บทที่ 3 เลือนลาง
ตอนที่3 เลือนลาง
“เด็กคนนี้น่ารักจังเลยนะคะ” เสียงของใครบางคนดังขึ้นในหูของเธอ
“ใช่ค่ะ แกเป็นเด็กดี และน่ารักมาก” เสียงตอบรับของผู้หญิงอีกคนที่คุยกัน แต่เธอกลับไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่
“งั้นฉันขออุปการะเด็กคนนี้แล้วกันค่ะ” เสียงของผู้หญิงคนแรกดังขึ้นเหมือนกับคนใจดีอ่อนโยน
แต่อุปการะอย่างนั้นเหรอ
“เอ่อ...คุณหญิงลองเลือกเด็กคนอื่นดูไหมคะ” แล้วเสียงของผู้หญิงอีกคนก็แย้งออกมาเหมือนกับไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่
“ทำไมคะ มีอะไรหรือเปล่า” คำถามที่เธอก็สงสัยเหมือนกันดังขึ้นถามอย่างไม่เข้าใจและสงสัย
“คือ เด็กคนนี้แกรักน้องสาวมาก ถ้าเอาแกไป เกรงว่าจะต้องรับน้องแกไปด้วย” แล้วคำตอบของคนดูแลคนนั้นก็ดังขึ้นให้ความเข้าใจแก่เธอ
“อ๋อ งั้นฉันรับไปทั้งสองคนก็ได้ค่ะ แกจะได้ปรับตัวเร็ว ฉันเองก็รู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้จริงๆ เห็นแล้วเอ็นดู” แล้วผู้หญิงที่ใจดีคนนั้นก็ตอบรับอย่างใจกว้างออกมาโดยไม่ลังเลเปลี่ยนใจเลยสักนิด
“ได้ค่ะ พวกแกคงดีใจที่จะได้ไปอยู่ในที่ๆ ดีกว่านี้”
คิ้วได้รูปขมวดแน่นขึ้นกว่าเดิมเมื่อเธอกำลังพยายามเดินเข้าไปตามเสียงที่ดังขึ้นไม่หยุด เสียงที่เหมือนอยู่ใกล้ตรงนี้เองแต่กลับไปไม่ถึคงสักที เธอได้เห็นเป็นเพียงภาพเลือนลางของหญิงวัยกลางคนที่แต่งตัวดูดีมากหนึ่งคนและผู้ใหญ่อีกหนึ่งคนที่ยืนคุยกันในเรื่องที่เธอได้ยินก่อนหน้านี้ และไม่นานก็ได้เห็นเด็กผู้หญิงตัวน้อยสองคนที่ความสูงต่างกัน แต่ไม่รู้ทำไมเธอกลับไม่สามารถมองเห็นใบหน้าที่ชัดเจนของทุกคนได้เลยสักนิดทั้งที่ไม่ได้ดูไกลกันขนาดนั้น
“เดี๋ยว” เสียงเล็กที่หลุดออกมาจากปากของเธอดังขึ้น พร้อมกับมือเล็กที่พยายามยกยื่นเหมือนกำลังพยายามไขว่คว้าอะไรสักอย่างอยู่
และใช่ สิ่งที่เธอพยายามไขว่คว้าอยู่ในฝันมันคือกลุ่มคนที่กำลังคุยกันอยู่ เพราะว่ายิ่งเธอเร่งฝีเท้าไปใกล้แค่ไหน พวกเขาเหล่านั้นกลับเหมือนยิ่งห่างเธอออกไปมากเท่านั้นทั้งที่ไม่มีใครเห็นเธอเลยด้วยซ้ำ เธอรีบตามไปจนรู้สึกเหนื่อยและรู้สึกตามไม่ทัน แต่เธอกลับอยากไปหาพวกเขาอย่างบอกไม่ถูก อยากเข้าไปหาคนที่เธอไม่เห็นหน้าชัดๆ นั้นให้เห็นกับตาตัวเอง
“เดี๋ยวก่อน!” เสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิมปลุกแม่บ้านที่นอนอยู่ข้างเตียงให้ลุกขึ้นมาและเปิดโคมไฟเพื่อดูหญิงสาวเจ้าของเสียง นั่นทำให้เห็นใบหน้าสวยที่มีเหงื่อผุดขึ้นมาเต็มกรอบหน้าไปหมด
“คุณคะ คุณ” เสียงของสาวใช้ปลุกปลายฟ้าด้วยความเป็นห่วงและร้อนรน เพราะตอนนี้มือเล็กเอาแต่เอื้อมขึ้นเหมือนต้องการคว้าอะไรบางอย่าง คิ้วขมวดแน่นไม่คลายเหมือนกับเปลือกตาที่ไม่ยอมเปิดขึ้นเพียงเพราะกำลังอยากทำสิ่งในฝันให้สำเร็จอย่างไม่รู้ตัวจนไม่รับรู้เรื่องภายนอก
“.....” สาวใช้เห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งออกจากห้องของปลายฟ้าไปยังห้องของเจ้านายตัวเองด้วยความเกรงใจไม่น้อย แต่เธอไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกันจึงต้องเรียกเจ้านายมาดูเอง
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
“คุณปราบคะ” เสียงเรียกทั้งเกรงใจและก็ร้อนใจไปในตัวดังขึ้นอย่างกังวล
แกร็ก!
หลังจากเสียงเคาะและเสียงเรียกที่ดังขึ้นไม่นาน ทำให้ร่างสูงที่มีประสาทสัมผัสดีและเร็วตื่นได้อย่างง่ายดายก่อนจะลุกมาเปิดประตูห้องว่าเกิดอะไรขึ้น
“มีอะไร” น้ำเสียงและสีหน้าเรียบนิ่งของเขาถามแม่บ้านออกมาอย่างไม่ตื่นตระหนกสักนิด
“คือคุณปลายฟ้าตัวร้อนมากเลยค่ะ แล้วก็ละเมอปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่นเลยค่ะ” เธอรีบรายงานอาการของปลายฟ้าออกมาอย่างรวดเร็วจนหมด
“อืม” หลังจากได้ยินแบบนั้นป้องปราบก็ไม่ได้มีท่าทีตกใจเลยสักนิด เดินออกจากห้องตัวเองไปยังห้องของปลายฟ้าทันทีด้วยจังหวะก้าวย่างที่สม่ำเสมอ แม้ไม่ได้ช้าแต่ก็ไม่ได้ดูรีบร้อนอย่างที่สามีควรจะเป็น
“อย่าพึ่งไป” พอเข้ามาในห้องก็ได้ยินเสียงเล็กดังขึ้นอีกครั้ง นั่นทำให้ป้องปราบเดินไปหยุดอยู่ข้างเตียงก้มลงปลุกเธออีกครั้งด้วยสายตาเรียบนิ่ง
“ปลายฟ้า” เขาเรียกเธอขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นแต่ก็ดังพอหวังให้เธอได้ยิน
หมับ! มือเล็กที่พยายามไขว่คว้าอากาศไม่หยุดจนเจอกับแขนของเขาก็รีบจับแขนแกร่งของเขาไว้ทันที แต่ไม่ว่าเธอจะจับสิ่งที่ต้องการได้แล้ว ทำไมมันก็ยังคงมองไม่เห็นอะไรเหมือนเดิมเลยล่ะ ทำไมมันไม่ใช่สิ่งที่เธอกำลังตามอยู่เมื่อกี้เลยสักนิด
“ปลายฟ้า” แรงเขย่าของเขาทำให้ปลายฟ้าค่อยๆ ได้สติขึ้นมา ก่อนจะลืมตาขึ้นมาเจอกับป้องปราบที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“คุณปราบ” เหมือนเห็นหน้าเขาปลายฟ้าก็เอ่ยเรียกสามีตัวเองออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งอย่างกับได้ที่พึ่งจากฝันร้ายเมื่อกี้
แต่ทำไมกันนะ ความฝันเมื่อกี้มันไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด แต่มันกลับทำให้เธอรู้สึกหดหู่ใจและเคว้งคว้างอย่างบอกไม่ถูกจนเกิดความกลัวขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“เธอไม่ได้กินยาเหรอ” เขาถามเธอขึ้นเสียงเรียบ เพราะตอนหัวค่ำเธอบอกว่ารู้สึกปวดหัว และเขาก็บอกให้ขึ้นมาพักผ่อนและอย่าลืมกินยา
“ไม่ค่ะ” เธอตอบกลับเสียงเบาเหมือนกลัวความผิด แต่เพราะคิดว่าแค่นอนพักก็คงดีขึ้นเลยไม่ได้กิน แต่ไม่คิดว่าสุดท้ายแล้วจะทำให้ไข้ขึ้นแบบนี้
“ลุกมากินยาซะ” เขาได้ยินแบบนั้นก็สั่งออกมาเสียงเข้มเหมือนไม่พอใจ และนั่นก็ทำให้เธอรู้สึกกลัวเขาจนต้องยอมลุกขึ้นมาตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย
“คืนนี้...คุณอยู่กับฉันได้ไหมคะ” เสียงแผ่วเอ่ยขึ้นหลังจากกินยาเสร็จพร้อมกับจ้องมองหน้าสามีตัวเองอย่างอ้อนวอน
เธอไม่อยากอยู่คนเดียว ถึงแม้จะมีแม่บ้านนอนอยู่ด้วยแต่มันไม่เหมือนกันเลย มันไม่ต่างจากการนอนคนเดียวเลย
“ดอกหญ้านอนเป็นเพื่อนเธอแล้ว” แต่เขาก็ยังคงเอาคนอื่นมาแทนที่ตัวเองอยู่เสมอ ไม่เคยนึกเลยว่าคนอื่นกับสามีมันจะเหมือนกันได้ยังไง จะแทนกันได้ที่ไหน
“.....” ปลายฟ้าได้ยินแบบนั้นก็รับรู้ว่ามันคือคำปฏิเสธของเขา ทำได้เพียงก้มหน้าลงเงียบๆ อย่างไม่ได้ตอบอะไร เพราะเขาปฏิเสธสิ่งที่เธอขอออกมา เธอไม่กล้าเซ้าซี้ขอเขาเท่าไหร่ถึงเราจะเป็นสามีภรรยากัน แต่บอกแล้วว่าเธอจำไม่ได้ว่าเขาเป็นคนยังไง
ตอนนี้สำหรับเราก็แทบไม่ต่างจากคนอื่นเลยด้วยซ้ำ นอกจากสถานะที่เขาบอกเพื่อตอกย้ำให้เธอพยายามยึดติดกับเขา
“เธอลงไปนอนที่ห้องไป” แล้วเสียงของป้องปราบก็ดังขึ้นหันไปบอกดอกหญ้า นั่นทำให้ปลายฟ้าเงยหน้าไปมองเขา ถึงได้เห็นว่าเขาหันไปพูดกับดอกหญ้าแม่บ้านของเขา
“ค่ะ” แล้วพี่ดอกหญ้าก็เดินมาเก็บผ้าและหมอนออกจากห้องไป นั่นทำให้ความเสียใจของเธอที่มีก่อนหน้านี้หายไปอีกครั้ง
“นอนได้แล้ว” ป้องปราบหันมาพูดกับเธอเสียงเรียบนิ่งอีกครั้ง เธอจึงล้มตัวลงนอนโดยที่ป้องปราบยังนั่งอยู่ที่เดิมไม่ได้ไปไหน นั่นทำให้เธอมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
“ทำไมคุณถึงไม่นอนคะ” เธอถามเขาอย่างสงสัยไม่น้อย เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ เธออยากรู้ความคิดของเขาบ้างจัง
“ฉันยังไม่ง่วง” เขาตอบกลับเสียงเรียบ
แต่ยังไม่ง่วงเหรอ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วนะเขาเองก็ทำงานหนักทุกวันทำไมเขาถึงบอกว่ายังไม่ง่วง หรือว่าเขา...
“คุณ...ไม่อยากนอนที่นี่เหรอคะ” พอคิดได้แบบนั้นเธอก็ถามเขาออกไปอย่างที่สงสัยและกลัวในคำตอบไม่น้อย
“.....” ป้องปราบได้ยินคำถามนั้นของเธอก็ไม่ได้ตอบอะไรหรือปฏิเสธอะไรออกไป นอกจากมองหน้าเธอนิ่งๆ เหมือนทุกครั้ง
และนั่นก็ทำให้ปลายฟ้ารู้สึกทนไม่ไหวจนต้องลุกขึ้นนั่งอีกครั้งก่อนจะมองสบตากับเขาแล้วถามสิ่งที่คาใจสำหรับเธอออกไปด้วยความสงสัย
“เรา... เป็นสามีภรรยากันจริงๆ เหรอคะ”
