บทที่ 5 ตอนที่3 พบพาน 1
โม๋เอ๋อร์เดินทางต่อ โดยไม่นึกใส่ใจเหตุการณ์ก่อนหน้า
กระทั่งเช้าตรู่วันต่อมา ได้เจอกับขบวนเดินทางของคนกลุ่มหนึ่ง กำลังหยุดพักกินอาหารกลางทางริมชายป่า เด็กสาวจึงเดินเข้าหาแล้วมองอย่างโง่งมครู่ใหญ่
อาหารที่พวกเขากินล้วนแปลกตา กลิ่นหอมยิ่ง การแต่งกายก็หลากหลาย งดงามเหลือเกิน โดยเฉพาะสตรีสองคนที่นั่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนในขบวน ได้ยินการเรียกขานว่าฮูหยินใหญ่กับคุณหนูรอง
โม๋เอ๋อร์ยืนนิ่งกะพริบตาปริบๆ ใบหน้าซีดเซียวเอียงไปมาน้อยๆ มองทุกสิ่งอย่างชอบใจ
นางเป็นสตรีผู้หนึ่งจึงชมชอบของสวยงามอย่างมิอาจห้ามได้ และอาหารกรุ่นกลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายไหลก็รบกวนจิตใจเหลือเกิน
แต่แน่นอนว่านางมิใช่หมาป่าหิวโซที่เก็บอารมณ์มิได้ ถึงกับต้องพุ่งใส่อย่างหิวกระหาย ขนาดปราณเทพพลังมารนางยังกักเก็บเอาไว้ได้เป็นอย่างดี นับประสาอันใดกับอาการเช่นนี้
เด็กสาวนึกกระหยิ่งยิ้มย่องลำพองกับตนเองเงียบๆ แต่ทว่าสีหน้ากลับเผยออกมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสายตาพราวระยับที่จับจ้อง มุมปากที่ยกยิ้มพึงใจ และจมูกเรียวเล็กที่ขยับเบาๆ เพื่อสูดดม
หน้าตาสัตย์ซื่อและท่าทางไร้เดียงสาของเด็กสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากกลุ่มขบวนเดินทาง ทำเอาฮูหยินใหญ่และคุณหนูรองต้องมองอย่างนึกเอ็นดู ตัวเล็กน่ารักในอาภรณ์ลากยาวเกินวัยเยี่ยงนั้น ทำเอาฮูหยินใหญ่มีนามว่า วั่นหรง และคุณหนูรองนามว่า หยูเสวี่ย ต้องลอบยกยิ้มขบขัน ทั้งสองยกแขนป้องปากแทบไม่ทัน จึงเผลอหลุดกิริยาจนได้
โม๋เอ๋อร์เห็นเช่นนั้นก็ยกยิ้มส่งให้ ดวงตากลมใสของนางทอประกายระยิบระยับล้อแสงตะวัน และดูเจิดจรัสยิ่งนักในครรลองสายตาแก่ผู้พบเห็น
ผู้คนทั้งขบวนคือคนของสกุลโหว สาเหตุที่เดินทางก็เพื่อไปเยี่ยมเยือนคุณหนูใหญ่ที่แต่งงานด้วยสมรสพระราชทานกับอ๋องที่ครองเมืองทางเหนือ ได้เป็นถึงพระชายาแห่งจวนอ๋องและคลอดบุตรได้ไม่นาน
สตรีทั้งสองที่เป็นมารดาบังเกิดเกล้าและน้องสาวร่วมสายเลือด จึงไม่อาจรั้งรอให้คนพี่ฟื้นตัวแล้วเดินทางไกลมาหาตน รีบพากันเดินทางไปให้กำลังใจถึงต่างเมือง ยามนี้กำลังเดินทางกลับจวนในเมืองหลวงต้าหมิง
“ท่านแม่ ข้ารู้สึกถูกชะตากับนางเจ้าค่ะ” เสียงหวานใสของหยูเสวี่ยเปรยขึ้น นางมีอายุปีนี้สิบสองพอดี สาวใช้คนสนิทที่เปรียบเหมือนพี่สาวรู้ใจกันมาแต่เด็กก็ไถ่ตัวเองออกไปแต่งงานเสียแล้ว หยูเสวี่ยจึงใคร่ได้สาวใช้ติดตามคนใหม่ที่ตนพึงใจ มิใช่ใครก็ได้ที่ถูกจัดหาโดยพ่อบ้าน
หยูเสวี่ยเอ่ยกับมารดาอีกหนึ่งประโยคแม้สายตาจะกำลังจับจ้องที่สตรีนางน้อยที่ยืนยิ้มแก้มปริอยู่ไม่ไกล “ท่านแม่เรียกนางเข้ามาเถิดเจ้าค่ะ”
วั่นหรงย่อมรู้ใจบุตรสาวจึงยิ้มแล้วเอ่ย “เสวี่ยเอ๋อร์ของแม่จิตใจดียิ่งนัก เจ้าคงเจอสาวใช้ถูกใจเสียแล้วกระมัง”
“ท่านแม่อย่าด่วนสรุปเลยเจ้าค่ะ บางทีนางอาจจะเป็นบุตรสาวคหบดีร่ำรวยที่บังเอิญหลงทางมาก็เป็นได้ ถึงแม้ว่าการแต่งกายจะไม่อาจบอกได้เช่นนั้น หากแต่หน้าตาผิวพรรณของนางมิอาจดูเบานะเจ้าคะ” หยูเสวี่ยเอ่ยตามจริง หาได้ริษยาที่อีกฝ่ายมีรูปโฉมงดงามกว่าตนที่เป็นถึงคุณหนูสูงส่งไม่
สตรีสูงวัยกว่าพยักหน้าอย่างพึงพอใจในนิสัยใจคอของบุตรสาว แต่ก็อดเป็นห่วงอยู่ในอกลึกๆ มิได้
นิสัยของหยูเสวี่ยอ่อนโยนจิตใจดีจนเกินไป หากวันข้างหน้าต้องตบแต่งกับชายใดที่ไม่อาจมีภรรยาเดียวได้ จักต่อสู้กับริษยาของสตรีหลังเรือนได้อย่างไร ตระกูลโหวก็ใหญ่โตเยี่ยงนี้ ค้ำชูราชสำนักไม่น้อย มีโอกาสที่บุตรสาวอาจจะได้เป็นถึงชายาในรัชทายาทเลยก็ว่าได้
