บทที่ 4 ตอนที่ 3
‘ปวดหัว’ เป็นความรู้สึกแรกหลังเปิดเปลือกตาขึ้น ร่างขาวในชุดทำงานของเมื่อวานพลิกตัวหนีแสงแดดซึ่งลอดผ่านมาทางหน้าต่าง
“อือ..” ต้นหยงครางเครือในลำคอ ยกมือขึ้นทึ้งหัวตัวเอง สัญญาเลยว่าจะไม่ดื่มสุราอีกแล้ว ไม่คิดเลยว่าอาการเมาค้างจะสาหัสขนาดนี้
เขานอนนิ่งอยู่ท่าเดิมนานหลายนาที กระทั่งมีเรื่องหนึ่งผุดเข้ามาในหัว ทำคนที่กำลังคิดจะนอนต่อในวันหยุดเด้งตัวขึ้นมานั่งทันที
“ทำอะไรลงไปเนี่ย” ต้นหยงยกมือขึ้นยีผมตนเองอย่างหงุดหงิด แล้วแบบนี้เขาจะยังมีหน้ากล้าไปเจออาร์ตอีกหรือเปล่า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องราวมันลงเอยอย่างไร ต้นหยงไม่น่าดื่มเหล้าเพื่อเรียกความกล้าเลย ลืมไปว่ามันเองก็ทำให้เขาขาดความยับยั้งชั่งใจด้วยเช่นกัน
ต้นหยงนั่งอึนอยู่บนเตียงอย่างทุกข์ใจ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันนี้จะเริ่มต้นยังไงดี ดวงตากลมเหลือบมองนาฬิกา บ่งบอกเวลาที่เขาควรลุกขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าได้แล้ว
ต้นหยงเดินทางมาถึงบริษัทในเวลาต่อมา ใบหน้าขาวเงยขึ้นมองตึกสูงอย่างครุ่นคิด เขากลัวเรื่องที่ตัวเองเพิ่งกระทำไปเมื่อวานจะส่งผลเสีย แต่กระนั้นก็ไม่สามารถยืนอยู่ตรงนี้ทั้งวันได้ นอกจากสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วก้าวขาเดินเข้าไป
ทุกคนที่รู้จักต่างทักทายเขาเป็นปกติ ช่วงขาเรียวมาหยุดยืนตรงหน้าลิฟต์ คนมาเวลานี้กันเยอะ เห็นทีจะต้องเบียดกันขึ้นไป เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ต้นหยงก็เดินเข้าไปชิดด้านใน คนอื่น ๆ ที่ยืนรออยู่ต่างทยอยเดินเข้ามา
“ท่านประธาน”
“พี่ ๆ หลบทางให้คุณชวิศก่อน” พนักงานหลายคนพากันกระซิบกระซาบ ต้นหยงที่ได้ยินชื่อคุณชวิศก็รีบหันหน้าหนีไปทางอื่น เพราะกลัวอีกฝ่ายจะเห็นตนเอง ทว่ากลิ่นโคโลญจน์คุ้นจมูกกลับเข้ามาใกล้ เสียจนคนที่หลบหน้าแอบเหลือบมอง
ทำไมต้องมายืนใกล้เขาด้วยนะ
ต้นหยงเอ่ยบ่นกับตัวเองในใจ พลางพยายามเบือนหน้าหลบ ไม่อยากให้คุณชวิศเห็นว่าเขายืนอยู่ตรงนี้
“อ๊ะ” ต้นหยงสะดุ้งเฮือก เมื่อมีคนเบียดเข้ามาในลิฟต์มากขึ้น ร่างสูงใหญ่ข้างกายพลันพลิกตัวหันมาทางเขา แขนแกร่งยกขึ้นพาดกำแพงลิฟต์เหนือศีรษะอย่างไม่ทันตั้งตัว ดวงตากลมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเผลอเชยสายตาขึ้นสบกับคุณชวิศ หากตอนนี้เขาไม่ได้ถูกกักเอาไว้ในอ้อมอกของอีกฝ่าย ก็คงไม่รู้สึกตระหนกจนหัวใจเต้นแรง สองแขนของต้นหยงยกขึ้นแนบอกตนเอง
แผ่นหลังของคุณชวิศบดบังแสงไฟ ต้นหยงลอบกลืนน้ำลายลงคอ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น บางทีคนที่เข้ามาเบียดอาจไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่ามี ‘ท่านประธาน’ กำลังยืนอยู่ตรงนี้ ทั้งที่อีกฝ่ายสูงตระหง่านแถมยากที่จะกลมกลืนหายไปกับผู้คนรอบข้าง
กระทั่งประตูลิฟต์เปิดออก พนักงานที่อยู่แผนกล่างต่างพากันเดินออกไป เหลือเพียงไม่กี่คน
เมื่อไร้คนเบียดเสียด ร่างสูงใหญ่จึงขยับออกมาทั้งสีหน้าเรียบตึง ชวิศจัดการเสื้อผ้าตนเองให้ดูเรียบร้อย ไม่ได้สนใจคนข้างกายอย่างต้นหยงอีก ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเล็กน้อย เหตุการณ์เมื่อครู่ทำเขารู้สึกอึดอัดเพิ่มเป็นเท่าตัว
เมื่อลิฟต์เปิดออกอีกครั้ง ผู้คนภายในก็ทยอยเดินออกไปจนหมด ทิ้งให้บรรยากาศกลับมาเงียบสงัด ต้นหยงยืดตัวขึ้นเล็กน้อยด้วยท่าทีเกร็ง ๆ พลันเกิดคำถามผุดขึ้นในใจ ว่าทำไมถึงไม่มีคนจากแผนกเขาอยู่ในลิฟต์นี้เลยสักคนเดียว
อีกสามชั้นจะถึงแผนกเขา ต้นหยงแทบจะยืนกลั้นหายใจ ลืมเรื่องที่ต้องคิดไปเสียสนิทเมื่ออยู่ข้างท่านประธาน
เขาไม่รู้ว่าคุณชวิศคิดอะไรอยู่ นอกจากแอบมองด้วยหางตา
อีกฝ่ายกำลังยืนสอดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ใบหน้าหล่อเหลาเชิดขึ้นอย่างที่เป็นมาตลอด ท่ายืนหากไม่บอกว่าเป็นประธานบริษัท คงเหมือนพวกมาเฟียมากกว่า
“คิดจะฉวยโอกาสอีกหรือไง”
คำพูดที่เอ่ยออกมาทำต้นหยงสะดุ้งโหยง ทำไมท่านประธานถึงรู้ว่าเขาแอบมองอยู่ กระทั่งมองไปตามสายตาของอีกฝ่าย เห็นเงาสะท้อนตนเองจากประตูลิฟต์ก็อยากยกมือขึ้นตีหน้าผาก กี่ครั้งแล้วที่พลาดเพราะความอยากรู้
“ขะ..ขอโทษครับ” แล้ว ‘ฉวยโอกาส’ ที่ท่านประธานว่าหมายถึงอะไร ต้นหยงกอดกระเป๋าแน่น จ้องเลขตรงหน้าราวกับต้องการให้มันเร็วกว่านี้ กระทั่งลิฟต์เปิดออก คนตัวเล็กกว่าพลันก้าวขาเดินออกไปทันที
ต้นหยงไม่ได้หันหลังกลับไปมองอีก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้กำลังถูกจ้องอยู่หรือเปล่า พอมาถึงหน้าแผนกช่วงขาเรียวกลับค่อย ๆ ชะลอฝีเท้า
“อ่าว เราคิดว่าจะไม่มาทำงาน”
อาร์ตเดินฉีกยิ้มเข้ามาเหมือนอย่างเคย การกระทำดูปกติมากเสียจนต้นหยงย่นคิ้ว
“เมื่อคืนต้นหยงเมามากเลยนะ”
“แล้วเมื่อคืน..” เขาลอบมองใบหน้าของอีกฝ่ายที่ตอนนี้ดูปกติทุกอย่าง
“เมื่อคืนเรากลับมาก็เห็นต้นหยงนอนหลับหน้าห้องน้ำ เรียกเท่าไรก็ไม่ตื่น” อาร์ตพูดออกมาอย่างเอ็นดู เขาเลยต้องเป็นคนแบกเพื่อนสนิทพากลับห้องเอง
“แล้วอาร์ตไปไหนมา” ต้นหยงหันไปถาม ความรู้สึกตอนนี้ทั้งงงและสับสน
“ไปเข้าห้องน้ำปั๊มมาน่ะ ชินกับสายฉีดมากกว่าทิชชู”
อาร์ตพูดพลางหัวเราะเบา ๆ ต่างกับต้นหยงที่เหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง
แล้วเมื่อคืนเขาจูบกับใคร ในเมื่อคนคนนั้น..ไม่ใช่อาร์ต
“เป็นอะไรหรือเปล่า หน้าซีดกว่าเมื่อกี้อีก” ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้ พร้อมโน้มหน้าลงมองสีหน้าเพื่อนสนิท
“ปะ..เปล่า” ต้นหยงส่ายหน้าเล็กน้อย ขณะทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน พยายามเท่าไรก็นึกไม่ออก
“ไม่ไหวพักนะ อย่าฝืน” อาร์ตเดินเข้ามาวางมือลงบนกลุ่มผมนุ่ม รอยยิ้มที่อีกฝ่ายส่งมาให้ ไม่แปลกที่จะทำให้เขารู้สึกตกหลุมรัก
“เดี๋ยวอาทิตย์หน้า จัดการพาสปอร์ตเสร็จก็ไปแล้ว”
“....”
“จริง ๆ เรารู้ว่าผลงานนี้ต้องออกมาดี เลยเตรียมตั้งแต่เดือนก่อน” อาร์ตพูดพร้อมหัวเราะ ดูก็รู้ว่าภูมิใจในตัวเองมากแค่ไหน
“อาร์ตเก่งอยู่แล้ว” ต้นหยงเอ่ยชมเพื่อนจากใจจริง ในตอนนี้เขายังรู้สึกใจหายอยู่เลย
“ต้นหยงก็เก่ง...ทำไมไม่ลองเอาความสามารถของตัวเองมาประยุกต์ใช้กับงานการตลาดดูบ้างล่ะ” อาร์ตเอ่ยพลางลากเก้าอี้มานั่งด้านข้าง น้ำเสียงที่พูดแฝงไปด้วยความจริงใจและชื่นชมเพื่อนในเรื่องนี้มาตลอด
“ไม่ได้เขียนมานานแล้ว คงไม่--”
“กลัวอะไรหืม ต้นหยงแต่งกลอนได้ที่หนึ่งทุกปีเลยนะ” อาร์ตยิ้มบาง ส่งกำลังใจให้เพื่อนเต็มที่
“บริษัทคงไม่สนอะไรแบบนั้นหรอก” ต้นหยงเอ่ยเสียงเบา แววตาคล้ายไม่มั่นใจในตนเอง
“ไม่ลองไม่รู้หรอกนะ” อาร์ตพูดพลางโน้มตัวเข้าหาเล็กน้อย
“ได้ยินมาว่าเจ้าสัวมีแผนทำเครื่องดื่มไทยแท้ ต้นหยงลองเขียนกลอนไปเสนอดูสิ เผื่อจะได้ออกสื่อ ออกโฆษณาร่วมกับแบรนด์ก็ได้นะ”
“ขอบคุณนะ เดี๋ยวจะลองทำดู” ต้นหยงหันไปยิ้มให้อีกฝ่าย รู้สึกขอบคุณอาร์ตที่คอยเพิ่มความมั่นใจในหลาย ๆ เรื่องให้เขา
“จำงานภาษาไทยที่ต้นหยงแต่งกลอนแข่งครั้งแรกได้ไหม”
ต้นหยงพยักหน้า หวนนึกถึงสมัยมัธยมปีที่หนึ่ง
“ตอนนั้นเรายังไม่รู้จักกัน แต่พอได้ฟังกลอนที่ต้นหยงแต่ง เรากลับรู้สึกเหมือนตกหลุมรักขึ้นมาเลย เสียดายก็แค่..ต้นหยงเป็นผู้ชาย”
เมื่อได้ยินประโยคนั้น แววตาสีอ่อนพลันหม่นลงเล็กน้อย ก่อนเขาจะพยายามให้กลับมาเป็นปกติ
“แต่ตอนนี้ไม่ติดอะไรแล้วนะ ถ้าเจอคนที่ถูกใจก็อาจเป็นไปได้” อาร์ตเอ่ยพลางมองหน้าเพื่อนสนิทของตน ทว่าประโยคนั้นต้นหยงกลับไม่ได้ยินชัดนักเพราะกำลังเหม่อลอยไปไกล
“ถ้าได้กลอนรักเพราะ ๆ มาจีบ เราคงเผลอชอบคนที่มอบให้แน่ ๆ ”
ต้นหยงเหลือบมองมาทางอาร์ต กระทั่งเราสองคนสบตากันอยู่เพียงครู่ และเป็นต้นหยงเองที่กระแอมในลำคอแล้วหลุบตาลงก่อน
“เดี๋ยวเราไปทำงานก่อนนะ เย็นนี้มีเรื่องจัดการอีกเยอะเลย” อาร์ตฉีกยิ้มให้เพื่อนสนิท แล้วปลีกตัวเดินออกไป
ต้นหยงมองแผ่นกระดาษว่างเปล่า ถ้าเขาเป็นคนเขียนกลอนรักให้อาร์ต..อีกฝ่ายจะตอบรับรักของเขาหรือเปล่า
สามวันหลังจากนั้น ต้นหยงพยายามงัดสกิลของตัวเองออกมาเพื่อแต่งกลอนให้เพื่อนสนิท ก่อนอีกฝ่ายจะต้องเดินทางไปทำงานที่จีนอีกสองวัน เขาอดหลับอดนอนเพื่อทำมันออกมาให้ดีที่สุด หวังว่าอาร์ตจะตกหลุมรักอีกครั้ง แม้เป็นหวังเล็ก ๆ ก็ตาม
ต้นหยงมองกลอนที่ตนเพิ่งเขียนเสร็จอยู่นาน และไม่ลืมถ่ายส่งให้คิมเพื่อให้อีกฝ่ายลองอ่าน ว่าเขาควรปรับแก้ส่วนไหนหรือเปล่า
‘คนที่มึงกำลังจะจีบคงหลงรักตายเลย’
เขาอมยิ้มมองข้อความของเพื่อน ก่อนจะรีบพับเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า และไม่ลืมฉีดน้ำหอมเฉพาะตัวของเขาลงบนแผ่นกระดาษ
เขามองแผ่นกระดาษด้วยรอยยิ้ม แล้วใส่เข้าไปในซองสีขาว สติกเกอร์รูปหัวใจสีชมพูที่เขาเพิ่งแวะซื้อเมื่อครู่ติดลงระหว่างกลางของจดหมาย มุมปากสวยยกยิ้มอย่างคาดหวัง เขาไม่อยากเสียดายโอกาสเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไงเขาก็มาดมั่นเอาไว้ว่าจะไม่เสียใจ เพราะยังไงก็ได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย
วันต่อมา
ต้นหยงมองจดหมายรักของตนเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้าแล้วแอบสอดมันเข้าไปในแฟ้มงานบนโต๊ะของอาร์ต วันนี้อีกฝ่ายจะเข้ามาเก็บของเพื่อเตรียมตัวเดินทาง
เขาเดินกลับมานั่งลงบนเก้าอี้พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปาก ในใจเต็มไปด้วยความคาดหวังลึก ๆ ว่าผลลัพธ์จะออกมาดี
ร่างสูงของอาร์ตเดินเข้ามาด้านในแผนก เขาเพิ่งจัดการเรื่องที่บ้านเสร็จเลยมาที่ทำงานช้าไปหน่อย มาถึงก็เป็นเวลาพักกลางวันของทุกคน
“อ่า ลืมเลยแฮะ” อาร์ตพึมพำขณะหยิบแฟ้มงานบนโต๊ะขึ้นมา มันเป็นแฟ้มที่ต้นหยงฝากไว้ เขาเองก็ลืมบอกเหมือนกันว่าเพิ่งเปลี่ยนแฟ้มให้ใหม่ เพราะอันเก่าอาร์ตเผลอดึงขาดไปโดยไม่ตั้งใจ
เขาหยิบแฟ้มงานของตัวเองออกมาจากกระเป๋า เป็นผลงานชิ้นสุดท้าย ซึ่งเขาอยากมอบให้บริษัทที่ทำงานมานานเป็นครั้งสุดท้าย แม้จะเป็นสาขาย่อยก็ตาม
เขาวางแฟ้มเอกสารของตนเองและต้นหยงทับกัน ก่อนจะเดินไปที่ลิฟต์เพื่อขึ้นไปพบท่านประธาน เห็นว่าช่วงนี้เข้าบริษัทแทบทุกวัน นับเป็นเรื่องแปลกสำหรับทุกคนมาก แต่ก็ไม่มีใครตั้งคำถามมากไปกว่านั้น
“สวัสดีครับคุณชวิศ”
เลขาสาวสวยเปิดประตูให้เขาเดินเข้าไป ภายในห้องทำงานท่านประธานกว้างขวาง โปร่งสบาย และเป็นระเบียบเรียบร้อย รอบด้านห้อมล้อมด้วยกระจกราคาแพง ตกแต่งอย่างหรูหราจนอาร์ตที่ก้าวเข้ามาอดรู้สึกเกร็งไม่ได้
“มีอะไรหรือเปล่า” ชวิศขยี้มวนบุหรี่แล้วละสายตาขึ้นมองบุคคลตรงหน้า
“อันนี้เป็นไอเดียของผมกับเพื่อนที่ร่วมกันทำก่อนหน้านี้ครับ” อาร์ตวางแฟ้มเอกสารของตนเองลงบนโต๊ะ ถัดไปก็เป็นแฟ้มของต้นหยง
“อันนี้ของผมครับ ส่วนชุดนี้เป็นของจิรายุ ด้านในมีชื่อเขียนอยู่ครับ”
เมื่อวางลงตรงหน้าท่านประธาน เขาก็ถอยออกมายืนกุมมือตนเองอย่างถ่อมตน
“ผมไม่มีอะไรแล้ว ถ้างั้นขอตัวก่อนนะครับ” อาร์ตโคลงหัวให้เล็กน้อยแล้วเดินออกไป
เมื่อบานประตูปิดลง สมชายที่แอบเหลือบมองคุณสองมาตลอดพลันสงสัยอยู่เรื่องหนึ่ง
“ทำไมถึงทำสีหน้ามึนตึงใส่พนักงานคนนี้แปลก ๆ ละครับ”
“ยังไง ปกติของสีหน้าฉันอยู่แล้ว”
ชวิศตอบออกไปอย่างไม่ใส่ใจนัก สมชายรู้ว่าคุณสองเป็นพวกชอบแสดงสีหน้าเบื่อโลก หรือเย็นชาไปเลย แต่กับนายคนเมื่อครู่มันต่างออกไป อย่างกับมีอะไรในใจอย่างนั้น
ชวิศหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาอ่านคร่าว ๆ
“ไอเดียน่าสนใจนะครับ” สมชายที่ยื่นหน้าเข้ามาอ่านเสนอความเห็น
“....” ชวิศไม่ได้ตอบอะไร นอกจากพับเก็บแล้วหยิบอีกแฟ้มขึ้นมาอ่าน ซึ่งน่าจะเป็นของจิรายุ
และเมื่อหยิบเอกสารงานไอเดียออกมา กลับมีซองสีขาวหล่นลงบนตักของเขา เรียวคิ้วคมย่นเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาพลิกมองดูอย่างสงสัย
“อะไรเหรอครับ เหมือนจดหมายรักเลย” สมชายขมวดคิ้วตามนายตนเองบ้าง ก่อนจะถูกคุณชวิศมองด้วยหางตา เขาถึงยิ้มแห้งแล้วถอยกลับไปยืนที่เดิม
ชวิศค่อย ๆ เปิดซองจดหมายออก กลิ่นน้ำหอมอ่อนโยนลอยแตะจมูก เป็นกลิ่นหอมละมุนที่ทำให้ใจสงบโดยไม่รู้ตัว เขาเผลอยกกระดาษขึ้นมา แล้วสูดดมความหอมอย่างตั้งใจ
มือเรียวคลี่แผ่นกระดาษออกเผยให้เห็นลายมือประณีต เห็นเพียงครั้งแรกก็รู้ว่าคนเขียนได้ใส่ความตั้งใจลงไปมากแค่ไหน
ในความเงียบงันนั้น สมชายกลับเป็นคนเดียวที่ทันสังเกตเห็นแววตาของผู้เป็นนายแปรเปลี่ยนทีละน้อย จากเรียบนิ่งไปสู่สายตาที่ยากจะคาดเดา
.
.
.
17.00 น.
ต้นหยงเดินเอื่อยเฉื่อยเข้ามาในร้านกับข้าวเจ้าประจำ ทำไมเมื่อตอนบ่ายนี้อาร์ตถึงยังดูปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งสายตา การกระทำ ต้นหยงขบคิดเรื่องนี้เสียจนออกทางสีหน้าทั้งหมด
“วันนี้เอาอะไรจ๊ะ” คุณป้าเจ้าของร้านเดินเข้ามาไถ่ถามด้วยรอยยิ้ม
“เอาหน่อไม้ผัดไข่ กับต้มพะโล้ครับ”
“ได้ ๆ เดี๋ยวป้าตักให้นะ”
ต้นหยงอมยิ้ม รับกับข้าวของโปรดตนเองมาถือ เขาพรูลมหายใจออกมา พยายามเลิกคิดเกี่ยวกับอาร์ตแล้วพาตัวเองเดินออกมาจากร้านคุณป้าชมแสง
ในระหว่างที่กำลังเดินข้ามฝั่ง เขากลับต้องตกใจเมื่อจู่ ๆ ท่อนแขนกลับถูกคว้าอย่างกะทันหัน ก่อนร่างโปร่งจะเซเข้าไปปะทะแผงอกแกร่งของใครบางคน ใบหน้าขาวตื่นตระหนกเผลอกอดอีกฝ่ายไว้แน่น เพราะเป็นคนตกใจง่าย หัวใจดวงน้อยเต้นตุบ ๆ คิดว่าเขาเผลอเดินตัดหน้ารถหรือเปล่า
กระทั่งเงยหน้าขึ้นมองคนที่ช่วยเขาเอาไว้
“คุณชวิศ”
“เดินข้ามถนนหัดระวังบ้างนะ” ชวิศเอ่ยเสียงขุ่น เสียจนคนถูกดุสะดุ้งเล็กน้อย เขาเม้มริมฝีปาก รู้สึกตกใจไม่หายจริง ๆ
เมื่อสถานการณ์กลับมาปกติ เขาถึงค่อย ๆ ผละออกจากคุณชวิศ แล้วมองอีกฝ่ายที่จัดสูทตนเอง ทั้งยังเชิดหน้าขึ้นเหมือนเคย ร่างสูงปรายตาลงมองต้นหยงครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปในร้านเดียวกันกับที่เขาเพิ่งซื้อ
ต้นหยงหันไปเตรียมจะกล่าวขอโทษรถคันที่เขาไม่ทันระวัง กลับต้องชะงักงัน เมื่อเห็นจักรยานคันสีชมพูหวานแหววค่อย ๆ เคลื่อนผ่านตัวเขา
แกร่ก แกร่ก
เสียงล้อเล็กด้านข้างเสียดสีไปกับถนน เด็กผู้หญิงผมแกะที่กำลังดูดไอศกรีมสีรุ้งหันมามองต้นหยงอย่างฉงนใจ ..ไม่ต่างกับเขา
ต้นหยงกะพริบตาปริบ ๆ คุณชวิศดึงเขาหลบจักรยานสี่ล้อคันเท่าเข่าของเด็กผู้หญิง...แค่นั้นเหรอ
