บทที่ 9 หมากสำคัญ

ตอนที่ 9  หมากสำคัญ

“ฆ่ารินทร์ให้ตายไปเถอะ รินทร์ไม่อยากอยู่แล้ว”

ผมทนไม่ไหวจริงๆ ทนไม่ไหวอีกแล้ว กับความเจ็บช้ำทั้งหมดทั้งมวลที่ทุกคนยัดเยียดให้ ผมนอนกลิ้งซบหน้าลงไปบนพื้นห้องอันเย็นเฉียบ ปล่อยหยดน้ำตาให้มันไหลทิ้งลงไปบนพื้นกระเบื้องสีครีม เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินเข้ามาใกล้

“เธอต้องอยู่...เพราะฉันจะไม่ยอมเสียเบี้ยสำคัญไป” น้ำเสียงแผ่วเบาเยือกเย็นน่ารังเกียจอันคุ้นเคย เหมือนมือของมัจจุราชโผพุ่งฉุดคนใกล้จมน้ำอย่างผมให้ดำดิ่งลงสู่ใต้ท้องทะเลลึก ความมืดดำของชีวิตอันแสนอดสู ถูกเหยียบซ้ำด้วยฝ่าเท้าของคนที่มอบตำแหน่ง “ชู้” อันจอมปลอมให้กับผม

“ฉันบอกเธอแล้วไงดารินทร์ว่าเธอไม่มีที่ไหนให้ไป นอกจากอยู่กับฉัน” ฝ่ามือหยาบพลิกร่างของผมซึ่งฟุบหน้าคว่ำอยู่เมื่อครู่นั้นให้แหงนเงยขึ้นมา ใบหน้าหล่อคมก้มโน้มลงมาใกล้ก่อนที่ผมจะหลับตาแล้วภาวนาขอให้เขาทำตามที่ขอ...คือฆ่าผมให้ตายไปซะ 

“เดี๋ยวสิครับ...คุณคราม คุณจะพารินทร์ไปไหน” ผมได้ยินเสียงของปาร์คอยู่แว่วๆ ขณะที่ร่างของผมกำลังถูกยกลอยขึ้นสูงจากพื้น

“เธอคงไม่อยากเดือดร้อนไปกว่านี้หรอก เธอแค่รอรับมือกับกระแสไลฟ์สดของเด็กผู้หญิงคนนั้นอย่างเดียวก็พอ ส่วนดารินทร์...เขาเป็นของฉัน”

“แต่ว่ารินทร์เขา...”

“ขอบใจที่เธอช่วยเขาไว้ในวันนี้...คืนนี้หมดหน้าที่เธอแล้ว”

ผมรู้สึกเหมือนตัวเองลอยได้ อากาศหนาวและความรู้สึกเย็นจากพื้นห้องจางหายไป แล้วถูกแทนที่ไว้ด้วยเสื้อนอกตัวนุ่มเนื้อละเอียด ผมเหนื่อยและหมดแรงจะดิ้นรนต่อสู้กับชีวิตอันแสนบัดซบแล้วในคืนนี้ จึงยอมทิ้งหัวฝากหน้าผากวางซบลงไปบนแผงอกกว้างซึ่งข้างในนั้นมันปราศจากหัวใจและไร้ความสำนึกผิดชอบชั่วดี

“จะพาผมไปไหน” ผมเอ่ยปากถามเจ้าของกลิ่นน้ำหอมราคาแพง ซึ่งผมเผลอสูดเข้าไปในปอด กลิ่นอ่อนๆ แต่ลุ่มลึกมีเสน่ห์ชวนให้หลงใหลหากแต่จะมีใครสักกี่คนที่รู้ว่า ภายใต้เปลือกนอกของไฮโซรูปหล่อเนื้อหอมคนนี้จะมีวิญญาณซาตานสิงสู่อยู่ภายใน

“หมอบอกกับฉันว่าเธอรั้นจะออกจากโรงพยาบาล...ทำไม?” เสียงแข็งตวัดถามผมกลับมาแทนที่จะตอบคำถามเดิมของผม

“ผมไม่อยากอยู่ที่นั่น”

“แต่แผลเธอยังไม่หาย”

“แผลแค่นี้ไม่ตายหรอก...ดูเหมือนแม้แต่นรกก็ไม่ยอมรับ ไม่อยากได้วิญญาณทุเรศๆ ของผม...”

“ฉันบอกแล้วไง...ว่าที่เดียวที่เหมาะกับเธอ...คือการอยู่กับฉัน”

“ถ้าต้องเลือกไปอยู่กับคุณ ผมขอนอนอยู่ใต้หลุมฝังศพดีกว่า...”

บทสนทนาของเราสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าของอ้อมแขนแกร่งนั้นพาผมลงลิฟต์มาจนถึงล็อบบี้ด้านล่าง ผมได้ยินเหมือนเสียงคนวิ่งกรูตรงเข้ามาแล้วภาพเหตุการณ์วันก่อนวนกลับเข้ามาจนผมอยากจะแหกปากกรีดร้องออกมาดังๆ แต่แรงบีบรัดรอบขมับพร้อมกับความหนาวเย็นในแก่นกลางของกระดูกนั้น ผมทำได้แค่เพียงเบียดร่างครึ่งหนึ่งที่พอขยับได้ซุกเข้าไปหาความอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวในค่ำคืนนี้

“คุณครามคะไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือคะ ทำไมคุณดารินทร์ถึงมาอยู่ที่นี่”

“คุณครามคะ ตกลงว่าความสัมพันธ์ระหว่างคุณดารินทร์กับคุณปาร์คเป็นยังไงกันแน่คะ แล้วคุณทราบหรือเปล่าว่าไลฟ์สดเมื่อครู่ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”

“คุณครามคะ ตกลงว่าคุณดารินทร์เป็นมือที่สามจริงหรือเปล่าคะ...”

“คุณดารินทร์จะออกมาแถลงข่าวหรืออธิบายเรื่องนี้ให้สังคมและแฟนคลับได้ทราบความจริงเมื่อไหร่คะ...”

“ที่พวกคุณถาม...เพราะแค่อยากรู้...หรือถามเพราะว่าเป็นห่วงดารินทร์ครับ?” เสียงเข้มถามกลับออกไปอย่างเยือกเย็นไร้เส้นเสียงสำเนียงอารมณ์ จนผมซึ่งกำลังนอนหลับตาอยู่ภายในอ้อมแขนนี้ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว เสื้อสูทเนื้อหนาปิดทับคลุมหน้าเอาไว้จนมิดและผมไม่กล้าโผล่หัวออกไปเจอหน้าใครทั้งสิ้น

ผมเป็นนักแสดงแต่ตอนนี้ผมเกลียดกล้อง ผมเกลียดแสงแฟลชและผมหวาดกลัวนักข่าว ผมไม่อยากตอบคำถามอะไรทั้งนั้นเพราะคำตอบคำอธิบายของผมมันไม่เคยได้รับความเชื่อถือ มันไม่เคยมีความหมายอะไรเลย ไม่มีใครสนใจความจริง ทุกคนแค่สนใจเรตติ้งที่พุ่งขึ้นสวนทางกับชื่อเสียงและชีวิตผมที่จมดิ่งลงสู่นรกในทุกหัวข้อ ทุกเนื้อหาที่พวกเขาเขียนเพื่อขายมันผ่านตัวหนังสือ ผู้คนสนใจชีวิตอันฉาวโฉ่เน่าเฟะของดารินทร์และรู้จักผมผ่านหน้าจอโทรศัพท์และเชื่อถือคำครหา ก่นด่าสาปแช่งให้ดารินทร์คนนี้วิบัติฉิบหาย โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าผู้ชายตัวเล็กๆ คนนี้เป็นแค่หมากบนกระดานของใครบางคนเท่านั้น

“เอ่อ...เป็นห่วงค่ะ” เสียงของใครคนหนึ่งตอบกลับมาทันที

“ฮึ...เป็นความห่วงใยที่แปลกดีนะครับ เอาล่ะ...ตอนนี้ดารินทร์ไม่สบาย เขาต้องการพักผ่อน พวกคุณช่วยหลีกทางให้ผมด้วย...”

“คุณครามจะพาคุณดารินทร์ไปไหนเหรอคะ”

“ถ้าผมไม่ตอบคุณจะโกรธผมมั้ย”

“เอ่อ...ไม่ค่ะ”

ผมได้ยินเสียงกรี๊ด ฮือฮาดังอยู่รอบตัว มันไม่ใช่เสียงกรี๊ดเพราะความตื่นตกใจหรือเกลียดชัง แต่มันฟังคล้ายๆ เวลาผมไปออกงานอีเว้นท์แล้วได้พบปะแฟนคลับ เสียงกรี๊ดอย่างมีความสุขนั้นดังอยู่นานครู่ใหญ่และค่อยๆ ถอยห่างออกไปทุกที ในขณะที่ผมรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวขยับร่างกายและการเปลี่ยนอิริยาบถจนถึงเสียงปิดประตูรถ จึงเดาว่าผู้ชายคนนี้พาผมขึ้นมานั่งอยู่ภายในรถเรียบร้อยแล้วจึงยอมโผล่หน้าออกมาจากเสื้อตัวหนา

“คุณทำแบบนี้ทำไม..มันอยู่ในแผนหรือว่าอยู่ในเกมอย่างนั้นเหรอ”

“ฉันบอกไปแล้วว่าเธอเป็นของฉัน ต่อให้อยู่ในแผนหรือว่าอยู่ในเกม...ฉันก็ไม่ยอมให้ใครมาทำลายเบี้ยของฉันง่ายๆ หรอก”

“คุณไง...เบี้ยของคุณกำลังจะตายและถูกทำลายด้วยน้ำมือของคุณเอง”

“ดารินทร์ ฉันเคยบอกเธอแล้ว...ในบางครั้งเราต้องยอมเสียสละทำลายสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพื่อรักษาไว้ซึ่งสิ่งสำคัญ เธอเป็นเบี้ยตัวเล็กๆ ที่สำคัญที่สุดบนกระดานของฉัน”

“หมากเกมนี้....อีกนานมั้ยกว่ามันจะจบ”

“เหลืออีกเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น”

“ฮึ...คุณรู้มั้ยว่าเบี้ยตัวนี้มันกำลังจะตาย มันกำลังแตกสลาย ถูกบดละเอียดอยู่บนกระดานของคุณ” ผมแหงนหน้าเปิดเปลือกตามองเลยขึ้นไปสบตากับคนใจดำซึ่งก้มหน้ามองต่ำลงมาหา แววตาเยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลกนั้นถูกซ่อนไว้ในหลืบมุมของยามค่ำ จนผมมองอ่านความหมายในสายตานั้นไม่ได้

“ยังมีหมากตัวอื่น...ที่มันกำลังแตกสลายไม่น้อยไปกว่าเธอ” ท่อนแขนจากเสื้อเชิ้ตขาวขยับกอดร่างของผมอย่างแผ่วเบา จากนั้นความเงียบคือบทสนทนาที่เราสองคนใช้มันสื่อสารกัน

หมากตัวอื่นอย่างนั้นเหรอ?

ยังมีใครโชคร้ายติดอยู่ในเกมนี้เหมือนกับผมอีกอย่างนั้นหรือ?

ผมไม่รู้ว่าตัวเองติดอยู่ในความฝันนานแค่ไหน แต่มันคงนานพอให้ใครบางคนฉกฉวยโอกาสทำเรื่องระยำกับผมซ้ำอย่างเดิม ผมขยับตัวบิดร่างกายอันเมื่อยขบแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังนอนอยู่กลางอ้อมกอดของใครสักคน ใครคนนั้นที่ทำให้ผมหลับสนิทตลอดทั้งคืน

“คุณคราม”

“ไง...” เจ้าของร่างใหญ่ปรือเปลือกตาขึ้นมามองผมอย่างคนงัวเงีย แล้วงอท่อนแขนข้างที่ผมใช้มันหนุนหัวอยู่ ก่อนจะดึงผมเข้าไปซุกไว้กับซอกไหล่ มือหนาอีกข้างวางทาบลงมาบนสะโพกก่อนจะออกแรงบิดให้ผมหันตะแคงเข้าหาตัวเอง

“โอ๊ย....เจ็บ!” ผมเบี่ยงสะโพกหลบเพราะน้ำหนักมือนั้นมันกดลงไปบนแผลใหญ่ซึ่งยังไม่หายดี คนที่นอนงัวเงียเพลียขี้ตาอยู่เมื่อครู่สะบัดเปลือกตาเปิดขึ้นมาทันทีเมื่อผมปัดมือนั้นทิ้งไป

“เจ็บเหรอ?”

“เอามือของคุณออกไปนะ” ผมขยับตัวลุกขึ้นนั่งแล้วใช้เท้าถีบไล่คนตัวใหญ่ซึ่งนอนอยู่ข้างๆ จนร่างนั้นเลื่อนห่างออกไปตามแรงของฝ่าเท้าทั้งคู่ แล้วขยับตัวออกห่างมานั่งหมุนคอสำรวจห้องนอนอันกว้างขวางใหญ่โต

ภายในห้องนอนโอ่อ่าสวยหรูแต่เย็นเฉียบราวกับผมกำลังนอนอยู่ในห้องแช่เย็น เจ้าของร่างเปลือยขยับลุกขึ้นมานั่งก่อนจะส่งยิ้มเจ้าเล่ห์มองมายังผมเหมือนอย่างเคย

“ที่นี่คือ...”

“บ้านฉัน”

“บ้านคุณ!....คุณพาผมมาบ้านคุณทำไม”

“เธอจะได้หนีฉันไปไหนไม่ได้อีกไง...มานี่สิ” มือหยาบคว้ารวบดึงข้อเท้าของผม ก่อนเจ้าของห้องจะออกแรงลากผมกลับเข้าไปหาตัว

“คุณจะทำอะไร”

“เมื่อกี้เธอบอกว่าเจ็บไม่ใช่เหรอ”

“แล้วยังไง”

“ก็จะดูให้...”

“นี่...หยุด! หยุด! หยุดนะ คุณคราม!” ผมคว้ามือคนที่จับขอบกางเกงนอนขายาวสีเข้มแล้วออกแรงดึงมันจนล่นลงไปเกือบถึงหัวเข่า อารามตกใจเหมือนคนเห็นผีเมื่ออยู่ๆ ไอ้พี่เขยโรคจิตก็ทำอนาจารผมซึ่งๆ หน้า

“อย่า! ปล่อยนะ คุณบ้าไปแล้วเหรอ” ผมคว้าหมอนใบใหญ่ตรงหัวนอนมาวางทับทิ้งไว้บนหน้าตักก่อนจะย่ำฝ่าเท้าถีบซ้ำใส่อกเปลือยของไฮโซโรคจิตไปเสียหลายที

“แค่จะดูแผลให้...โรคจิตตรงไหน”

“ไม่ต้อง เรื่องของผม แผลผม...ผมจัดการเองได้”

“แต่ฉัน...จัดการได้ดีกว่า...” ข้อเท้าทั้งสองข้างถูกลากดึงเข้าไปหาก่อนจะถูกจับกดล็อกพาดทิ้งไว้บนหน้าขาของคนที่ไม่ยอมใส่กางเกงนอน ท่อนเนื้อสีอ่อนไม่น่ามองซึ่งห้อยติดอยู่ตรงกลางหว่างขาพวงใหญ่นั้นทำให้ผมหายใจไม่ออก

“ว๊ายยยยยยยยยย พี่คราม!” เสียงร้องแหลมสูงของใครบางคนทำเอาผมสะดุ้ง ประสบการณ์อันเลวร้ายน่ากลัวพุ่งกลับมากระแทกหน้าอก จนผมอยากกลั้นหายใจให้ตัวเองตายไปเสียจากตรงนี้ ผมไม่กล้าแม้แต่หันคอไปมองต้นเสียงแหลมสูงนั้นเพราะกลัวว่าจะเจอเข้ากับกล้องมือถือหรือกลัวว่าจะมีใครมาไลฟ์สดชีวิตโสมมของผมอีก

“แม่ไม่สอนเหรอ ว่าเข้าห้องคนอื่นต้องเคาะก่อน” เจ้าของห้องหน้าขรึมปรายหางตาไปทางประตูหน้าห้องก่อนจะรีบตลบผ้าห่มผืนใหญ่มาคลุมผมไว้ตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้า

“สอน...แต่ขี้เกียจจำ” เสียงหวานหัวเราะคิกคักเหมือนมีเรื่องชอบใจอยู่ตรงหน้า

“มีอะไร”

“คุณแม่ให้ขึ้นมาดูว่าพี่ครามกลับบ้านมาจริงมั้ยเพราะตอนนี้หน้าบ้านน่ะ อย่างกับมีตลาดเปิดท้ายขายของเก่าเลยล่ะ นักข่าวเป็นร้อยเลย...ครีมว่าจะออกไปดูสักหน่อยเผื่อจะดังบ้าง” เสียงหวานนั้นสดใสและผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเหมือนเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน

“ก็ลองออกไปสิ เผื่อจะได้เพิ่มยอดผู้ติดตามในไอจีขึ้นอีกหน่อย”

“ความคิดไม่เลวแฮะ...อ่อนี่ พี่ครามสายแล้ว แม่บอกให้พาดารินทร์ลงไปกินข้าวได้แล้ว เร็วๆ ล่ะ พ่อกับแม่รออยู่”

ผมนั่งอยู่ในความมืดภายใต้ผ้าห่มผืนใหญ่ด้วยความงุนงงสงสัย ครีม คือชื่อของน้องสาวเพียงคนเดียวของไฮโซคราม สาวน้อยคนนี้ผมรู้จักเพียงผิวเผิน เคยคุยกันนิดหน่อยช่วงเตรียมงานแต่งงานให้คุณครามและพี่รัณ แต่หลังจากเสร็จสิ้นงานแต่งอันยิ่งใหญ่นั้นแล้วเราสองคนก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยนอกจากเห็นหน้ากันผ่านทางไอจี

"อืม...บอกพ่อกับแม่ว่าเดี๋ยวลงไป...แล้วก็ ครั้งหน้าถ้าเข้ามาแบบไม่เคาะประตูอีกพี่จะตัดค่าขนมเธอ"

"เชอะ...เมียเก่ายังไม่ทันหย่า นี่พาเมียใหม่เข้าบ้านแล้วเหรอ"

"พูดมาก....เดือนนี้ค่าขนมไม่ต้องเอานะ...."

"งกชะมัด...ขอตังแม่ก็ได้เชอะ" 

ผมเงี่ยหูฟังบทสนทนาของสองพี่น้องตระกูลดังแล้วรู้สึกแปลกๆ ยังไงชอบกล ยิ่งไอ้คำว่า "เมียเก่า" และ "เมียใหม่" นั้นเหมือนมือใหญ่ที่บีบคอผมให้หายใจไม่ออก นี่แม้กระทั่งน้องครีมก็มองว่าผมเป็นชู้กับพี่ชายเธออย่างนั้นหรือ

“เอาล่ะ อยู่นิ่งๆ ถ้าไม่อยากเสียเวลา” ผ้าห่มผืนใหญ่ถูกดึงออกไปพร้อมกับกางเกงนอนขายาวซึ่งผมไม่ใช่เจ้าของ คนรวยเอาแต่ใจยื้อแย่งร่างกายของผมไปไว้ในครอบครองแล้วเริ่มต้นสำรวจตรวจดูรอยแผลซึ่งเริ่มแห้งตกสะเก็ดนั้นพร้อมกับบ่นพึมพำด้วยประโยคที่ผมฟังไม่เข้าใจ

“เสื้อผ้าของเธออยู่ในตู้ เช็ดตัวเสร็จแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย”

“เสื้อผ้าของผม?”

“ใช่...ฉันไปเก็บเสื้อผ้าของเธอมาจากบ้านหมดแล้วนะ”

“ฮะ! เก็บเสื้อผ้าของผม...ออกมาจากบ้านเหรอ”

“ใช่...ก็บอกแล้วไง ว่าเธอมีที่เดียวให้ไป...คืออยู่กับฉัน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป