บทที่ 6 หน้ากล้อง

ตอนที่ 6  หน้ากล้อง

ผมรู้สึกหนาวจนคิดว่าตัวเองนอนจมอยู่ภายใต้ภูเขาน้ำแข็ง ร่างหายเลือดเนื้อและกระดูกปวดจนแทบทนไม่ได้ มือเล็กๆ ถูกยกขึ้นมาบีบกดทิ้งไว้บนหัวแล้วพยายามไล่เรียงเรื่องราวต่างๆ ที่มันสับสนวุ่นวายในความทรงจำให้มันลำดับถูกต้อง จนเมื่อสติสตังและกำลังวังชานั้นพอช่วยให้ผมพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง บนเตียงนอนหลังใหญ่ซึ่งการตกแต่งนั้นผมจำได้ในทันทีว่ามันคือห้องเดียวกับฉากทุเรศเรทเอ็กซ์ซึ่งมีผมนอนแก้ผ้าถ่างขาให้ไอ้คนชั่วนั่นเล่นละครตบตาทุกคน

“คุณคราม” ผมตวัดผ้าห่มผืนใหญ่ออกจากตัวแล้วหัวสมองก็ปวดหนึบขึ้นมาทันทีเมื่อเวลานี้ผมไม่มีเสื้อผ้าติดตัวเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

“ไอ้คนชั่ว!”

ผมดีดตัวลงจากเตียงนอนแล้วรื้อค้นหาเสื้อผ้าของตัวเองซึ่งสวมใส่มาเมื่อคืนนั้นทุกซอกทุกมุมแต่มันไม่มีเลย ไม่รู้ว่าไอ้หมาป่าเจ้าเล่ห์กำลังคิดวางแผนทำอะไรอีก ในเมื่อหมดหนทางที่จะค้นหาผมจึงถือวิสาสะเปิดประตูตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่แล้วเลือกหยิบเสื้อผ้าเจ้าของห้องออกมาจากไม้แขวนก่อนจะเดินเข้ามายืนตะโกนก่นด่าไอ้ผีห่าซาตานโรคจิตนั้นอยู่ภายในห้องน้ำกว้าง เมื่อทั่วทั้งร่างในเงากระจกนั้นมีแต่รอยดูด รอยแดงขึ้นเรียงกันเป็นแผงจนแทบนับไม่ไหว

“ไอ้สัด!” ผมกวาดท่อนแขนกวาดเครื่องอาบน้ำ ครีมโฟม เครื่องโกนหนวด ทุกอย่างบนเคาน์เตอร์หินอ่อนหรูหราลงไปตกแตกกระจายจนเกลื่อนพื้นเพราะรู้สึกเจ็บใจที่ตัวเองพลาดให้ตกอยู่ในฐานะเหยื่ออีกแล้ว

ผมจัดการสวมเสื้อผ้าเหล่านั้นอย่างลวกๆ แล้วรื้อค้นข้าวของจากในลิ้นชักหยิบแว่นกันแดดแบรนด์ดังราคาหลายหมื่นบาทออกมาสวมก่อนจะหลบหนีออกจากห้องมาแล้วสาบานกับตัวเองว่าจะไม่กลับมาเหยียบห้องนี้อีก ผมเดินก้มหน้าพยายามหลบสายตาของทุกคนเพราะเพียงแว่นกันแดดอันเดียวนี้ผมไม่รู้ว่ามันจะเพียงพออำพรางช่วยให้คนลืมดารินทร์ไปได้จริงหรือไม่

“คุณดารินทร์!”

เสียงเรียกชื่อของผมดังไปทั่วทั้งล็อบบี้ผมเงยหน้าขึ้นมาจากพื้นทางเดินก่อนจะหันไปตามเสียงเรียกนั้นก่อนจะถูกกองทัพนักข่าววิ่งกรูเข้ามาแล้วไล่ต้อนผมให้จำใจเดินถอยหลังไปยืนพิงผนังของเสาต้นหนึ่ง โทรศัพท์มือถือ กล้องไลฟ์สด ไมค์ไวเรทจำนวนมากถูกยื่นจ่อเข้ามาใกล้พร้อมคำถามมากมายจนผมแทบฟังไม่รู้เรื่อง

“คุณดารินทร์ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้คะ”

“ที่คุณดารินทร์หายหน้าไปเจ็ดวัน แสดงว่าคุณดารินทร์มาพักอยู่กับคุณครามจริงๆ อย่างที่คนเขาลือกันใช่มั้ยคะ”

“สรุปว่าคุณดารินทร์กับคุณครามเป็นอะไรกันคะ”

“คุณดารินทร์ยอมรับแล้วใช่มั้ยคะว่าเป็นมือที่สามที่ทำให้คุณดารัณและคุณครามหย่าขาดจากกัน”

“คุณดารินทร์....”

ผมรู้สึกพะอืดพะอมจนอยากจะโก่งคออ้วกใส่หน้าคนพวกนี้แทนการตอบคำถาม ด้านหลังของโทรศัพท์หลากยี่ห้อเคสมือถือหลากหลายลายทั้งการ์ตูนและภาพกราฟิกทำให้ผมมึนงงสับสนไปหมด ผมถูกกดดันบีบให้ยืนตัวลีบอยู่ภายในวงล้อมของคนที่พยายามล้วงถามถึงสิ่งที่ผมไม่ได้ทำ

“คุณดารินทร์พูดอะไรสักหน่อยสิคะ”

“เอ่อ...ผม...ผมไม่..” ผมพยายามหันหน้าหลบมุมกล้องแต่ไม่รู้จะหันไปทางไหนเพราะทั้งด้านหน้า ด้านซ้ายและด้านขวานั้นถูกขวางไว้ด้วยเหล่านักข่าวสายบันเทิงจากทุกสำนัก

“ดารินทร์” เสียงห้วนออกห้าวตะโกนมาจากด้านหลังกลุ่มคนเกือบครึ่งร้อย ความสูงอันโดดเด่นกับใบหน้าหล่อเข้มเจิดจรัสสู้กับเสียงชัตเตอร์และแสงแฟลชของกล้องเกือบร้อยตัว ไฮโซหนุ่มเดิมยิ้มอย่างเยือกเย็นผ่าทะลุกลางวงสัมภาษณ์มายืนค้ำอยู่เบื้องหน้าก่อนจะยกมือขึ้นมาจับขยับปกเสื้อเชิ้ตตัวหลวมโพลกของผมให้เข้าที่เข้าทางเรียบร้อยหลังจากถูกยื้อยุดฉุดดึงจากมือใครหลายคนเมื่อครู่

“คุณครามพอตอบได้มั้ยคะว่าตอนนี้สถานะของคุณสองคนเป็นอะไรกัน” เสียงของนักข่าวคนหนึ่งดังทะลุขึ้นมาท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่  จากนั้นความเงียบจึงกลับมาเหมือนทุกคนกำลังเงี่ยหูรอฟังคำตอบ

“แล้วคุณคิดว่ายังไงครับ”

“ดูจากตอนนี้...ฉันคิดว่า เรื่องที่กำลังเป็นข่าวอยู่คุณครามคงไม่ปฏิเสธใช่มั้ยคะว่าคุณครามกับคุณดารินทร์มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันจริงๆ”

“ไม่!” ผมตะโกนขึ้นมากลางปล้องร้องปฏิเสธ ผมจะไม่ยอมให้ใครมาใช้ชีวิตผมแทนเบี้ยแทนหมากบนกระดานอย่างไร้ค่าอีกแล้ว

“คุณดารินทร์หมายความว่ายังไงคะ”

“หมายความว่า...ผมกับคุณคราม เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันและผมไม่เคยมีความสัมพันธ์อะไรกับเขาทั้งนั้น”

ผมยื่นมือออกไปผลักอกกว้างนั้นเต็มแรง หากแต่เจ้าของรอยยิ้มเยือกเย็นแต่เจ้าเล่ห์ร้ายกาจกลับตวัดท่อนแขนเกี่ยวเอวของผมแล้วเหนี่ยวรั้งดึงให้ขยับไปยืนชิดก่อนจะ “แสร้ง” ทำตาหวานฉ่ำเหมือนเวลาที่ผมต้องเข้าฉากกับคู่จิ้นเวลาแสดงฉากโรแมนติกในละคร หากแต่เวลานี้กล้องที่กำลังบันทึกภาพของเราสองคนอยู่มันเป็นกล้องจากโทรศัพท์มือถือของนักข่าวและครึ่งหนึ่งนั้นคงเป็นคนทั่วไปที่อยากรู้ อยากเผือก อยากเสือกเรื่องชาวบ้านมากกว่า

“ปล่อย...” ผมถลึงตาใส่คนที่ยังตีหน้าซื่อต่อหน้าสื่อ

“ถ้าเธองอน...ที่ฉันหายไปจากห้องตั้งแต่เช้าล่ะก็ ฉันมีข้อแก้ตัวนะ”

“แก้ตัวอะไร!” ผมตวัดเสียงถามอย่างไม่วางใจ พลันสมองเจ้ากรรมมันดันคิดวกวนกลับไปเห็นตัวเองซึ่งนอนเปลือยอยู่บนเตียงใหญ่พร้อมกับรอยจูบรอยดูดมากมายที่ไอ้คนใจร้ายเจ้าเล่ห์ทิ้งไว้บนร่างกายผม ฝ่ามือขยับเลื่อนขึ้นมาจับคอเสื้อก่อนจะขยำกำมันเอาไว้แน่นเมื่อนึกว่าถึงตรงนี้

“เอาไว้ขึ้นห้องแล้วจะบอก ตอนนี้เรากลับห้องดีกว่า อยู่ตรงนี้คนเยอะมันไม่เป็นส่วนตัว”

“ไม่! ผมจะไม่กลับขึ้นไปบนนั้นอีก ผมจะกลับบ้าน” ผมเอี้ยวตัวหลบแล้วสะบัดเอวออกจากอุ้งมือหนาแล้วพยายามหาช่องว่างพาตัวเองฝ่ากองทัพนักข่าวเพื่อไปหาเรียกรถแท็กซี่ หากแต่ผมขยับออกมาได้แค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้นหัวไหล่เล็กก็มีอันเจ็บแปลบพร้อมกับถูกรั้งกระชากกลับจากปลายมือของใครอีกคน

“โอ๊ย!”

เสื้อเชิ้ตตัวหลวมถูกดึงจนไหล่กว้างของมันรั้งล่นลงไปจนเผยให้เห็นช่วงไหล่และลำคอซึ่งพราวพร่างไปด้วยร่องรอยอันทุเรศตา พร้อมกับเสียงฮือฮาตกใจและเสียงกดชัตเตอร์และแสงแฟลช แสงไฟรัวจนมันตาลายไปหมด

“ปล่อยนะ” ผมสะบัดหัวไหล่แล้วรีบดึงคอเสื้อหลวมๆ นั้นให้มันกระชับกับตัวทันที

“ขอโทษทีนะ เมื่อคืน...ฉันรุนแรงกับเธอไปหน่อย แต่เธอก็เอาคืนฉันและนี่” นิ้วชี้เรียวยาวนั้นเคาะลงตรงมุมปากข้างหนึ่งซึ่งมีรอยแตกช้ำให้เห็นอยู่แต่ไม่มากนัก

“ไปให้พ้น”

ผมยกมือขึ้นมาปัดฝ่ามือนั้นออกไปจากตัวแล้วใช้แขนพยายามแหวกช่องพาตัวเองออกมาจากวงล้อมกองทัพนักข่าวอย่างยากลำบาก เสียงคำถามมากมายยังคงดังมาจากรอบทิศทางแต่ผมไม่อยากตอบคำถามอะไรของใครทั้งนั้น เพราะเวลานี้ ถ้าจะให้พูดจริงๆ ผมยังตอบตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดเรื่องระยำอะไรขึ้นกับชีวิตตัวเอง

“ดารินทร์ เธอจะไปไหน” ผมเดินลิ่วออกมาจนเกือบพ้นหน้าประตูกระจกขนาดใหญ่ซึ่งเป็นทางเข้าของคอนโดหรู

“ผมบอกว่าจะกลับบ้าน”

“แล้วฉันล่ะ”

“คุณก็อยู่ของคุณไปสิ”

“เธอจะทิ้งฉันไปง่ายๆ อย่างนี้น่ะเหรอดารินทร์ ทำไมถึงได้ใจร้ายกับฉันนักล่ะ ถ้าเธอยังโกรธฉันอยู่เรื่องเมื่อคืน...ฉันขอโทษก็ได้นะ” ฝ่ามืออุ่นเอื้อมคว้ากุมมือของผมเอาไว้

“ผมไม่รับคำขอโทษจากคุณ”

ผมสะบัดแขนแล้วเดินออกมาจากคอนโดหรูตรงไปยืนรอโบกมือเรียกแท็กซี่เพื่อต้องการกลับบ้านตัวเอง โดยที่ด้านหลังนั้นมีเหล่าบรรดาเหยี่ยวข่าวยังคงถือกล้องและมือถือยกขึ้นสูงถ่ายภาพผมทุกอิริยาบถ

“จะตามมาทำไม!” ผมหันไปตวาดเสียงใส่อย่างนึกอึดอัดรำคาญใจ หากแต่คำตอบที่ได้คือรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของคนที่ยืนหันหลังให้กล้อง รอยยิ้มนั้นทำเอาผมเกือบบ้า และรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทันเมื่อไฮโซหมาป่าเจ้าเล่ห์คว้าผมเข้าไปสวมกอดพร้อมเสียงกระซิบอันน่ากลัว

“ฉันไม่ปล่อยให้เบี้ยเดินออกจากกระดานง่ายๆ หรอก”

“ไอ้...อื้อ” คำด่าทอของผมถูกกลืนหายไปกับกลีบปากนุ่มซึ่งบดบี้ขยี้ลงมา ทุกอย่างมันรวดเร็วจนแม้แต่ลมหายใจผมยังสะดุดเผลอหลุดสะดุ้งออกมาเฮือกใหญ่ แล้วพยายามกระเสือกกระสนดิ้นรนเอาตัวเองให้หลุดพ้นจากลิ้นฉ่ำ ผมเหมือนคนถูกจับมัดมือมัดเท้าแล้วกดหัวลงไปในโอ่งแคบที่มีน้ำอยู่เต็มจะดิ้นรนหรือขัดขืนอย่างไรมันก็ไม่เคยได้อิสระกลับมา ทั้งแขนขาเนื้อตัวเจ็บร้าวระบมจนแทบไม่เหลือแรงจะหายใจด้วยซ้ำ

“ฮึก...” น้ำตาซึ่งกลั้นเก็บไว้พาลไหลลงมาจนนองหน้าในเวลาเพียงไม่กี่วินาที พลันจูบหนักนั้นชะงักลงก่อนจะเปลี่ยนเป็นหวานนุ่มในชั่วพริบตา

“เจ็บเหรอ” ปลายจมูกโด่งแตะลากลงมาจากตรงกลางหว่างคิ้วก่อนถูกเขี่ยเล่นล้ออยู่กับปลายจมูกของผมเอง ฝ่ามือหยาบวางทาบนาบประคองสองแก้มแล้วพยายามช่วยเช็ดน้ำตาให้ และฉับพลันทันใดรถคันใหญ่แล่นปราดเลี้ยวมาจอดเทียบอยู่ตรงริมถนน

“ขึ้นรถสิ”

“ไม่!”

“ขึ้นรถ”

“ไม่ พอทีเถอะ...ชีวิตผมไม่เหลือให้คุณทำลายแล้ว ปล่อยผมไป...”

“เกมนี้มันยังไม่จบ...เธอต้องอยู่ต่อบนกระดานของฉัน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป