บทที่ 15 จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร

ยามเย็นเริ่มโรยแสง ฟ้าแต้มด้วยสีส้มทองอ่อนๆ ลมหนาวปะทะปลายยอดไม้ไหวเอนเบาๆ กลิ่นหอมของดินและหญ้าอบอวลไปทั่วหมู่บ้านจิ่วอัน ทว่าภายในบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่เรียบง่ายกลางป่าเขาแห่งนี้ บรรยากาศกลับอบอุ่นกว่าที่ใดในโลก…ไป๋เสวี่ยหรงเปิดประตูเข้าบ้านด้วยฝีเท้าเงียบเชียบดังเช่นทุกวันแต่ผู้เป็นแม่กลับรู้ทันทีว่า ลูกของนางกลับมาแล้ว

สายตาของ ไป๋จิงซู จับจ้องที่ใบหน้างดงามนั้นด้วยความอ่อนโยนสายตาคู่นั้นไม่ได้มองเห็นเพียงแค่รูปโฉมของเด็กสาวผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์แต่คือการมองเห็นลูก ผู้ที่ตนเลี้ยงดูมาด้วยมือและหัวใจ

"ท่านแม่…" เสียงของไป๋เสวี่ยหรงแผ่วเบา แต่แฝงด้วยน้ำหนักของการตัดสินใจนางมองผู้เป็นแม่แน่นิ่ง ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยแววตาที่อบอุ่น

"มันคงถึงเวลาแล้ว... ที่ข้าจะต้องออกไปจากที่นี่"ถ้อยคำที่นางเอ่ยเหมือนจะเบาแต่กลับหนักแน่นยิ่งกว่าภูผาเวลาที่โลกภายนอกจะได้รู้จักนามของนางใกล้มาถึงแล้วและหมู่บ้านอันเรียบง่ายแห่งนี้… ไม่อาจเหนี่ยวรั้งผู้ยิ่งใหญ่ได้อีกต่อไปไป๋จิงซู ยังคงจ้องหน้าบุตรสาวของตนอย่างแน่นิ่งไม่มีน้ำตา... ไม่มีเสียงสะอื้นมีเพียงรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยทั้งความภูมิใจ และความเจ็บปวด

"มันคงถึงเวลาแล้วสินะ...คืนนี้ แม่จะตั้งใจทำอาหารสุดฝีมือ… เพื่อเจ้าคนเดียวเลย" น้ำเสียงของนางอบอุ่น อ่อนโยน และเปี่ยมด้วยรักคล้ายกับต้องการมอบความทรงจำที่งดงามให้ลูกสาวได้เก็บไว้ก่อนจะก้าวออกไปสู่เส้นทางที่เต็มไปด้วยอันตรายไป๋เสวี่ยหรง ไม่กล่าวคำใดนางเพียงยิ้มเบาบาง และเดินเข้าไปกอดผู้เป็นแม่อย่างเงียบงัน

อ้อมกอดนี้คือความปลอดภัยเดียวที่นางยังปรารถนาคือสิ่งเดียวที่ทำให้นางอ่อนแอได้ในชั่วขณะเพราะไม่ว่าโลกภายนอกจะหวาดกลัวหรือเคารพนางเพียงใด...ผู้หญิงคนนี้… จะยังคงเรียกนางว่าลูกเสมอ

ก่อนที่แสงแรกแห่งรุ่งอรุณจะโผล่พ้นยอดเขาไป๋จิงซู ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างเงียบงันบ้านทั้งหลังยังคงเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมยามเช้าที่พัดผ่านช่องหน้าต่าง และเสียงเตาครัวที่เริ่มถูกจุดไฟให้ควันเบาบางลอยขึ้นสู่ฟ้านางยืนอยู่หน้าครัวน้อย ๆ ด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและห่วงหามือของนางเคลื่อนไหวอย่างชำนาญ เตรียมอาหารแต่ละอย่างด้วยความตั้งใจในทุกขั้นตอนไม่ใช่อาหารหรูหรา หรือของหายากจากเมืองหลวงแต่เป็นอาหารที่อัดแน่นด้วยความรัก ความห่วงใย และความทรงจำนางเลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้แม้เป็นแค่หมูเค็มจากหุบเขา ผักแห้งที่เก็บไว้หน้าหนาว หรือข้าวสารก้นไหทุกอย่างถูกปรุงอย่างประณีต จัดวางลงในห่อผ้าทีละอย่างด้วยความเอาใจใส่

“อย่างน้อย… หากนางเหนื่อย หากนางหิวระหว่างทาง…ของเหล่านี้อาจช่วยให้ลูกของข้าอุ่นใจได้บ้าง” นางรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้านั้น ไม่ง่ายนางรู้ดีว่าเด็กสาวผู้นี้ แม้จะไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขโดยกำเนิดแต่สำหรับหัวใจของผู้เป็นแม่นางคือโลกทั้งใบ

แม้รู้ดีว่าบุตรสาวของตนมีพลัง มีพรสวรรค์เหนือคนทั่วไปแต่สิ่งหนึ่งที่ แม่คนหนึ่ง ทำได้ดีที่สุด...ก็คือ ทำอาหารให้ลูกก่อนเดินทางไกลไป๋จิงซูวางเสบียงทั้งหมดลงในห่อผ้าผืนใหญ่ไป๋เสวี่ยหรง ยืนอยู่ตรงหน้า นางแต่งกายเรียบง่ายแต่สง่างาม ผ้าคลุมสีขาวปลิวแผ่วตามลมเช้า ในดวงตาของนางสะท้อนภาพของหญิงผู้เลี้ยงดูนางมาอย่างแน่วแน่และอ่อนโยนที่สุดในชีวิต

“ท่านแม่… ข้าจะไม่ลืมทุกสิ่งที่ท่านทำเพื่อข้าไม่ว่าจะอยู่ที่ใด… จิตวิญญาณของข้ายังผูกพันอยู่ที่นี่เสมอ” ไป๋จิงซูไม่อาจกล่าวถ้อยคำใดได้มากไปกว่าน้ำเสียงที่สั่นเครือ

“เจ้าคือแสงสว่างของแม่... ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใด จงอย่าหลงลืมสิ่งที่เจ้าเป็น” สองแม่ลูกโอบกอดกันเงียบ ๆ ไม่มีเสียงร่ำไห้ แต่หัวใจทั้งคู่รู้ดีว่านี่ไม่ใช่คำลาสิ้นสุดหากเป็นเพียงบทเริ่มต้นใหม่ของโชคชะตา...

เมื่อเสียงเท้าของไป๋เสวี่ยหรงเริ่มจางหายไปในแนวป่านางหันหลังกลับมามองหมู่บ้านเป็นครั้งสุดท้ายหมู่บ้านจิ่วอันที่อ่อนโยนภูเขาเรียงรายที่คอยโอบอุ้มเรือนหลังเล็ก ๆ ที่อบอุ่นยิ่งกว่าทองคำและผู้เป็นแม่... ที่ยืนอยู่ตรงนั้น

"ข้าจะไม่ลืม... ทุกแสงเช้า ทุกลมหนาว ทุกรอยยิ้มในที่แห่งนี้"

ไป๋เสวี่ยหรงก้าวเดินไปอย่างสงบนิ่งนางไม่ได้เร่งรีบ เพราะในยามนี้ทุกก้าวของนางคือการบันทึกบันทึกภาพสุดท้ายของบ้าน... ลงสู่ความทรงจำที่ไม่มีวันลบเลือน

เบื้องหน้า… แม้ในสายตาสามัญจะมองเห็นเพียงป่าเขาธรรมดาแต่ในสายตาของนางตรงนั้นคือปราการน้ำแข็งอันลึกล้ำคุ้มครองหมู่บ้านแห่งนี้อย่างเงียบงันมานับสิบปีและจะยังคงอยู่ต่อไป… แม้นางจะไม่อยู่

ไป๋เสวี่ยหรงพึมพำเบา ๆ ราวสัญญากับสายลมพลังกระเพื่อมบางเบาแผ่ออกจากฝ่ามือของนางก่อนจะซึมหายไปกับพื้นดิน พลังสีฟ้าอ่อนโอบล้อมหมู่บ้านอย่างแน่นหนาราวกับไข่มุกถูกห่อหุ้มด้วยเปลือกน้ำแข็งโปร่งใสที่ไม่มีผู้ใดสามารถทำลายได้

“ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่…หมู่บ้านแห่งนี้ จะไม่มีวันถูกรุกราน” แววตาของนางเด็ดเดี่ยว ปราการแห่งเยือกแข็งนี้ อาจไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าแต่มันคือผลึกของจิตวิญญาณของผู้ที่เคยยืนหยัดอยู่ ณ ที่แห่งนี้เป็นเสมือนดวงตาของนางที่มองหมู่บ้านจากทุกมุมเฝ้าดูปกป้องและคอยอยู่เบื้องหลังโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด

บรรยากาศรอบนอกหมู่บ้านจิ่วอันแตกต่างจากภายในสิ้นเชิงมีเพียงเงาไม้ทึบ ป่าเขารกชัฏ และลมหายใจของสัตว์อสูรที่แฝงกายอยู่ในความมืดดินแดนเบื้องหน้านี้… เป็นอาณาเขตที่แม้แต่ผู้ฝึกตนยังต้องระวังทุกย่างก้าวพวกมันคือสัตว์อสูรนานาพันธุ์ดวงตาแดงก่ำ ปราณดำหม่น พร่าเลือนในม่านหมอกหนาพร้อมจะพุ่งเข้าใส่ทุกสิ่งที่อ่อนแอกว่าพร้อมฉีกกระชากชีวิตด้วยเขี้ยวและกรงเล็บ

แต่ทว่าวันนี้… พวกมันเจอกับบางสิ่งที่ไม่คาดฝัน

หญิงสาวผู้หนึ่งผู้ซึ่งก้าวเดินอย่างเงียบงันกลางผืนป่าราวกับธรรมชาติหลีกทางให้ผืนหญ้าใต้เท้านางเปลี่ยนเป็นเกล็ดน้ำแข็งเมื่อฝ่าเท้าเหยียบผ่านอุณหภูมิรอบตัวนางลดต่ำลงจนน่าขนลุก โดยไม่ต้องแม้แต่จะระเบิดพลังออกมา

สัตว์อสูรเฝ้ามองจากเงามืดดวงตาสีอำพันจ้องจับจังหวะเหยื่อแต่ในพริบตาแรกที่มัน รู้สึก ถึงบางอย่างจากร่างของนาง

"กึก..." หัวใจของมันพลันเต้นสะดุดร่างกายสั่นสะท้านโดยไม่ทราบสาเหตุสัมผัสลึกล้ำในสายเลือดของมันตะโกนบอกทันทีว่า “อย่าเข้าใกล้… อย่าหายใจใกล้… อย่าแม้แต่จะมองตรงไปที่นาง”

บางตนรีบหลบหนีบางตนทรุดตัวลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงบางตนที่บังอาจลองดี… ถูกแช่แข็งในทันทีราวกับรูปสลักแห่งความเขลา

เพียงแค่ เดินผ่าน โลกธรรมชาติก็สยบแทบเท้าเส้นทางที่ไป๋เสวี่ยหรงก้าวเดินไม่ใช่เพียงทางเดินธรรมดาแต่มันคือทางเดินของ ผู้เหนือกว่าสรรพชีวิต

ทุ่งหญ้าอันเขียวชอุ่มที่เคยทอดตัวยาวไกลแปรเปลี่ยนเป็นผืนดินเยือกแข็งราวกระจกสะท้อนแสงทุ่งหญ้าน้ำแข็ง

“จงอย่ารบกวนข้า เว้นแต่เจ้าจะพร้อมพบกับความตาย” ความหมายนี้… สะท้อนออกจากกลิ่นอายพลังปราณของนาง โดยไม่จำเป็นต้องพูดสักคำ สัตว์อสูรผู้มีสติปัญญา ล้วนก้มหัวให้กับธรรมชาติและตอนนี้… พวกมันรู้แล้วว่าธรรมชาติที่แท้จริง… กำลังเดินอยู่ท่ามกลางพวกมัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป