บทที่ 6 กำจัดทิ้ง

บทที่ 6

กำจัดทิ้ง

เสิ่นเยว่ตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนหนานุ่มของตนเอง นางกะพริบตาไปมาหลายครั้งเพื่อให้ชินกับแสงแดดของวันใหม่ ก่อนจะกวาดตามองไปทั่วห้องแต่ไม่เห็นเงาร่างของผู้ที่ดวลเหล้ากับนางเมื่อคืน เขาอยู่กับนางต่อจากนั้น นั่งดื่มเป็นเพื่อน ทั้งนางและเขาไร้วาจากล่าวต่อกัน เพียงดื่มเหล้าเท่านั้น

นางหนึ่งจอก เขาหนึ่งจอก แบบนี้จนเหล้าหมด

เสิ่นเยว่จำได้ว่าตนเองดื่มมาก เมื่อเหล้าหมดยังพยายามหาเพิ่ม ดีที่เขาสั่งคนของเขาไปนำเหล้ามาอีก นางหลับตอนไหนยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำ สงสัยเป็นเขาที่อุ้มนางมาไว้ที่เตียง

แม้จะคิดว่าเขาอุ้มมา เสิ่นเยว่ก็ไม่ได้รู้สึกเขินอายหรือคิดว่าควรหรือไม่ นางไม่สนใจเรื่องแบบนั้นแล้ว ไม่สนว่าต้องเก็บตัวไม่ให้ใครมาแตะต้องหรืออะไร

เห้อ…นี่ข้าเผลอตัวมากขนาดนี้เลยหรือ แต่เมื่อคิดเรื่องเมื่อคืน เสิ่นเยว่ก็มองไปรอบตัวอีกหน ครั้งนี้นางไม่ได้มองหาเขาแต่มองหาคนที่เขาทิ้งเอาไว้ให้

เงาที่เขาบอกว่าฝีมือดี คนที่จะช่วยงานของเสิ่นเยว่หลังจากนี้

“เหลียงม่อ…”

ไม่นานเกินรอ บุรุษในชุดสีดำสนิทก็ออกมายืนตรงหน้า เสิ่นเยว่มองอยู่นาน นางพินิจเขาอย่างละเอียด เมื่อคืนมองไม่ชัดอีกทั้งเขาชอบอยู่ในเงาทำให้นางยังดูไม่ถี่ถ้วน

“เจ้าหรือเขาที่พาข้ามาที่เตียงเมื่อคืน”

เสิ่นเยว่ถามในสิ่งที่คาใจ แม้ไม่คิดมาก นางยังอยากให้แน่ใจว่าคนที่พานางมาที่เตียงคือเขา ไม่รู้ว่าทำไมนางหวังจะให้เป็นเขาเช่นกัน มันคือความรู้สึกหนึ่งที่เสิ่นเยว่ไม่เข้าใจ

“เป็นนายท่านขอรับ”

เหลียงม่อตอบสั้น ๆ แต่ได้ใจความ

เสิ่นเยว่เงียบไป รอยยิ้มผุดขึ้นมาบนใบหน้า นางไม่ได้คิดถือตัวอะไรมาก สตรีอย่างนางแต่งงานแล้วแต่ไม่เคยเข้าหอ ผู้เป็นสามียังไม่เคยแตะต้องตัวนางเลยสักครั้ง คนที่แตะต้องนางคนแรกกลับเป็นบุรุษแปลกหน้าที่มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจน เขาเข้าใกล้นางเพิ่มอีกก้าว ส่วนนางไร้ความกลัว

คนแปลกหน้าสองคนช่างเข้าขากันดีมากเกินไปแล้ว

“ข้ามีงานให้เจ้าทำ”

“โปรดสั่งมาได้ขอรับ”

เสิ่นเยว่เลิกคิดถึงเรื่องเมื่อคืน นางเดินช้า ๆ ทอดมองบรรยากาศรอบตัวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเช่นปกติ ก่อนหน้านี้มัวแต่คิดเรื่องที่ไม่ได้จดจำ พยายามหาความทรงจำของนางเมื่อขาดหายไปบางช่วงว่าเมื่อคืนนางได้ล่วงเกินอะไรคนผู้นั้นไปหรือไม่ ดีที่มีคนมาขัดก่อน เวลานี้ผู้เป็นแม่สามีต้องการพบ ทำให้นางรีบเตรียมตัวเพื่อไปพบอีกฝ่ายที่เรือนด้านหลังสุดติดป่าไผ่ ช่างเป็นด้านหลังที่แสนสงบ

“ฮูหยิน ตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่ารอท่านที่ด้านในแล้ว”

เสิ่นเยว่เดินเข้าไปด้านในเรือนทันที นางเห็นแม่สามีกำลังกินขนมหวานตรงชานเรือนที่ยื่นออกไปด้านหลังที่เป็นป่าไผ่กว้าง ลมเย็นที่พัดผ่านให้ความรู้สึกสบายตัว เรือนหลังนี้มีข้อดีที่กว้างขวาง สงบ ธรรมชาติโดยรอบน่ามอง

“มาแล้วหรือ…”

เสียงติดแหบแห้งของเจ้าของเรือนดังขึ้นก่อนที่เสิ่นเยว่จะก้าวไปยืนตรงหน้าอีกฝ่ายที่รออยู่ก่อนแล้ว

“คารวะท่านแม่เจ้าค่ะ”

“มานั่งสิ”

เสิ่นเยว่เข้าไปนั่งตามที่อีกฝ่ายต้องการ ใบหน้านางยิ้มแย้ม ดวงตาสดใสไร้ความขุ่นเคือง นางมองแม่สามีด้วยสีหน้ารักใคร่ใส่ใจดั่งที่ควรจะเป็น

“ได้ยินว่าเจ้าเลื่อนฐานะให้เหมยจื่อแล้ว และยังคิดจะหาอนุเพิ่มเข้าจวนจางอีกด้วย”

“เจ้าค่ะ เรื่องพวกนี้ที่ท่านแม่ทราบมาคือความจริง เหมยจื่อนางกำลังท้อง คงดูแลท่านพี่ไม่สะดวกมากนัก ข้าจึงคิดว่าควรหาคนมาช่วยแบ่งเบาด้านนี้ ท่านพี่ทำงานหนักทั้งวัน กลับมาควรได้ผ่อนคลายความเมื่อยล้า อีกอย่างหากเพิ่มอนุอีกคน จวนเราคงมีสีสันมากขึ้น ข้าที่เป็นฮูหยินจะได้เบาใจที่ท่านพี่มีคนดูแล ส่วนเรื่องเหมยจื่อได้เลื่อนฐานะ คิดว่าฮูหยินรองเหมาะสมสุดแล้ว ถ้าเกิดนางคลอดบุตรชายจะได้ไม่วุ่นวาย ฐานะของบุตรนางที่เป็นทายาทคนแรกของจวนจางจะมั่นคง”

“เรื่องฐานะเหมยจื่อข้าเข้าใจ แต่เรื่องหาอนุเพิ่มเพื่อปรนนิบัติสามีเรื่องนี้ทำไมเจ้าไม่เป็นคนทำ เจ้าคือฮูหยินเอก เป็นเมียใหญ่กลับไม่รู้จักดูแลสามี เรื่องพวกนี้ควรเป็นเจ้าที่ทำ มิใช่หาสตรีอื่นมาเพิ่ม เจ้ารู้ว่าควรทำอย่างไรแต่นิ่งเฉยปล่อยผ่าน”

น้ำเสียงของแม่สามีเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง สายตาที่จับจ้องก็ฉายความไม่พอใจในเรื่องที่สะใภ้ตนเองทำ

เสิ่นเยว่ไม่โต้เถียง นางทำเพียงก้มหน้ารับฟังนิ่ง ๆ สิ่งที่แม่สามีพูดถึงคือเรื่องตำแหน่งที่เหวินซูต้องการ พวกเขากำลังบีบให้เสิ่นเยว่ไปคุยกับบิดาตนเองเรื่องช่วยส่งเสริมเหวินซูให้ได้ตำแหน่งรองเจ้ากรมโยธา แต่เสิ่นเยว่ไม่ทำ นางไม่อยากให้บิดาต้องมาเสียชื่อเพราะบิดานางคือขุนนางซื่อตรงคนหนึ่ง มันทำให้สุดท้ายเสิ่นเยว่ถูกสองแม่ลูกหาทางกำจัด

“ท่านแม่ ข้าเป็นสตรี คงยุ่งเกี่ยวเรื่องนี้ไม่ได้ ข้ารู้ดีว่าตนเองมีความผิด สิ่งที่ทำตอนนี้คือสิ่งที่ข้าทำได้แล้ว”

“หึ…หากไม่เพราะเจ้าเหมาะสม ฐานะเจ้าส่งเสริมบุตรชายข้าได้ มีหรือข้าจะเลือกเจ้า ถ้ารู้ก่อนหน้านี้ข้าไม่มีทางให้เขาแต่งเจ้าแน่นอน ช่างไร้ประโยชน์ มีดีเพียงอย่างเดียวคือโง่งม ออกไปได้แล้ว ข้าไม่ต้องการเห็นหน้าเจ้าอีก ส่วนเรื่องดูแลเรือนอย่าให้มีปัญหา ไม่เช่นนั้นข้าเอาเรื่องเจ้าแน่”

เสิ่นเยว่ไม่พูดจา นางเดินออกมาด้านนอก ใบหน้าไม่ได้เสียใจ กลับกันนางยังยิ้มแย้มเช่นเดิม เดินกลับไปยังเรือนตนเอง

“ฮูหยิน…”

เสิ่นเยว่ยิ้มให้ปิงปิง นางให้ปิงปิงเป็นคนติดตามแทนมู่อันที่ขอตัวออกไปจัดการธุระนอกจวน ตลอดทางปิงปิงเงียบปากมาตลอด เพิ่งจะมาพูดก็ตอนนี้ เสิ่นเยว่มองสายตาห่วงใยก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายห่วงความรู้สึกของนางอยู่

“ข้าไม่เป็นไร เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ”

เสิ่นเยว่ตอบคนสนิทด้วยใบหน้าปกติ มันคือเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเมื่อมาพบแม่สามี นางทำหน้าที่ไม่ดีอีกฝ่ายจึงต่อว่า มาทุกครั้งก็เป็นเช่นนี้ ต่อว่าที่นางไม่รู้จักเข้าหาจางเหวินซู ต่อว่าที่นางไม่มีทีท่าจะช่วยเรื่องตำแหน่งของเขาผ่านบิดาตนเอง

“ข้าไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะรังแกท่านมากขนาดนี้”

เสิ่นเยว่หัวเราะ นางยิ้มให้คนของตนเอง ปิงปิงเป็นคนดี จริงใจใสซื่อ เติบโตมาพร้อมเสิ่นเยว่ ทั้งสองมีนิสัยเหมือนกันมาก นั่นคือเมตตาต่อผู้อื่น จิตใจอ่อนโยนจริงใจ ตามไม่ทันความคิดคนชั่วช้ามากนัก

“ยังมีหลายอย่างที่เราต้องปรับตัว ปิงปิง…ที่ข้าตามเจ้ามา เจ้าคิดว่าเพราะอะไร”

ปิงปิงส่ายหน้าช้า ๆ นางไม่รู้จริง ๆ ว่าทำไมเจ้านายถึงเรียกนางมาที่นี่ แต่นางยินดีมาก นางดีใจจนตัวลอยที่รู้ว่าตนเองถูกเรียกหา คราแรกนึกว่านายตนจะลืมนางเสียแล้ว

“เพราะข้าไว้ใจเจ้าคนเดียว ต่อจากนี้จงระวังตัว นอกจากข้า ห้ามเชื่อใจคำพูดใคร ในจวนนี้ไม่มีคนดีมากนักหรอกนะ ที่เห็นก็เพียงดอกไม่มีพิษ คิดว่าเจ้าคงเข้าใจความหมายของมัน”

“ข้าเข้าใจเจ้าค่ะ ส่วนคนที่ไว้ใจได้ แม้แต่พี่มู่อันก็ไม่ได้หรือเจ้าคะ”

ปิงปิงถามถึงคนสนิทอีกคนของนายสาว มู่อันที่ตามมารับใช้เช่นกันกับนาง

“ใช่…ยิ่งมู่อัน ยิ่งต้องระวัง สิ่งที่ข้าพูดและทำ หวังว่าเจ้าจะตามทัน จากนี้ความปลอดภัยข้าส่วนหนึ่งให้เจ้าดูแลแล้ว คนเราเมื่อมีความโลภ อยากได้ในของที่ไม่ใช่ของตนเอง คนพวกนี้มักจะเปลี่ยนไป”

ปิงปิงหาใช่คนโง่ ฟังเท่านี้นางก็เข้าใจแล้วว่าทำไมตนเองถึงถูกตามตัวมาที่นี่

“ข้าจะทำเต็มที่เจ้าค่ะ ถึงข้าจะโง่ไม่ค่อยรู้อะไรมาก แต่ข้าสาบานว่าจะภักดีไม่ให้ใครทำอันตรายท่านได้ แม้ต้องตายข้าก็จะขอตายแทนท่าน”

เสิ่นเยว่เดินเข้าไปหยุดตรงหน้าสาวใช้ที่นางเอ็นดู

“อย่าได้ตายแทนข้า หากรักข้าจริง ถ้าสุดท้ายข้าตาย สิ่งที่เจ้าควรทำคือมีความสุขที่สุดแทนข้า ใช้ชีวิตให้ดีเพื่อข้าต่างหากที่ควรทำ”

ตกดึก เสิ่นเยว่นั่งในห้องนอนของมู่อัน นางนั่งนิ่งบนเก้าอี้ข้างเตียงอย่างรอคอย เสียงฝีเท้าของเจ้าของห้องดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ พอกับบานประตูที่เปิดกว้างออก ความมืดในห้องทำให้มู่อันไม่รู้เลยว่ามีคนอยู่ด้านใน

นางเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม บนหน้ามีแต่ความสุขปรากฏ มือข้างหนึ่งถือกล่องไม้แน่น อีกข้างเอื้อมไปจุดตะเกียงเพื่อให้ความสว่าง

ทันทีที่หันหน้าเข้าหาเตียง กล่องไม้ในมือก็ตกลงจากพื้นกลิ้งหมุนวนกว่าสามรอบ สิ่งที่อยู่ภายในปรากฏออกมา มันคือขวดยาสีดำสนิท ไหนจะมีแหวนหยกสีขาวนวลตาอีกชิ้นที่ดูก็รู้ว่าราคาแพง

เสิ่นเยว่มองแหวนหยกแล้วยิ้มเย้ยหยันมองคนสนิทของตนเองที่ใบหน้าตกใจจนอ้าปากค้าง

สาวใช้หรือจะมีปัญญาซื้อหามาด้วยตนเอง แหวนหยกไม่ใช่ของราคาถูกเสียหน่อย

“ฮูหยิน ท่านมาทำไมกันเจ้าคะ”

มู่อันถามด้วยน้ำเสียงตกใจ มือไม้ของนางสั่นด้วยความกลัว ความผิดมากมายที่กระทำเอาไว้ทำให้นางรู้สึกหายใจไม่ออก กลัวไปหมดทุกอย่าง ยิ่งเห็นใบหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึกของผู้เป็นนาย นางก็ยิ่งรู้สึกไม่ดี

นายของนางไม่เคยมีสีหน้าเช่นนี้ ใบหน้าที่เห็นเป็นประจำคือรอยยิ้มหาใช่ความเย็นชาราบเรียบไร้ความรู้สึก

“ดูเจ้ากลัวข้านะ”

มู่อันพยายามยิ้ม นางเดินเข้าไปหาผู้เป็นนายช้า ๆ ก่อนจะอธิบาย

“เปล่าเจ้าค่ะ เพียงตกใจเท่านั้น ไม่คิดว่าฮูหยินจะมาหาข้า มีสิ่งใดให้ข้าจัดการเจ้าคะถึงมาหาเช่นนี้ ไยไม่ให้ปิงปิงมาแจ้งข้าอีกที ฮูหยินจะได้ไม่ต้องเหนื่อยเดินมาเอง”

“ปิงปิงข้าใช้นางไปดูเหมยจื่อน่ะ วันนี้เจ้าขอข้าออกไปจัดการเรื่องส่วนตัว กลับมาดึกพอดูนะ แล้วนั่นอะไรที่ตกอยู่ที่พื้น”

มู่อันหันไปมองก่อนจะหน้าถอดสี นางลนลานรีบวิ่งไปเก็บขึ้นมากำไว้ในมือแน่น ดวงตาทั้งสองข้างกลิ้งไปมาราวกับหาเหตุผลมาเอ่ยให้เจ้านายเชื่อใจ

“ของสะสมเจ้าค่ะ”

“เจ้าสะสมแหวนหยกหรือ แหวนหยกสีขาวนวล มันราคาไม่ใช่น้อย เจ้ามีเบี้ยหวัดน้อยนิด คงเก็บเงินเก่งน่าดูถึงได้เก็บเงินไปซื้อหามาสะสมไว้ได้ ส่วนในขวดเล็กนั่น ก็น่าสนใจดี”

มู่อันตัวสั่นอย่างห้ามตัวเองไม่ได้

“เจ้าค่ะ บ่าวเก็บเงินไม่ใช้ฟุ่มเฟือยถึงได้ซื้อมันได้ พวกมันเป็นเพียงของสะสม”

เสิ่นเยว่หัวเราะเสียงเบา นางมองมู่อันทั้งตัวยังไม่เห็นของราคาถูกสักชิ้น

“ไม่ใช้ฟุ่มเฟือยหรือ…เท่าที่ดูไม่น่าใช่นะ ดูจากชุดของเจ้าที่ตัดจากผ้าไหมราคาแพง เครื่องประดับบนตัวที่ดูแพงมากกว่าเดิม บางชิ้นข้ายังคุ้นตา เหมือนของข้าที่ให้เจ้าเก็บไม่มีผิด”

ทันทีที่พูดจบ ร่างของมู่อันก็ล้มลงบนพื้น ใบหน้าตื่นกลัว มองมาที่เสิ่นเยว่ด้วยความตกใจ คิดไม่ถึงว่าตนเองจะถูกจับได้ ตลอดมาเจ้านายอย่างเสิ่นเยว่ไม่เคยใส่ใจเรื่องพวกนี้ นางใส่อะไร ใช้อะไร ปักปิ่นเล่มไหนไม่เคยทักท้วงเอ่ยถาม แต่เมื่อสองสามวันก่อนกลับเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

“คุณหนู คือว่า…เรื่องนี้ข้าอธิบายได้”

“คือว่าอะไร คือว่าทั้งหมดเป็นของข้าจริงเช่นนั้นหรือ เจ้าขโมยมันมาจากหีบเครื่องประดับของข้า เจ้าเอามันมาเป็นของตนเอง ไหนจะแอบยักยอกเงินตำลึงข้าเอาไปใช้จ่ายส่วนตัว ที่ข้าพูดมาถูกหรือไม่”

มู่อันพูดไม่ออก ตอนนี้น้ำตาของนางอยู่ ๆ ก็ไหลลงมาเป็นทาง นางกลัวมาก กลัวจนทำอะไรไม่ถูก นางไม่คิดว่าจะถูกจับได้ ยิ่งมองใบหน้าเย็นชาของเจ้านายนางก็ยิ่งวิตกจนทำอะไรไม่ถูก

“ฮูหยิน ข้าผิดไปแล้ว ต่อจากนี้ข้าจะไม่ทำอีก ข้าจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้ว อภัยให้ข้าด้วย”

น้ำเสียงมู่อันสั่นเครือเต็มไปด้วยความกลัว คุกเข่าลงกับพื้นตรงหน้าเสิ่นเยว่ ร้องขอความเมตตาออกมา

“อภัยหรือ คำนี้คงใช้ไม่ได้เพราะถ้าความผิดเจ้าเท่านี้ข้าจะมองข้าม แต่มันไม่ใช่ เจ้าเอาใจออกห่าง ข้าเป็นนายเจ้าแท้ ๆ ดีกับเจ้ามาก ตามใจและไม่เอาเปรียบ สิ่งใดที่ดีข้าก็แบ่งให้เจ้าตามความเหมาะสม แล้วดูที่เจ้ากำลังจะทำสิ เจ้ารับงานจากเจิ้งส่วงคิดจะมาวางยาข้า ทำให้ข้ากลายเป็นคนเสียสติ แบบนี้เจ้าว่าข้าควรอภัยหรือไม่”

ทันทีที่เสิ่นเยว่พูดจบ มู่อันก็ร้องไห้หนักมากขึ้นเรื่อย ๆ นางเริ่มถดกายถอยหนีหวังจะออกจากห้องนี้แล้วรีบเอาตัวรอดไปให้ไกล แต่เมื่อจะถึงประตู มู่อันก็เหมือนสัมผัสเข้ากับบางสิ่ง นางหันหลังค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมอง บุรุษชุดดำสนิทปกปิดหน้าตาทำให้นางยิ่งกลัวจนต้องถอยหนีออกมา

สายตามู่อันมองไปหาผู้เป็นนายที่แสดงสีหน้าเบื่อหน่าย

“มู่อัน ข้าไม่คิดเลยว่าคนที่ข้าเลือกมาไว้ข้างกาย วันหนึ่งจะกลายเป็นงูพิษที่กล้าทำร้ายนายตัวมันเอง เมื่อเจ้าเลือกทรยศข้า สิ่งที่ข้าจะให้คงไม่พ้นความตาย ดูเจ้าสิ…ถูกข้าดูแลดีขนาดนี้ยังกล้าหักหลังข้า เจิ้งส่วงเพียงยื่นของมีค่าให้เจ้าก็ฉวยรับไว้ หันมาทำร้ายข้า น่าเสียดายที่ข้าเคยเอ็นดูเจ้านะ”

สายตาของเสิ่นเยว่เย็นชามากขึ้น นางยิ้มขึ้นมาหลังจากที่แสดงใบหน้าเรียบนิ่งอยู่นาน แต่มันช่างเป็นรอยยิ้มที่ดูน่ากลัว

“ฮูหยิน ไว้ชีวิตข้าด้วย ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว”

“งูพิษมันเลือดเย็น เจ้ามันก็คืองูพิษ จะให้เจ้าตายยังไงดีถึงจะสาแก่ใจข้า…อืม เอาเช่นนี้ดีกว่า เหลียงม่อ ใช้ยาที่นางมีทั้งหมดที่รับมาจากเจิ้งส่วงกรอกปากนางเสีย จะได้ไม่ต้องมีบาดแผล แต่ตายอย่างทรมาน กว่าจะตายคงได้กัดลิ้นตัวเองเพื่อให้ตายพ้นความทรมาน”

เสิ่นเยว่เดินออกมา นางเดินผ่านร่างของมู่อันที่ร้องขอความเมตตาให้ตนเองรอด พยายามเข้ามากอดขาของนางเอาไว้ ติดที่เหลียงม่อถีบอีกฝ่ายจนร่างกระเด็นไปติดเสาเตียงเสียงดัง เมื่อกำลังจะกรีดร้องก็ถูกปิดปากเสียก่อน

เสิ่นเยว่ออกมาหยุดที่หน้าห้อง นางฟังเสียงร่างกายที่ดิ้นรนหาทางรอด ร่างของมู่อันดิ้นรนเพื่อหาทางรอดชีวิตอยู่นานจนเงียบไป เสิ่นเยว่ที่รออยู่ด้านหน้าห้องจึงเดินจากออกมา

นางหมดธุระที่นี่แล้ว

เมื่อกลับมาถึงเรือน ในห้องบนเตียงมีบุรุษที่สวมหน้ากากรอนางอยู่ นางยิ้มให้นางอย่างเป็นมิตร

“ดูเจ้าจะเหนื่อย ๆ”

“ไม่ได้ออกแรงจะเหนื่อยได้อย่างไร คนของท่านต่างหากที่เหนื่อย ข้าแค่เหนื่อยใจ ไม่ได้เหนื่อยกาย”

เสิ่นเยว่พูดแล้วหันไปมองด้านที่จากมา เหลียงม่อคงจัดการเรียบร้อยแล้ว

“เขาไม่ใช่คนของข้า ข้ายกเขาให้เจ้าแล้ว”

เสิ่นเยว่เดินเข้าไปหาเขา นางนั่งลงบนเตียง ด้านข้างคือบุรุษแปลกหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ นางไม่รู้สึกกลัวเขาด้วยซ้ำ เพราะอะไรเสิ่นเยว่ก็บอกไม่ถูก

“คนของข้าหรือ หากเป็นคนของข้า เรื่องที่ข้าใช้เขา เขาก็ไม่ควรบอกท่านสิ แต่นี่ข้าใช้เขาทำอะไร เขากลับบอกท่านทั้งหมด”

“ฮ่า ๆ จริงสินะ เช่นนั้นใช้คำว่าคนของเราดีกว่า”

“ข้าเหนื่อยแล้ว ขอนอนก่อนเจ้าค่ะ”

พูดจบ เสิ่นเยว่ก็ล้มตัวลงบนเตียง นางดึงผ้าห่มมาคลุมกาย หลับตาพริ้มเข้าสู่ห้วงฝันทันที ปล่อยให้แขกที่มาหานั่งมองนางหลับบนเตียงด้วยสายตาแสนเจ้าเล่ห์

บทก่อนหน้า
บทถัดไป