้ม เหมาะเป็นร้านนั่งชิว มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขาย และส่วนใหญ่นำเข้าจากบริษัทที่เขาทำงาน
บรรยากาศบนโต๊ะเป็นไปอย่างครื้นเครง ทุกคนพูดคุยกันสนุกสนาน ส่วนต้นหยงได้แต่ทำตัวลีบ เพราะเขาไม่รู้จะพูดคุยเรื่องอะไร นอกจากขำให้กับมุกตลกของแต่ละคน
“เอ้าชนนนน”
ต้นหยงยกแก้วเหล้าของตัวเองขึ้นชนกับทุกคน เนื่องจากเขาไม่ค่อยดื่มแอลกอฮอล์จึงทำได้แค่จิบทีละนิด
“วันนี้มีข่าวดีจะมาแจ้งด้วยนะพวกเรา” พี่อี๊ดซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามลุกขึ้นกล่าว
“มีคนในแผนกเรากำลังจะได้ไปสาขาต่างประเทศ!”
เมื่อพี่อี๊ดกล่าวจบ เกิดเสียงเฮดังลั่นไปทั่วทั้งร้าน ต้นหยงเองก็พลอยยินดี จึงปรบมือร่วมกับทุกคน
“ใครวะอี๊ด” พี่แชมป์ที่นั่งฝั่งตรงข้ามรีบถามทันที
“จะเป็นใครไปได้ล่ะ นอกจากน้องอาร์ตสุดหล่อของพี่อี๊ด”
ต้นหยงที่กำลังตักขนมไทยเข้าปากพลันชะงัก เหมือนร่างกายถูกกระแสเย็นแล่นผ่าน ใบหน้าขาวถอดสีทั้งที่เป็นเรื่องน่ายินดี
ดวงตาเรียวเหลือบมองคนข้างกาย เห็นอาร์ตกำลังยิ้มแย้มมีความสุขและลุกขึ้นกล่าวขอบคุณทุกคนที่ต่างร่วมยินดี
มันเหมือนชีวิตการทำงานถูกผลักลงจากฝัน ต้นหยงกระแอมในลำคอ พยายามแสดงสีหน้าให้เป็นปกติ ทั้งที่นัยน์ตาสวยกำลังสั่นเครือ
“ดีใจด้วยนะ อาร์ตเก่งมาก ๆ เลย” ต้นหยงหันไปเอ่ยแสดงความยินดีให้เพื่อนสนิท
“อื้ม ต้นหยงก็รีบทำผลงานตามเรามานะ” อาร์ตยกแขนขึ้นพาดไหล่เล็ก ต้นหยงพยักหน้าทั้งรอยยิ้มที่ฝืนอยู่นิดหน่อย
เขาดีใจ ดีใจมากที่อาร์ตกำลังไปได้ดีในชีวิตการทำงาน ทว่ากลับมีเสี้ยวหนึ่งที่รู้สึกให้หวนนึกถึงเมื่อสมัยยังเรียน และไม่ทันได้สารภาพรัก ต้นหยงยอมรับตรง ๆ ว่าเขากำลังรวบรวมความกล้าอีกครั้ง แต่มีเรื่องนี้เข้ามาบีบคั้น..เขายังไม่มีความกล้ามากพอ เพราะหากมันไม่เป็นอย่างที่คิดความสัมพันธ์ที่ดีมาก ๆ จะพลันหายไปด้วย
จู่ ๆ คนที่ไม่ชอบของมึนเมา กลับดื่มมันเข้าไปหมดทั้งแก้ว ต้นหยงเม้มริมฝีปาก ใบหน้าขาวนวลเริ่มขึ้นระเรื่อเล็กน้อย พอในแก้วหมดเขาก็จะเติมมันอีกทันที ในขณะที่ทุกคนมีความสุข กลับเป็นต้นหยงที่กำลังจมปลักกับความคิดของตัวเอง
“ขออีกแก้วได้ไหมครับ” เสียงหวานเริ่มติดยานคาง
“อะไรเนี่ย อยู่ ๆ กรอกใส่ปากอย่างเดียว” อี๊ดที่ลอบสังเกตมาสักพักพูดขึ้น แต่ก็ยอมชงเหล้าให้อยู่ดี
“ดี ๆ อยู่กับพวกพี่ต้องคอแข็ง จัดไปไอ้น้อง”
“ขอบคุณครับ” ต้นหยงกล่าวขอบคุณ ก่อนจะยกแก้วดื่มต่อทันที เพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว กลับทำให้คนที่ไม่ชอบดื่มแอลกอฮอล์อย่างเขา ยอมดื่มได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
“กินน้อย ๆ หน่อย เริ่มเมาแล้วเนี่ย” อาร์ตดึงแก้วออกจากมือต้นหยง แล้วนำมาวางลงตรงหน้าของตน สายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงนั้น ทำคนที่กำลังแอบรักปวดหนึบในอก ถ้าเขาพูดออกไป จะยังได้รับสายตาแบบนี้อยู่หรือเปล่า
“อาร์ต”
“ครับ” อาร์ตที่กำลังตักน้ำแข็ง หันมาขานรับเพื่อนที่นั่งทำตาปรือ
“....” ต้นหยงเม้มริมฝีปาก
“เดี๋ยวค่อยพูดได้ไหม ขอไปเข้าห้องน้ำก่อน อั้นมานานละฮ่ะ ๆ ๆ”
อาร์ตหัวเราะ ก่อนจะรีบลุกขึ้นเดินออกไป ทำต้นหยงเก้อไปครู่หนึ่ง
“อาร์ตมันได้ไปสาขาใหญ่ที่จีน บางทีอาจจะอยู่ที่นั่นยาว ไม่กลับมาเลยก็ได้มั้ง” อี๊ดพูดเรื่อยเปื่อยตามประสา ทว่าดูเหมือนจะมีเพียงต้นหยงคนเดียว ที่สะดุดกับถ้อยคำนั้น
มือเรียวเอื้อมไปคว้าแก้วขึ้นมาดื่มอีกครั้งจนหมด ร่างสูงโปร่งลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนหมุนตัวเดินออกไปโดยไม่บอกกล่าวใครสักคน
ต้นหยงค่อย ๆ คลำกำแพงไปตามทาง พลางก้าวไปข้างหน้าสู่ห้องน้ำทางหลังร้าน ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าฤทธิ์สุราจะช่วยเพิ่มความกล้าหาญภายในใจได้มากขนาดนี้
ต้นหยงเงยหน้าขึ้นมองป้าย แล้วพาตัวเองเดินเข้าไปด้านในอย่างทุลักทุเล
นัยน์ตาสีอ่อนทอดมองแผ่นหลังแกร่งของร่างสูงที่กำลังยืนล้างมืออยู่เบื้องหน้า ภาพตรงหน้าพร่ามัวจนต้องยกมือขึ้นขยี้ดวงตา หวังให้มองเห็นชัดเจนขึ้น
ถ้อยคำมากมายอยู่ในห้วงความคิดของต้นหยง เขาไม่อยากเสียอาร์ตไปอีกแล้ว
หมับ..
แรงกอดจากทางด้านหลัง ทำเจ้าของร่างสูงพลันชะงัก นัยน์ตาคมมองผ่านกระจก ก่อนจะยืดตัวขึ้นแล้วค่อย ๆ หันกลับไปเพราะตัวเขาถูกกอดแน่นมาก
ชวิศลดสายตาลงมองหัวทุยที่กำลังจมอยู่ในแผงอก เรียวคิ้วคมเลิกขึ้นเล็กน้อยเพราะจำสีผมนี้ได้ดีว่าเป็นของใคร
“อย่าเพิ่งผลักไสกันเลยนะ” เสียงพร่าเอื้อนเอ่ยก่อนใบหน้าขาวจะเงยขึ้น โดยซบปลายคางไว้บนอก
“ทำอะไร” เสียงทุ้มถามเรียบ มือหนายังคงปล่อยไว้ข้างลำตัว ทว่าแรงกอดรัดกลับแน่นขึ้น ราวกับกำลังปลดปล่อยความอัดอั้นที่เก็บงำไว้
“....” ชวิศยืนนิ่งอยู่เพียงครู่ ตัวเขาไม่ค่อยชอบให้ใครมาแตะเนื้อต้องตัวสักเท่าไร เลยยกมือขึ้นดันคนตัวเล็กกว่าออก
“....” ต้นหยงเองก็ยอมแต่โดยดี ทว่านัยน์ตาเศร้ากลับช้อนขึ้นสื่อความหมายบางอย่าง
“มากอดฉันทำไม”
“....” ต้นหยงกำมือแน่น ทำไมอาร์ตถึงใช้สรรพนามและน้ำเสียงที่เย็นชาแบบนั้น เขาไม่เข้าใจ หรืออาร์ตรู้อยู่แล้วว่าเขารู้สึกยังไง
“ถ้าไม่มีอะไรจะพูดก็--!!?” ชวิศเบิกตาขึ้นกว้างด้วยความตกใจ เพราะจู่ ๆ คนตรงหน้าก็พุ่งเข้ามาประชิด พร้อมดันแผงอกเขา ก่อนจะเขย่งปลายเท้าขึ้นมาประทับริมฝีปากอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว
ราวกับสิ่งรอบข้างพลันเงียบงัน ต้นหยงปิดเปลือกตาลงแน่น เพราะการกระทำนี้มันไวกว่าความคิด เขาค้างจูบไว้อย่างนั้นทั้งที่ในใจกำลังก่นด่าตนเองเกี่ยวกับการกระทำไร้ยางอายนี้
“....” ต้นหยงผละออกทั้งสีหน้าไม่สู้ดี
“เธอนี่มัน”
ชวิศจับริมฝีปากตนเอง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของอีกฝ่ายมันติดอยู่บนกลีบปากของเขา
“ขะ..ขอโทษ” ต้นหยงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทอดมองอีกฝ่ายที่กำลังยืนนิ่ง
“เจอกันไม่กี่ครั้ง คิดจะทำตราประทับใส่เลยหรือไง”
“ฮะ..” ต้นหยงเอียงคอ เริ่มรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว
“ฉันไม่ง่ายหรอกนะ ขอโทษด้วย” ชวิศเชิดหน้าขึ้นสูง ก่อนจะเดินผ่านร่างเขาออกไป
โครม!
ต้นหยงที่ยืนนิ่งเพราะกำลังคิดทบทวนกับตนเองต้องเหลียวมองไปด้านหลัง เห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินเซสะดุดถังน้ำสำหรับถูพื้น
.
.
“คุณสองเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” สมชายหันไปถามนายตนเองที่กำลังสูดยาดมอยู่ ทั้งยังสลับกับจับริมฝีปากตนเองอย่างเหม่อลอย เมื่อครู่ก็เดินแข้งขาอ่อนออกมาจากร้าน
“หุบปาก”
“ครับ” สมชายตอบรับ
ทำอย่างกับหนุ่มวัยแรกแย้มโดนสาวสวยจูบมาอย่างนั้นแหละ
