บทที่ 3 ตอนที่2 พบเจออีกครา 1
ห้าปีต่อมา...
โม๋เอ๋อร์ในวัยสิบสองปีเริ่มมีอาการผิดปกติบางประการกับร่างกาย นางเป็นไข้หวัดอาการประหลาด ร่างกายอ่อนแอเพราะลมปราณและหลอดเลือดเปิด ทำให้ความร้อนความเย็นจากภายนอกเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายและลึกกว่าที่เคย
ปกติอาการไข้หวัดก็แค่ปวดหัวตัวร้อน ครั่นเนื้อครั่นตัว ไอจามน้ำมูกไหล แต่ครานี้นางกลับมีอาการแปลกไป เดี๋ยวมีไข้ตัวร้อน เพียงครู่เดียวก็เปลี่ยนเป็นหนาวสั่นตัวเย็น สลับกันไปมา
อยากอยู่เงียบๆ ไม่อยากอาหาร ปากขมคอแห้ง มีความร้อนเย็นสลับไปสลับมา รู้สึกรุ่มร้อนไปหมด
ระหว่างที่ย่ำแย่ด้วยอาการหวัดประหลาด ก็เจ็บท้องมาก ทั้งยังมีเลือดออกจากส่วนสงวนทำให้หว่างขาแดงฉานจนน่ากลัว
แน่นอนว่าโม๋เอ๋อร์ไม่รู้ว่าที่เป็นอยู่เรียกว่า การมีระดู และไข้หวัดที่เป็นก็คือไข้ทับระดู[1]
แต่ต่อมานางก็เริ่มระลึกได้จากการสังเกตสัตว์ป่าเพศเมียบางประเภท ไม่ว่าจะเป็นลิงป่า หมาป่า ที่ส่วนสงวนของพวกมันมีลักษณะบวมและมีเลือดออก เฉกเช่นนางในยามนี้ และต่อมาพวกมันก็มีการสมสู่กับเพศตรงข้าม แล้วก็ให้กำเนิดทายาทตัวน้อยจนเต็มผืนป่า
โม๋เอ๋อร์พลันเข้าใจในทันใด นางจึงเบิกตาโตอ้าปากค้างตะลึงงันครู่ใหญ่
หนอนน้อยในดักแด้กลายร่างเป็นผีเสื้อแสนสวยฉันใด เด็กน้อยก็กำลังจักกลายร่างเป็นเด็กสาวที่งามสะพรั่งฉันนั้น
ถึงแม้ว่าในป่าใหญ่ไม่มีมนุษย์ที่เป็นบุรุษมาเกี้ยวพา หากแต่การสืบพันธุ์ของสรรพสัตว์ย่อมเหมือนกัน ทุกสิ่งคือธรรมชาติสรรค์สร้าง ทุกอย่างคือวัฏจักรของมัน
กลิ่นสาบสางของเพศเมียยามนี้ล้วนดึงดูดเพศผู้ทั้งสิ้น ไม่เว้นแต่โม๋เอ๋อร์ที่บัดนี้มีสัตว์ป่าน้อยใหญ่พากันมาวนเวียนรอบกายมากมายคล้ายต้องการช่วงชิง
แต่ละตัวส่งสายตาแวววับพราวระยับจ้องเขมือบแบบแปลกๆ จนเด็กสาวรู้สึกหนาวยะเยือกไปหมด
ที่ผ่านมานางไม่เคยหวาดหวั่นกริ่งเกรงต่อสิ่งใด หากแต่การสมสู่กับสัตว์ป่าแล้วให้กำเนิดทายาทหน้าตาประหลาดครึ่งคนครึ่งสัตว์ นางรู้สึกกลัวยิ่ง ยามนอนยังผวายามลืมตายังระแวง
อา...นางทำใจมิได้เอาเสียเลย
ถึงแม้ว่าจะเป็นถึงโม๋กุ่ยเสินเหนือสามัญ มีปราณเทพพลังมารเปี่ยมล้น แต่เด็กสาวก็นับเป็นมนุษย์ผู้หนึ่งด้วยเลือดของบิดา แม้จะเป็นครึ่งคนครึ่งเทพปีศาจ หากแต่รูปลักษณ์ของบิดามารดาหาใช่สัตว์ร้ายน่าเกลียดไม่
หากนางถึงวัยสมสู่และต้องให้กำเนิดทายาทอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง คู่ของนางก็ควรเป็นมนุษย์เพศผู้ถึงจะถูกต้อง
อืม...แต่ที่นี่ไม่มีบุรุษเลยนี่นา
หลายปีที่ใช้ชีวิตเพียงลำพังในป่าเขาลำเนาไพร นางรู้สึกได้ว่า ตนเองช่างโง่เขลาเบาปัญหาในหลายเรื่องราวเหลือเกิน อีกทั้งนางยังเบื่อเต็มทีกับการต้องร่อนเร่ย้ายถิ่นไปกับพวกสัตว์ป่า
หลังจากครุ่นคิดหนักหน่วง เด็กสาวจึงตัดสินใจออกจากป่าใหญ่ หวังเพียงใช้ชีวิตเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไป
โม๋เอ๋อร์สวมใส่อาภรณ์สีเขียวมรกตของมารดาที่ทิ้งเอาไว้ มิได้สวมชุดขนสัตว์หายากแต่อย่างใด ด้วยไม่ต้องการผิดสังเกตจนเกินไป ก่อนจะพาร่างกายที่เจ็บป่วย ใบหน้าและดวงตาแดงก่ำด้วยพิษไข้ เดินทางรอนแรมมาไกล
พลบค่ำจนดึกดื่นในคืนเพ็ญ จันทร์งามเด่นกลางนภา
โม๋เอ๋อร์ยังไม่ทันออกนอกป่าเสียงสายหนึ่งพลันดังแว่วมา เป็นเสียงคล้ายโลหะกระทบกัน ดังเคร้งคร้างไปทั่ว โม๋เอ๋อร์มิได้นึกหวาดกลัว เพียงแต่นึกแปลกใจว่ามันคือเสียงอันใด
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามวัย สาวน้อยจึงเดินลัดเลาะพงไพรไปตามเสียงนั้น
เมื่อแหวกพงหญ้าหนาทึบออกกว้าง เบื้องหน้าในระยะสายตา ฝ่าความมืดสลัวท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่องไปทั่ว จึงได้เห็นเป็นกลุ่มของชายฉกรรจ์ตัวใหญ่จำนวนหลายคน กำลังต่อสู้กันอยู่อย่างบ้าคลั่งดุเดือด
ผ่านไปครู่หนึ่ง ชายพวกนั้นก็พากันล้มตายระเนระนาด เศษซากร่างกายกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่ว ไม่มีผู้ใดรอดสักคน ลักษณะการเข่นฆ่า คือเจ้าตายข้าม้วย ตกตายตามกัน
เมื่อพายุโลหิตสงบลง คงเหลือเพียงร่างไร้วิญญาณของชายทั้งหลาย โม๋เอ๋อร์แน่ใจ รอเพียงสัตว์ร้ายในป่าลึก ได้กลิ่นคาวคละคลุ้งเหล่านี้ พวกมันก็พร้อมจะออกจากรังมารุมขย้ำ ฉีกทึ้งเนื้อหนังอันโอชาอย่างหิวกระหาย แน่นอนว่า เจ้าพวกที่นอนตายสนิทและยังที่ตายไม่สนิทก็จะกลายเป็นอาหารของพวกมัน
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เด็กสาวจึงตัดสินใจเดินเข้าไปสำรวจสักครา ดูทีว่ายังมีใครหลงเหลือลมหายใจหรือไม่
หากยังไม่ทันตาย หรือหายใจรวยริน โม๋เอ๋อร์ก็ยังพอจะช่วยเหลือได้ แต่ทว่าถ้าตายไปแล้ว อย่างนั้นก็เดินทางไปปรโลกเสียดีๆ นางไม่อาจไม่ปล่อยไป
