บทที่ 5 ความใจกว้าง

บทที่ 5

ความใจกว้าง

“ท่านพี่ อยู่ข้างในหรือไม่”

เสิ่นเยว่แวะเข้ามาหาสามีที่เรือนหลักหลังจากกลับมาถึงจวน นางยังมีเรื่องต้องพูดคุยกับเขาก่อนจะเข้านอน

“เรียนฮูหยิน ตอนนี้นายท่านอยู่ด้านในห้องหนังสือขอรับ”

เสิ่นเยว่มองประตูบานใหญ่ ที่นี่คือเรือนหลัก เป็นเรือนที่ชีวิตก่อนนางไม่เคยได้เข้าไปเลยสักครั้ง นางกลัวว่าอีกฝ่ายจะโกรธเคืองหากนางมาหาเขาที่นี่ นางเลยไม่เข้าหา รอเขาใจเย็นลงแล้วเขาคงมาหานางเอง

ตลกที่นางรอ รอให้ตายเขาก็ไม่มา เป็นนางที่เฝ้าหวังในสิ่งเป็นไปได้ยากเอง

“แจ้งท่านพี่ว่าข้าขอเข้าพบ”

เสิ่นเยว่ยืนหันหลัง นางไม่ได้สนใจหันกลับไปมองประตูที่ปิดสนิท รออย่างใจเย็นว่าคนด้านในจะว่ายังไงกับการมาหาเขาครั้งแรก เสิ่นเยว่ก้มมองดอกไม้ริมทางจนได้ยินเสียงฝีเท้าของคนสนิทสามีที่เดินกลับออกมา

“นายท่านเชิญฮูหยินเข้าไปด้านในขอรับ”

เสิ่นเยว่ยิ้มให้อีกฝ่าย นางเดินเข้าไปด้านในห้องที่มีตู้เก็บตำราเต็มไปหมด ใบหน้างดงามมองผ่านสิ่งเหล่านั้นไปจนเห็นสามีที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้สีเข้มขนาดใหญ่ จางเหวินซูกำลังอ่านงานในมือ เขาไม่เงยหน้าขึ้นมองฮูหยินตนเองที่เดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะด้วยซ้ำ

“ท่านพี่…”

เสียงหวานของเสิ่นเยว่ทำให้จางเหวินซูที่ก้มหน้าทำงานอยู่เงยหน้าขึ้น เขามองใบหน้างดงามที่แปลกตากว่าวันก่อน ๆ นางแต่งหน้าสวมชุดที่ดูหรูหรา คงเพราะนางไปงานเลี้ยง ถึงได้น่ามองเพิ่มขึ้น

เขาไม่เคยรู้สึกว่านางงดงามมากขนาดนี้มาก่อน ความงามของนางทำเขารู้สึกแปลกไปจากเดิม ใจของเขาเริ่มอ่อนลงเพราะความงามตรงหน้าล่อลวงใจ

จางเหวินซูกะพริบตาหลายครั้ง เขาจะใจอ่อนไม่ได้ ยังต้องใจแข็งเพื่อกดดันบิดาอีกฝ่ายให้ยื่นมือช่วยเหลือ

“เจ้ามีอะไร เห็นว่ามีเรื่องสำคัญต้องคุย”

จางเหวินซูพยายามไม่มองหน้าสตรีที่มีฐานะเป็นฮูหยินตัวเองอีก เขาก้มหน้าลงมองสิ่งที่ถืออยู่ในมือเช่นเดิม

เสิ่นเยว่ยิ้มหวาน นางนั่งลงตรงหน้าสามีตนเอง

“ท่านพี่ เมื่อเช้าก่อนออกไปร่วมงานเลี้ยงอ๋องสี่ ข้าได้เห็นคนของน้องเหมยจื่อ นางออกไปซื้อยาบำรุง ทำให้ข้ารู้ข่าวดี ตอนนี้นางตั้งท้อง แต่คงเพราะไม่กล้าเอ่ยจึงยังไม่แจ้งเรื่องนี้ นางทำให้ความหวังของท่านแม่เป็นจริง ข้าคิดว่าเราควรให้รางวัลนาง เรื่องนี้ข้าปรึกษาท่านแม่แล้ว ท่านแม่บอกว่าควรให้นางเป็นฮูหยินรองเพราะนางมีความดีความชอบ ข้าเองก็เห็นด้วยจึงมาเรียนถามท่านพี่ว่าเหมาะสมหรือไม่”

จางเหวินซูตกใจเล็กน้อย เหมยจื่อตั้งท้อง ในช่วงเวลานี้ข่าวการตั้งท้องของอนุคนโปรดดูจะไม่ใช่ข่าวดีสำหรับเขาเลย เพราะเขามีที่ต้องจัดการ จึงกลัวว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบ

ใบหน้ากังวลของจางเหวินซูอยู่ในสายตาเสิ่นเยว่ตลอดเวลา นางเพียงมองมันด้วยรอยยิ้มกว้าง

“ท่านแม่เป็นคนออกความคิดเห็นเรื่องนี้?”

เสิ่นเยว่ยิ้มรับ

“เจ้าค่ะ…ท่านแม่บอกว่าเรื่องทายาทเป็นเรื่องสำคัญมากกับจวนเรา ในเมื่อนางให้กำเนิดทายาทคนแรก เราควรให้ความสำคัญกับนาง ไม่ควรมองข้ามความรู้สึก ไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้นางเสียใจจนเกิดแท้งขึ้นมาได้ ข้าได้ยินมาว่าสตรีที่ตั้งท้องจะอารมณ์อ่อนไหวเป็นพิเศษ เราควรใส่ใจนางให้มาก ๆ การเลื่อนฐานะให้นางจะเป็นการดี หนึ่ง นางจะได้มีกำลังใจคลอดบุตรที่แข็งแรง สอง ยังให้นางช่วยงานในจวนได้ในอนาคต สาม บุตรที่เกิดจากนางจะได้ไม่ด้อยกว่าบุตรจวนอื่น”

คำพูดของเสิ่นเยว่ถูกต้องทุกอย่าง ทำเอาจางเหวินซูโต้แย้งไม่ได้ บุตรคนแรกไม่ว่าชายหญิงหากเกิดจากอนุจะด้อยกว่าผู้อื่น ยิ่งถ้าเป็นชายยิ่งต้องใส่ใจ

“แล้วเจ้าเห็นว่ายังไง”

“นางมีความเหมาะสม ถึงฐานะตระกูลของนางไม่ได้ใหญ่โตมีหน้ามีตา แต่อย่างไรนางก็รับใช้ท่านพี่มานาน นานกว่าข้าหลายเท่า ทำให้ข้าคิดว่านางเหมาะสมกับฐานะฮูหยินรอง ไหนจะเป็นการให้ความสำคัญต่อบุตรของนางในอนาคตด้วย”

จางเหวินซูเงียบไป เขาเข้าใจถึงความสำคัญเรื่องนี้ดี ฐานะฮูหยินรองจะเป็นหลักประกันให้บุตรของเขาในสังคมชนชั้นสูง

แต่เขากำลังกลัวว่าเรื่องนี้จะทำให้คนรักไม่พอใจ ไหนเขาขัดมารดาตนเองไม่ได้ หากเป็นความต้องการเขายังต้องทำตาม ส่วนเจิ้งส่วง เขาจะต้องไปคุยกับนางอีกรอบเพื่อไม่ให้นางเข้าใจผิด

“เช่นนั้นเอาตามเจ้าว่าเถอะ”

เสิ่นเยว่หลังจากได้ในสิ่งที่ต้องการ นางเดินออกมาจากห้อง ใบหน้างดงามมองดอกไม้หน้าเรือนของเขาด้วยความสุขใจ รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เดินกลับเรือนด้วยความอารมณ์ดี

ตกเย็นมาสิ่งที่นางทำคือการจัดแจกันดอกไม้ ดอกไม้ที่เก็บมาจากสวนข้างเรือนช่างมีความงาม

“ฮูหยินเจ้าคะ ตอนนี้ฮูหยินรองเหมยจื่อนางมาขอพบ”

เสิ่นเยว่มองไปที่มู่อัน ใบหน้าคนสนิทก้มต่ำ นานแค่ไหนที่นางไม่ทันมองเลยว่าคนสนิทตนเองแต่งตัวด้วยผ้าไหมชั้นดีมากขึ้นทุกที ไหนจะเครื่องประดับบางชิ้นที่แสนจะคุ้นตา

“ไปตามนางเข้ามาเถอะ ส่วนเจ้ารอด้านนอก ข้ามีเรื่องคุยกับนางสองคน”

มู่อันเงยหน้าขึ้นสังเกตสีหน้าของเจ้านาย แต่เมื่อนางเงยหน้ามอง สายตาเย็นชาที่จับจ้องอยู่ก่อนแล้วก็ทำให้นางต้องรีบก้มหน้าลงเช่นเดิม มันช่างเป็นสายตาที่ทำให้นางตกใจ

“เจ้าค่ะฮูหยิน”

ไม่นานเสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็เข้ามาหยุดตรงหน้า เสิ่นเยว่เงยหน้ามองแขกที่มาเยือนยามค่ำของวัน เหมยจื่อคือสตรีที่งดงามคนหนึ่ง

ใบหน้าดูเย้ายวนใจบุรุษ รูปร่างเล็กบาง แต่มันก็ยังไม่เท่าเสิ่นเยว่ เพียงแต่อีกฝ่ายเอาใจเก่ง รู้จักพูด จึงทำให้จางเหวินซูโปรดปราน

“ฮูหยิน…”

ร่างของเหมยจื่อย่อลงเพื่อทำความเคารพเจ้าของเรือนที่ฐานะมากกว่านาง ทั้งยังฐานะทางสังคมห่างกับนางที่มาจากครอบครัวชาวนามากกว่าหลายเท่า

“ลุกเถอะ เจ้าท้องอยู่ คงไม่สบายตัว”

“เจ้าค่ะ”

“นั่งลงสิ”

เสิ่นเยว่วางมือจากดอกเหมยกุ้ยสีชมพูในมือ นางปักมันเป็นดอกสุดท้ายลงแจกันด้วยสีหน้าใส่ใจ ความเมตตา อ่อนโยนแสนจริงใจถูกส่งผ่านออกมาจากการกระทำนี้ ทำให้เหมยจื่อที่สงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายช่วยนางเรื่องฐานะเริ่มเข้าใจ

“แจกันที่ฮูหยินใหญ่จัดช่างแปลกตา งดงาม และดูลงตัวอย่างประหลาดนะเจ้าคะ”

“แจกันไม่จำเป็นต้องรวมดอกไม้ชนิดเดียวกันเอาไว้ บางครั้งการเอาดอกไม้หลาย ๆ ชนิดมารวมกัน ตัดแต่งพวกมันให้เข้ากันอย่างพอดี มันจะดูงดงามกว่า แต่ในเวลาเดียวกันเราจะมองออกว่ามันยุ่งเหยิง มันให้ความรู้สึกประหลาดอย่างเจ้าว่า ว่าแต่เจ้าเถอะ มานี่ทำไมกัน เวลานี้ท่านพี่ต้องไปหามิใช่หรือ”

เสิ่นเยว่มองอนุสามีที่เพิ่งเลื่อนฐานะให้ด้วยรอยยิ้มกว้าง นางแสดงบทบาทสตรีอ่อนโยนใจดี ใจของนางย่อมกว้างกว่าแม่น้ำหลายพันเท่า ไม่มีน้ำเสียงประชดจิกกัด ไม่มีสายตาชิงชังเกลียดแค้น มีแต่ความรู้สึกดีที่สื่อออกไปทั้งสีหน้าแววตา

เหมยจื่อที่มองอยู่ก็คิดอคติด้วยไม่ลง ตอนแรกที่นางปิดเรื่องท้องด้วยกลัวว่าจะทำให้ฮูหยินของจวนไม่พอใจและนางอาจจะแท้งได้ นางจึงคิดว่ารอให้ท้องนิ่งค่อยแจ้ง แต่ว่ากลับมีคนล่วงรู้เพราะคนสนิทตนเองที่ไม่ระวัง

“ข้ามาที่นี่เพื่อขอบคุณท่านที่ออกหน้าช่วย”

“เจ้ามีความชอบ ท่านแม่อยากได้หลานมานาน นางพูดเรื่องนี้ตั้งแต่ข้าแต่งงานเข้ามาวันแรก น่าเสียดายที่ข้าวาสนาน้อยทำให้ไม่อาจจะทำตามที่ท่านแม่ต้องการได้ ตอนนี้เจ้ามีข่าวดี ยิ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนในจวนรอคอย ข้าจะมองข้ามได้ยังไงกัน ต่อจากนี้เจ้าก็ดูแลตนเองดี ๆ ส่วนท่านพี่เจ้าก็ดูแลเท่าที่ไหว ข้ากำลังมองหาสตรีอีกคนเข้ามาช่วยเจ้าช่วงที่เจ้าไม่สะดวกปรนนิบัติ ตัวข้าเองไม่มีความสามารถช่วยแบ่งเบาเจ้าเรื่องดูแลท่านพี่ได้ สิ่งที่ทำได้คงมีแต่ดูแลเจ้าให้คลอดอย่างปลอดภัย ส่วนท่านพี่คงได้แต่มองหาสตรีที่ดีอีกคนเข้ามาช่วยเท่านั้น”

สายตาของเสิ่นเยว่เศร้าลง น้ำเสียงเองก็บ่งบอกความรู้สึกเสียใจ แต่ดวงตากลับมีความยินดี ทำให้เหมยจื่อยิ่งเชื่อว่าที่เสิ่นเยว่พูดออกมาคือความจริง มันคือความรู้สึกจริง ๆ ของอีกฝ่าย

ยิ่งเห็นแบบนี้เหมยจื่อยิ่งสงสาร นางสงสารสตรีที่สามีไร้ความสนใจ มีเพียงฐานะที่เป็นหน้าตา แต่ความสุขทั้งทางกายและใจกลับไม่เคยได้รับจากสามีตนเอง

“ฮูหยิน ท่านไม่คิดดูแลท่านพี่เองหรือ”

เสิ่นเยว่เงยหน้าจากแจกัน นางระบายยิ้ม

“ท่านพี่ไม่ชอบหน้าข้า เพียงมารับประทานอาหารด้วยยังน้อยครั้ง เอาเถอะ เรื่องสตรีคนใหม่ของท่านพี่เจ้าอย่าห่วง ข้าจะให้นางเป็นเพียงอนุ เจ้าเป็นฮูหยินรอง มีอำนาจมากกว่านาง ข้าคิดว่าคงไม่มีปัญหา เจ้าอย่าคิดมาก ช่วงนี้ดูแลตนเองให้ดีเป็นพอ หากมีสิ่งใดขาดตกให้คนมาแจ้งข้าได้”

“เจ้าค่ะ ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวกลับเรือนก่อน”

“ไปเถอะ ท่านพี่ไปไม่เจอเจ้าจะมีโทสะเอา”

เหมยจื่อลุกออกไปจากเรือน นางพอใจในฐานะตอนนี้แล้วยังสบายใจเมื่อได้ยินว่าสตรีที่มาใหม่จะไม่มีสิทธิ์ใดเทียบเท่านาง ตอนนี้นางมีบุตรแล้วย่อมเหนือกว่าสตรีทุกคนที่อยู่ในจวนจาง ถึงฐานะต่ำกว่าฮูหยินเอก ความสำคัญของนางและบุตรก็ไม่ต่ำกว่าใครแน่นอน ยิ่งฮูหยินผู้เฒ่ายิ่งจะต้องใส่ใจนางมากกว่าใคร

มู่อันเดินเข้ามาในเรือน ด้านหลังคือสตรีอีกคนในชุดสีขาวเรียบง่าย ใบหน้าอ่อนหวาน

เสิ่นเยว่ยิ้มรับคนของตนเอง

“มาแล้วหรือ ข้านึกว่าเจ้าจะมาพรุ่งนี้ซะอีก”

“ข้าเพิ่งจัดการเรื่องข้าวของเรียบร้อยเจ้าค่ะ คุณหนู… ขออภัยเจ้าค่ะ ฮูหยิน ข้าชินปากจึงเรียกผิดไป”

ปิงปิงเอ่ยปาก นางมองนายสาวที่ห่างกันสองเดือนด้วยความคิดถึง นางรับใช้สตรีตรงหน้ามาตั้งแต่จำความได้ ตอนที่เจ้านายตัวเองแต่งออกจากจวน ช่วงนั้นนางเจ็บป่วยจึงไม่สะดวกติดตามมารับใช้ ได้แต่หวังว่าเจ้านายตนเองจะคิดถึงเรียกหา จนวันนี้ความฝันนางก็เป็นจริง

“ไม่เป็นไร ข้าเองก็สบายดี มู่อัน…เจ้าพาปิงปิงไปพักเถอะ อีกไม่นานข้าจะเข้านอนแล้ว พวกเจ้าไม่ต้องมาเฝ้า”

ตกดึก คนที่เสิ่นเยว่รอก็มาจริง ๆ เขาสวมชุดที่ต่างออกไปจากเดิม ชุดสีขาวสะอาดตา มองแล้วให้ความรู้สึกแปลกไปจากเดิม สีดำให้ความรู้สึกน่ากลัว ไม่อยากเข้าใกล้ มีความอันตรายในตัว แต่สีขาวไม่ได้ทำให้เขาน่าไว้ใจ เพียงมันทำให้เขาดูน่าค้นหาและดูเจ้าเล่ห์เพราะสายตาที่เขาจับจ้องช่างเป็นสายตาของพยัคฆ์ ใบหน้าของเขาคือสิ่งเดียวที่เสิ่นเยว่ไม่เห็นเพราะมีหน้ากากสีเงินปกปิดเอาไว้

“เจ้ารอข้า”

เสิ่นเยว่ส่ายหน้า นางดื่มเหล้าดอกท้อต่อ ใบหน้างดงามขึ้นริ้วแดงเพราะเมามายจากเหล้าที่นางดื่มตั้งแต่อยู่คนเดียว ที่ตรงนี้คือข้างเรือนในสวน มีชุดเก้าอี้สองตัวไว้ให้นั่งเล่น

“ข้าเพียงดื่มเหล้าเท่านั้น จะรอท่านได้ยังไงกัน”

“เช่นนั้นเจ้าต้องการเพื่อนดื่มหรือไม่”

“ตามใจท่าน”

อีกฝ่ายกระโดดลงมาจากิ่งไม้ ด้านหลังยังมีบุรุษชุดดำอีกคนที่กระโดดตามลงมา บุรุษชุดดำปกปิดใบหน้าเช่นเจ้านาย สวมใส่ชุดมิดชิดอำพรางตนเอง

“วันนี้ท่านพาสหายมาด้วยหรือ”

“ข้าพาเขามาทำความรู้จักเจ้านายคนใหม่”

คำตอบนี้ทำให้เสิ่นเยว่เลิกคิ้ว ทำความรู้จักเจ้านายคนใหม่ คงหมายถึงนาง เขากำลังจะทำอะไรกันแน่ นางน่าสนใจถึงขนาดที่เขามาลงทุนด้วยเลยหรือ

“ท่านช่างลงทุนกับข้า มันทำให้ข้าเริ่มสงสัยว่าอะไรที่ทำให้ท่านกล้ามาลงทุน”

เสิ่นเยว่มองเขาด้วยดวงตาฉ่ำน้ำ นางดื่มคนเดียวมานานพอสมควรจึงเริ่มเมาแล้ว

“เพียงพอใจ ข้าทุ่มไม่อั้นอยู่แล้ว ยิ่งกับกระต่ายน้อยเช่นเจ้า ข้ายิ่งอยากจะลงทุน กระต่ายสีขาวตัวน้อยที่ภายนอกแสนบอบบางน่าทะนุถนอม แต่ภายในหยิ่งยโส แข็งแกร่ง เต็มไปด้วยความเศร้าเพราะถูกคนที่ไว้ใจหักหลัง”

“ในสายตาท่าน ข้าคือกระต่ายน้อยหรือ”

เสิ่นเยว่ถามด้วยแววตาหยาดเยิ้ม ตัวนางตอนนี้เพิ่งรู้ตัวว่าตนเองเมามายเสียแล้วแต่สติยังคงครบถ้วน เพียงความกล้าเท่านั้นที่มากขึ้นกว่าเดิมอีกเท่า

“ใช่…ส่วนเจ้าในสายตาคนอื่นหลังจากนี้คงเป็นนางมารแล้ว”

“นางมารหรือ ข้าไม่คิดงั้นนะ ข้าไม่ใช่นางมาร เป็นเพียงกรรมที่จะตามติดผู้ที่ทำผิดต่อข้าเท่านั้นเอง”

เมื่อเขามานั่งยังเก้าอี้ตรงข้าม เสิ่นเยว่รินเหล้าใส่จอกแล้วยื่นไปตรงหน้าเขา นางมองดวงตาสีดำสนิทที่เป็นสิ่งเดียวที่นางสามารถมองได้นอกจากหน้ากากสีเงินที่ปกปิดครึ่งหน้าบน

เมื่อมืออีกฝ่ายคว้าจอกเหล้าไปกระดกจนหมด รอยยิ้มเสิ่นเยว่ยิ่งกว้าง

“ท่านไม่กลัวว่าข้าจะวางยาท่านหรือ”

“เจ้าไม่ใช่คนที่ทำอะไรโง่ ๆ”

“หึ บางทีคนเราก็ควรกระทำตัวดั่งคนโง่เพื่อสิ่งที่ต้องการ การแสดงบางอย่างไม่จำเป็นต้องเผยด้านฉลาดออกไป เราควรเผยเพียงความโง่เง่าเท่านั้น”

“เหมือนที่เจ้าทำวันนี้”

เสิ่นเยว่หัวเราะเสียงใส นางพยักหน้ารับเบา ๆ

“ดูท่าท่านจะตามดูข้าตลอดนะ”

“ชีวิตเจ้าน่าสนใจดี ข้าเลยสนใจ นี่คือเหลียงม่อ ต่อจากนี้เขาคือคนของเจ้า เจ้าใช้เขาได้ทุกเรื่อง”

เสิ่นเยว่มองไปด้านหลังของเขา นางเห็นเงาที่ยืนนิ่งไม่ขยับตัว ท่าทางนิ่งเฉยไร้ความสนใจต่อทุกอย่าง เขาให้นางทำไมกัน ดูแล้วน่าจะฝีมือเก่งกาจพอตัว

“เขาน่าสนใจจริง ๆ แต่หวังว่าท่านจะไม่เอาคนที่ทำเป็นเพียงซ่อนตัวมาให้ข้านะ”

“แน่นอนว่าไม่ แต่เจ้าควรรู้เอาไว้ว่าข้าไม่เคยช่วยใครโดยไม่คิดค่าตอบแทน”

เสิ่นเยว่ถอนหายใจ ใบหน้าของนางมีความเบื่อหน่าย ใบหน้างดงามที่หยาดเยิ้มหัวเราะออกมา ร่างบอบบางในอาภรณ์สีขาวสะอาดตา มีเพียงเสื้อคลุมผืนบางปกปิดเรือนร่างลุกขึ้นเดินเข้าไปหาบุรุษผู้สวมหน้ากาก

นางยื่นหน้าเข้าไปใกล้

“ข้าไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เมื่อท่านยื่นข้อเสนอมา ข้าไม่ค่อยมีทางเลือกเพราะคนมีฝีมือหายาก เช่นนั้นจะรับเขาเอาไว้ แม้รู้ว่าทุกอย่างที่ข้าทำท่านจะรู้ก็เถอะ ส่วนเรื่องราคาที่ต้องจ่าย ช่วยบอกข้าทีว่าอะไร”

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเขาปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าคนสองคนที่ห่างกันเพียงคืบมันทำให้ทั้งสองรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นของกันและกันชัดเจน

เขายิ้มให้นางด้วยความรู้สึกตื่นเต้น มันช่างเหมือนการละเล่นที่เขาชอบ ต่างที่เขาปรานีนางมากกว่าใคร ๆ กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากตัวของเสิ่นเยว่มันช่างน่าหลงใหลจนเขาเผลอสูดดม

“ถึงเวลาเจ้าจะรู้เอง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป