บทที่ 1 ได้รับโอกาส
บทที่ 1
ได้รับโอกาส
ร่างโปร่งแสงของสตรีรูปร่างเพรียวบางยืนนิ่ง สายตามองไปยังจุดที่คนมากมายยืนมุงดูร่างของสตรีนางหนึ่งที่ตอนนี้เลือดท่วมกาย นอนนิ่งไร้ลมหายใจบนพื้นดิน ใบหน้าเต็มไปด้วยบาดแผลจนเลือดอาบไปทั่วทั้งหน้า ไม่หลงเหลือความงดงามที่เคยมี ร่างกายผิดรูป ขาไปทางแขนไปทาง คอยังหักอีก
ผู้คนที่มองอดคิดไม่ได้เลยว่านางจะทรมานมากขนาดไหนกว่าจะสิ้นใจ
ส่วนผู้คนที่ยืนมองส่วนใหญ่ยังแสดงสีหน้ารังเกียจ พูดจาถึงร่างที่ตายไปแล้วในทางเสื่อมเสีย คำด่าทอรุนแรงออกมาเรื่อย ๆ บอกว่านางสมควรแล้วที่ต้องตายเช่นนี้ เพราะนางมันคือสตรีสารเลว เป็นนังแพศยาที่หักหลังสามีตนเอง กระทำการหน้าไม่อาย คบชู้ จุดจบนางถึงได้เป็นอย่างนี้
ไม่ว่าใครจะพูดอะไร เจ้าของร่างก็ยังนิ่งเฉย
เสิ่นเยว่ยืนมองร่างกายของตนเองที่กำลังถูกผู้คนพูดถึง ใบหน้าไม่มีรอยร่องอารมณ์ใด ๆ ด้วยซ้ำ นางไม่แยแสว่าตนเองต้องตาย เพียงรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เอาคืน
เอาคืนคนที่ทำกับนางเช่นนี้
พวกมันทำให้นางต้องอับอายและตายอย่างทรมาน แบกรับความผิดบาปเอาไว้ในใจ เป็นคนที่ถูกผู้อื่นภายนอกตัดสินว่านางคือคนผิด ส่วนผู้ที่ถูกคือสามีของนาง นางขึ้นชื่อว่าสวมหมวกเขียวให้สามีจึงต้องจบชีวิตลง
น่าแปลกที่ตอนนั้นเสิ่นเยว่เลือกเชื่อใจสามี คิดว่าเขาคงไม่เชื่อข่าวเช่นนี้และมองออกว่านางถูกใส่ร้าย เสิ่นเยว่คือสตรีที่ดี นางเป็นภรรยาที่ดีมาโดยตลอด นางไม่เคยกระทำตัวให้ตระกูลสามีเสียชื่อ ดูแลจวนอย่างดี เป็นภรรยาที่เชื่อฟังสามียิ่งกว่าอะไร สุดท้ายนางก็ต้องตายเพราะเชื่อใจคนผิด
เชื่อว่าเขารักและหวังดีจนต้องตาย ทั้ง ๆ ที่เขาคือคนที่หยิบยื่นความตายให้นางถึงเตียงนอน
สายตาของเสิ่นเยว่มองที่ร่างตนเองด้วยความสมเพช อดไม่ได้เลยที่จะสมเพชตัวเอง นางตายเพราะการตัดสินใจผิด นางไม่อาจโทษใครได้
“ดูเจ้าไม่เสียใจเลยที่ตาย หรือว่าเจ้าไม่อยากแสดงมันออกมา”
เสียงหวานของสตรีคนหนึ่งดังมาจากด้านหลัง เสิ่นเยว่ละสายตาจากร่างไร้ลมหายใจของตัวเองไปมองผู้ที่เอ่ยปากด้วย อีกฝ่ายก็มีร่างที่โปร่งแสงเช่นเดียวกัน บ่งบอกว่าอีกฝ่ายก็คือวิญญาณเช่นเดียวกัน เพียงแต่ความสว่างมันมากกว่า ทั้งยังดูสูงส่ง
ขนาดเป็นวิญญาณ อีกฝ่ายยังมีความงามที่หาตัวจับได้ยาก ใบหน้างดงาม ดวงตาสีน้ำตาลทองน่ามอง เส้นผมสีขาวยาวจนถึงกลางหลัง
เสิ่นเยว่ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร นางยิ้มแย้มอ่อนหวานเหมือนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่
“เสียใจทำไม ในเมื่อทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพราะข้าผิดเอง ข้าผิดที่โง่ ผิดที่เชื่อใจผู้อื่น ผิดที่มองทุกอย่างดีเกินไปจนละเลยที่จะมองความจริงเกี่ยวกับจิตใจที่ดำมืดของผู้คน ข้าผิดแล้วจะโทษใครได้ แม้ร้องไห้หรือเสียใจมันก็ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งใดได้อีกแล้ว สายไปแล้วที่จะแก้ไข”
ความจริงที่ว่านางตายแล้ว เป็นเพียงวิญญาณต่างหากที่ทำให้เสิ่นเยว่ไม่ต้องการแสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา นางไม่คิดว่าตนเองจะทำอะไรได้แล้ว ความตายมาเยือนแล้ว นางเป็นเหมือนภูตผี
อยากไปบีบคอคนที่ฆ่านาง แต่พอนางไปปรากฏตรงหน้าคนพวกนั้น นางก็ทำอะไรไม่ได้เลย เพียงหวังอยากผลักใครสักคนยังไม่ได้ แม้นางจะล่วงรู้ความจริงที่แสนเจ็บปวด สิ่งที่ทำได้คืออดทนและมองมันด้วยสายตานิ่งเฉย
“แล้วเจ้าไม่แค้นเลยหรือ”
เสิ่นเยว่ที่ได้ยินคำถามได้แต่ยิ้มเย้ยหยัน นางมองกลับไปที่ร่างของตนที่ถูกยกขึ้นไปยังรถม้า นำออกไปทิ้งที่ชายป่านอกเมืองตามคำสั่งของสามี ไม่มีหลุมศพ ไม่มีป้ายชื่อ นางถูกทำร้ายอีกครั้งแม้จะตายไปแล้ว
“แค้นสิ แต่ข้าแค้นตนเองมากกว่าที่พลาดจนตาย ข้าไม่ควรเป็นคนดีเลยจริง ๆ ข้าพอรู้ว่าขวางทางพวกเขา เพียงไม่นึกว่าพวกเขาจะลงมือหนักขนาดนี้”
ก่อนหน้านี้ใช่ว่าเสิ่นเยว่ไม่รู้ตัวว่าตนเองขวางทางใครสักคน นางรู้ดีแต่ยังไม่อยากถอยห่าง นางรักเขา อยากจะพยายามอีกสักนิดเพื่อให้เขาเห็นค่าในความรักที่นางมอบให้
“เป็นคนดีไม่ผิด ผิดที่คนพวกนั้นเห็นแก่ตัว ไม่ใช่ความผิดเจ้าเสียทีเดียว ความโลภต่างหาก พวกเขาโลภจึงทำให้เจ้าต้องมาแบกรับไปด้วย มนุษย์ก็แบบนี้ อยู่ด้วยความกระหาย ความโลภเป็นหลัก”
“ใช่ มันคือพื้นฐานของคนที่มีเลือดเนื้อ ข้าควรเห็นแก่ตัวบ้าง ท่านว่าจริงหรือไม่”
เสิ่นเยว่ย้อนมองอดีตของตนเอง นางดีมาก ดีกับทุกคน แม้แต่งูพิษข้างกายนางยังดีด้วย ไม่ว่าใครจะร้ายกับนาง สิ่งที่นางทำคือยิ้มรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ไม่เคยต่อว่าหรือเอาคืน นางใช้ความดีในใจเข้าสู้ หวังว่าสักวันความดีที่ทำจะทำให้นางพบสิ่งที่ดีตอบแทน
“ถ้าเจ้าเห็นแก่ตัวเจ้าจะมีความสุขหรือไม่ ข้าว่าเจ้าควรถามตนเองก่อน ว่าถ้าตอนนั้นเจ้าเห็นแก่ตัว เอาตัวรอดและสู้เพื่อตนเอง สุดท้ายเจ้าจะมีความสุขจริงหรือ”
เสิ่นเยว่นิ่งไปทันที นางกำลังคิดว่าถ้านางเปลี่ยนไปเห็นแก่ตัว เป็นคนร้ายกาจ เลือกชีวิตตนเองมองข้ามชีวิตผู้อื่น นางจะมีความสุขจริงหรือไม่ หรือว่านางไม่มีความสุขกับมัน เสิ่นเยว่คือคนที่ใช้ชีวิตด้วยความจริงใจ เมตตา อ่อนโยนและใส่ใจผู้อื่น ก่อนแต่งงานเชื่อฟังบิดามารดา ออกเรือนเชื่อฟังสามีและแม่สามี พวกเขาบอกอะไรนางก็ทำตามที่พวกเขาต้องการ แล้วสุดท้ายนางได้อะไร การเป็นคนดีเกินไปให้อะไรนางบ้างนอกจากความตาย
“ดูเจ้าจะหาคำตอบให้กับตนเองได้แล้ว”
อีกฝ่ายพูดขึ้นเมื่อเสิ่นเยว่นิ่งไปนาน สายตาที่รู้ทันความคิดทำเอาเสิ่นเยว่ยิ้มรับโดยดี
“เจ้าค่ะ ข้าหาคำตอบได้แล้ว”
“เสียดายหรือไม่ที่เป็นคนดีจนดูโง่เกินไป”
“ไม่เจ้าค่ะ แต่ถ้ามีโอกาส ข้าจะไม่ดีจนโง่ จนให้คนอื่นเอาข้อนี้มาทำร้ายข้าได้อีก เพราะดีเกินไป เชื่อว่าดีกับคนอื่น คนอื่นจะดีกับเรา ทำให้ข้าต้องมีจุดจบที่ไม่ดี ตายไปยังมีชื่อเสียงเน่าเหม็นจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ไหนจะทำให้ตระกูลเดิม บิดามารดาอับอายกลายเป็นตัวตลกของผู้อื่น ขนาดบิดาข้าเคยเตือนข้ายังไม่ฟัง สมควรแล้วที่เรื่องจะออกมาเช่นนี้”
“ฟังดูแล้วน่าสงสารนะ”
น้ำเสียงของอีกฝ่ายมีความนัยแฝงมาด้วย อีกฝ่ายไม่ได้สงสารนางจริง ๆ อย่างที่พูดออกมา ทำให้เสิ่นเยว่หันไปมอง
“ข้าไม่ได้ต้องการให้ใครมาสงสาร ข้าเพียงอยากให้คนอื่นให้โอกาสข้าได้พูดบ้าง มิใช่เอาผ้ามาปิดปากและตัดสินข้าทั้ง ๆ ที่ข้าไม่ผิด แต่ก็เอาเถอะ อย่างไรข้าก็ตายแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่เปลี่ยนแปลงได้ ความตายมันเป็นเพียงทางผ่านที่ข้าต้องไปยังอีกที่เท่านั้น”
เสิ่นเยว่หลับตาลง นางไม่อยากคิดแล้ว เพราะยิ่งคิดนางจะยิ่งแค้น นางคือมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ หากบอกว่าไม่แค้นเลยคงเป็นไปไม่ได้ แต่ว่ามันไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว นางจึงพยายามมองผ่าน อดทนก้าวข้ามเพราะไม่ต้องการมีความแค้นในอก
“เจ้ากำลังอดทน”
“เจ้าค่ะ…ข้ากำลังอดทน ข่มกดอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของตนเอง ข้าจะได้จากไปอย่างสงบ ไม่รู้สึกติดค้างอะไรที่นี่ เพียงอยากขอโทษบิดามารดาตนเองที่ทำให้พวกเขาต้องมาทุกข์ใจไปด้วยเท่านั้น”
“แต่เจ้าก็รู้ว่ามันยาก การปล่อยวางทั้งที่ตนเองไม่ได้มีความต้องการเช่นนั้นมิใช่เรื่องง่ายเลย”
เสิ่นเยว่หัวเราะในที่สุด ใช่…มันเริ่มยากมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีคนมาถามจี้จุดเช่นนี้ มันทำให้เสิ่นเยว่ไม่อยากจะปล่อยวางอีกแล้ว นางอยากจะแก้แค้นคนที่ทำกับนาง ใส่ร้าย หักหลัง วางแผนฆ่านางทั้ง ๆ ที่นางไม่ได้ทำอะไรผิด
“ท่านมาถามข้าเช่นนี้ต้องการอะไรกันแน่”
“ข้าเพียงสงสัยว่าเจ้าจะปล่อยวางได้จริงหรือไม่เท่านั้น”
ใบหน้ายิ้มแย้มสดใสของอีกฝ่ายทำเอาเสิ่นเยว่ขมวดคิ้วแน่นมากขึ้น
“มันไม่ได้หรอก เพียงแต่ทำอะไรไม่ได้แล้วต่างหาก ข้าจึงต้องมองผ่าน”
“แต่ถ้ามันแก้ไขได้ เจ้าอยากแก้ไขหรือไม่”
เสิ่นเยว่ขมวดคิ้วแน่นขึ้นเท่าตัว นางมองอีกฝ่ายที่อยู่ ๆ โผล่มาถามเรื่องราวความคิดและพยายามชี้ช่องให้เสิ่นเยว่ตัดใจจากความแค้นไม่ได้ การกระทำเช่นนี้ต้องมีที่มาที่ไป
ส่วนคำถามสุดท้ายนี้ นางตอบได้เลยว่าต้องการ
“คำตอบข้าจำเป็นหรือไม่”
“จำเป็นสิ เพราะคำตอบเจ้าจะกำหนดเรื่องราวต่อจากนี้ ว่ามันจะไปในทิศทางไหน”
“เช่นนั้น…ข้าอยากแก้ไข”
ในที่สุดเสิ่นเยว่ก็ตอบคำถามที่มันอยู่ลึกภายในใจ คำตอบที่ออกมาจากส่วนลึกที่ถูกซ่อนเอาไว้เพื่อไม่ให้ตนเองเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า นางตายตาไม่หลับจริง ๆ หากคนพวกนั้นยังมีความสุขบนความทุกข์ของนาง
นางไม่ต้องการให้พวกมันสุขใจมากขนาดนั้น
“นี่ต่างหากคือสิ่งที่มันอยู่ในใจเจ้า เจ้าไม่ได้ยินยอมที่จะตาย เจ้าควรซื่อตรงต่อความรู้สึกตนเอง หากแค้นก็จงแก้แค้น แก้ไขในสิ่งที่ตนเองต้องการ”
“แล้วจะแก้อย่างไร”
เสิ่นเยว่ถามด้วยความไม่เข้าใจ ให้นางแก้ไขยังไงกัน มันสามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้จริง ๆ น่ะหรือ
อีกฝ่ายยิ้ม มือของอีกฝ่ายโบกไปในอากาศ ภาพต่าง ๆ ที่ผ่านมา ที่สามีของนางรวมหัวกับสตรีสารเลวทำเด่นชัด ทุกคนที่นางรู้จักร้ายกับนางมากถึงเพียงนี้ นี่คือคำที่ปรากฏขึ้นมาเมื่อเสิ่นเยว่ได้เห็นเรื่องราวทุกอย่างที่นางยังไม่รู้
นางรู้หลังตาย เพราะนางติดตามสามีถึงรู้ว่าทุกอย่างเกิดจากเขา หากไม่คิดว่านอกจากเรื่องพวกนี้ยังมีเรื่องราวอีกมากที่เกิดก่อนหน้านี้ที่เสิ่นเยว่ไม่รู้เห็น
เสิ่นเยว่กำมือแน่น มองภาพที่บอกเล่าสิ่งต่าง ๆ น้ำตาสีใสไหลลงมาจากดวงตาทั้งสอง นางกะพริบตาเพื่อไล่หยาดน้ำตาแล้วหายใจเข้า ในใจตอนนี้เกิดความแค้นชิงชังขึ้นมากกว่าเดิม
“ข้าจะช่วยเจ้า เอาเป็นว่าย้อนกลับไปแก้ไขดีหรือไม่ เมื่อเจ้าบอกว่าอยากได้โอกาส ข้าที่เป็นคนจิตใจดีมากผู้หนึ่งก็ไม่ละเลยมอบมันให้”
“ท่านเป็นใครกันแน่ เหตุใดจึงช่วยข้า”
เสิ่นเยว่มองด้วยสายตาหวาดระแวง ใครกันที่จะมีอำนาจมากถึงขนาดฝ่าฝืนกฎฟ้าดิน ให้โอกาสนางได้กลับไปอีกครั้งเพื่อทำการเปลี่ยนแปลงจุดจบของตนเอง
“รู้เพียงว่าที่ข้าทำคือการตอบแทนเจ้าที่เจ้าเคยช่วยข้าเมื่อนานแสนนานมาแล้วเท่านั้น จงใช้ชีวิตให้ดี เพราะถ้าเจ้าพลาดอีก ข้าคงไม่อาจจะช่วยอะไรเจ้าได้แล้ว หวังว่าเจ้าจะมีความสุข สหายข้า…”
