บทที่ 3 บท 2

“หงั่ม ๆ หนูม่ายเคยกินหนมแบบนี้มาก่อนเลย”

“…”

“มันอร่อยจิง ๆ เนอะแม่”

“บอกแล้วไงว่าห้ามเรียกฉันว่าแม่” ชิลินพูดพลางพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง เมื่อมันเป็นอีกครั้งที่กุมารทองมรดกตกทอดจากคุณตาที่เขาไม่เคยอยากรับเลี้ยงดูเรียกเขาว่าแม่อีกแล้ว

“โอ๊ะ! มันอร่อยจิง ๆ นะแม่ หนูม่ายด้ายพูดเล่น” นมสดที่ชิลินมั่นใจมากว่าอีกฝ่ายได้ยินเสียงพูดของเขาแน่ ๆ แต่เจ้าตัวก็แค่จงใจทำหูทวนลมใส่กัน ทำทีหันหน้ามาทำตาลุกวาวใส่กันแทน ขณะเดียวกันมือป้อม ๆ ของอีกฝ่ายที่มีกำไลทองสวมใส่เอาไว้ก็ชูขนมปุยฝ้ายสีชมพูชิ้นเดียวกับชิ้นที่อยู่บนถ้วยถวายขึ้นมาให้ชิลินได้ดูอีกด้วย

“ถ้าเป็นไปด้าย หนู… หนูก้ออยากกินทุกวันเลย” กุมารตัวเล็กว่าพร้อมกัดกินขนมปุยฝ้ายในมือตัวเองด้วยท่าทีเอร็ดอร่อย โดยในระหว่างนั้นชิลินก็ทำได้แค่พ่นลมหายใจออกมาเท่านั้น

เมื่อตอนนี้เขาทั้งนึกรำคาญที่แก๊งกุมารทั้งสองตัวเอาแต่เรียกเขาว่าแม่จ๋าไม่ยอมหยุด แต่อีกใจหนึ่งเขาเองก็นึกสงสารกุมารเด็กทั้งสองตัวเหมือนกันที่ไม่สามารถเติบโตหรือไปเกิดสักที

“ทำไมถึงไม่ไปเกิดสักที ฉันเคยบอกไปแล้วไงว่าให้ไปเกิดได้แล้ว” ขณะที่สายตาของเขายังคงจ้องมองภาพการกินขนมของเด็กเล็กด้วยความรู้สึกหลาย ๆ อย่างที่ผสมปนเปกันไปหมด ชิลินก็เอ่ยถามนมสดไปด้วย หลังมันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพูดเรื่องนี้กับแก๊งกุมาร

อันที่จริงตั้งแต่ที่แก๊งกุมารทองเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตเขามากขึ้น ชิลินก็เคยพูดกับทั้งคู่ไปแล้วว่าถ้าอยากไปเกิดก็ให้ไปได้เลย แต่เพราะเฉาก๊วยนมสดไม่ยอมไปเกิดง่าย ๆ แถมยังพยายามยัดเยียดตัวเองเข้ามาในชีวิตเขา จนตอนนี้เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเป็นคุณแม่ลูกอ่อนจริง ๆ นี่แหละ มันถึงได้ทำให้เขาต้องคอยถามอะไรทำนองนี้จากทั้งคู่อยู่บ่อยครั้ง

และชิลินก็มักจะได้คำตอบเดิม ๆ กลับมาอยู่ทุกครั้งไป

“หนูบอกแล้วไงว่าพวกหนูมีภารกิจสำคัน” ทันใดนั้นเฉาก๊วยก็โผล่พรวดออกมาจากมุมใดมุมหนึ่งในห้อง ทำเอาชิลินที่กำลังเทความสนใจไปยังนมสดเผลอสะดุ้งเล็กน้อย

“พวกเลาต้องหาพ่อจ๋าหั่ยแม่ก่อน พวกเลาถึงจะไปเกิดด้าย”

“คำพูดนี้อีกแล้วเหรอ” พูดจบ ชิลินก็ยกมือขึ้นมานวดคลึงที่ข้างขมับของตัวเองเบา ๆ หลังอาการปวดหนึบตั้งแต่ตอนเข้าสอบเหตุเพราะพักผ่อนน้อยเริ่มกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งชิลินก็คิดว่าเขาคงต้องรีบทิ้งหัวลงหมอนในเร็ว ๆ นี้ อาการปวดหัวมันถึงจะดีขึ้น

“ยิ่งคุยก็ยิ่งปวดหัว” พอคิดได้แบบนั้น ชิลินจึงไม่รอช้า เขารีบลุกขึ้นจากโต๊ะอ่านหนังสือแล้วเดินไปทิ้งตัวนอนที่เตียงทั้งสภาพชุดนักศึกษา ทว่าก่อนที่ชิลินจะได้พักผ่อนตามที่เขาตั้งใจเอาไว้ คิ้วเรียวของเขากลับต้องขมวดเป็นปมอีกครั้ง เมื่อเฉาก๊วยนมสดที่ในตอนแรกกำลังนั่งอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือได้ตามมาป่วนเขาบนเตียงนอนต่อ

“หยุดเล่นกันสักที คนจะหลับจะนอน!” ชิลินที่กำลังง่วงนอนเต็มขั้น แต่เขาไม่สามารถข่มตาหลับได้สักทีตะโกนบอกแก๊งกุมารด้วยอารมณ์หงุดหงิด ซึ่งเสียงตวาดของเขาก็ทำให้เสียงหัวเราะคิกคักของเฉาก๊วยนมสดที่กำลังหยอกเอินกันไปมาในตอนแรกเงียบลงโดยพลัน

“พวกเลาต้องหยุดเล่นก่อน เพราะตอนนิแม่จ๋าชักจะมอหอแล้ว” เฉาก๊วยพูดเตือนน้องชายตัวเองเสียงเบา และในที่สุดชิลินก็ผล็อยหลับไปจนได้ เมื่อห้องพักของเขากลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

เวลาต่อมาหลังชิลินได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มแล้ว ในตอนเย็นของวันเขาก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง หลังท้องของเขากำลังส่งเสียงเรียกหาอาหารอีกครั้ง ทั้งที่ชิลินเพิ่งกินข้าวและขนมไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนแท้ ๆ

“อ้าว… แล้วเราจะลุกยังไงเนี่ย” พอเขาลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วเห็นว่าตอนนี้เหล่าแก๊งกุมารที่เคยคึกคักกระโดดเล่นกันบนเตียงตามประสาเด็กกำลังนอนประกบทั้งซ้ายและขวาของตัวเอง ชิลินจึงบ่นออกมาเบา ๆ เขาไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว เนื่องจากเขากลัวว่าการกระทำของตัวเองจะทำให้แก๊งกุมารตื่น

ทั้งที่ความเป็นจริงชิลินในตอนนี้สามารถลุกขึ้นได้เลย โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องสนใจแก๊งเด็กพวกนี้ด้วยซ้ำ

อาจเพราะชิลินเป็นคนแบบนี้แหละมั้ง เฉาก๊วยนมสดถึงได้ยืนกรานที่จะทำตามคำสั่งของคุณตาเขาและไม่ยอมไปผุดไปเกิดเสียที จนกว่าทั้งคู่จะทำตามภารกิจสำคัญอะไรนั่นสำเร็จตามที่รับปากกับคุณตาของเขาเอาไว้

จริงอยู่ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาชิลินจะคอยออกปากไล่แก๊งกุมารอยู่หลายครั้งก็ตาม แต่เขาก็ไม่เคยแสดงความเด็ดขาดออกมาให้เห็นเลยสักครั้ง เนื่องจากเขาเป็นคนขี้สงสาร

ทุกทีที่ชิลินตัดสินใจออกปากไล่เพราะนึกรำคาญและอยากให้ชีวิตของตัวเองกลับมาสงบสุขอีกครั้ง เหล่าแก๊งกุมารเด็กก็มักจะทำหน้าเศร้า เบะปากคว่ำ ดวงตาแดงก่ำตั้งท่าจะร้องให้ใส่กันอยู่เสมอ ทั้งเฉาก๊วยและนมสดมักจะทำแบบนี้กับชิลินเป็นประจำ ราวกับทั้งคู่รู้จุดอ่อนว่าเขาเป็นคนขี้สงสารและรักเด็ก นั่นจึงทำให้การไล่ให้ไปเกิดมันไม่เคยได้ผลมาจนถึงทุกวันนี้

“ขยับออกไปได้แล้ว” ชิลินหันไปบอกนมสดที่กำลังนอนโชว์พุงขาวหันข้างมากอดแขนเขาเอาไว้ประหนึ่งว่าเป็นหมอนข้างส่วนตัว โดยเขาก็ไม่ได้พูดเปล่า แต่ยังพยายามดึงแขนของตัวเองออกมาจากอ้อมแขนเล็กอย่างระมัดระวังด้วย

ซึ่งพอแขนข้างขวาของชิลินกลับมาเป็นอิสระแล้ว นาทีต่อมาเขาก็พยายามดึงแขนอีกข้างออกมาจากแก้มของเฉาก๊วยที่กำลังเอามาเกยกันเบา ๆ จนในที่สุดชิลินก็สามารถงัดร่างตัวเองขึ้นมาจากเตียงนอนได้โดยที่ไม่ทำให้แก๊งกุมารรู้สึกตัวตื่น

“กู๊ดมอนิ่งจ้า แม่จ๋า” ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เคลื่อนร่างกายลุกลงจากเตียง ทันใดนั้นเสียงทักทายจากนมสดที่ไม่รู้ว่าตื่นตั้งแต่ตอนไหนก็ดังขึ้นเสียก่อน

“กู๊ดอาฟเต้อนูนต่างหาก สอนม่ายเคยจำเลย” เฉาก๊วยที่น่าจะตื่นในเวลาไล่เลี่ยกันรีบแก้คำพูดให้น้องชายทันควัน

“โอ๊ย! สอนเยอะเกินมันก้อลืมสิ” นมสดเถียงสู้

“มันก็พูดไม่ถูกกันทั้งคู่นั่นแหละ เพราะงั้นหยุดเถียงกันได้แล้ว มันหนวกหูนะ” ชิลินที่เผลอปล่อยให้บทสนทนาของเด็กเล็กไหลเข้าหูตัวเองอย่างไม่ได้ตั้งใจบอกทั้งคู่กลับไปพลางลุกลงจากเตียงตามปกติ เมื่อเขาไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวร่างกายแบบเกรงใจใครแล้ว

โดยหลังจากที่เขาสามารถพาตัวเองลงมาจากเตียงขนาดห้าฟุตได้สำเร็จ เขาก็หันกลับไปมองยังเตียงนอนที่กำลังมีเด็กเล็กทั้งสองนั่งทำหน้าปั้นจิ้มปั้นเจ๋อใส่กัน

ชิลินยืนมองหน้าเฉาก๊วยนมสดสลับกันไปมาอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่เขาจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรงแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำ ตั้งใจจะเข้าไปล้างหน้าเพิ่มความสดชื่นให้ตัวเองเสียหน่อย จากนั้นเขาถึงจะค่อยเดินลงไปดูตลาดนัดยามเย็นละแวกหอพัก เพื่อหาซื้ออะไรกินตามประสาคนหิว

ชีวิตเด็กมหาลัยของชิลินมันก็เป็นแบบนี้แหละ หากเขาไม่ไปมหาลัยเพื่อไปเรียนและสอบ เขาก็มักจะใช้ชีวิตอยู่แถว ๆ หอพักตัวเอง ซึ่งนาน ๆ ทีเขาถึงจะได้แวะไปเล่นเกมหรือเที่ยวกลางคืนกับเพื่อนในสาขาบ้าง ส่วนสาเหตุที่เป็นแบบนั้นนั่นก็เพราะเขาไม่อยากทิ้งห้องไว้นานเกินไป เพราะบางทีเฉาก๊วยกับนมสดก็เผลอสร้างเรื่องให้เขาอย่างไม่ได้ตั้งใจ

ยกตัวอย่างเช่น ทั้งสองวิ่งเล่นกันในห้องจนของตกแตก หรือไม่ก็ส่งเสียงหัวเราะดังเกินไปจนทำให้ห้องข้าง ๆ ต้องเดินมาถามว่าห้องของชิลินมีเด็กหรือเปล่า

“อ้าว… วันนี้ป้าไม่มาขายของเหรอ” หลังจัดการล้างหน้าล้างตาและเปลี่ยนจากชุดนักศึกษามาใส่เป็นชุดบอลสบายตัวแล้ว ทันทีที่เดินเข้ามาในตลาด ตั้งใจจะแวะซื้อข้าวกล่องกลับขึ้นไปกินบนห้องแบบง่าย ๆ ตามประสาชายโสด ชิลินก็ต้องเอ่ยออกมาแบบนั้นด้วยน้ำเสียงผิดหวังแทน เมื่อร้านข้าวเจ้าประจำของเขาดันไม่มาขายของในวันนี้เสียอย่างนั้น

ซึ่งพอเขาเห็นแบบนั้น ชิลินก็ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรงแล้วลองเดินดูร้านอาหารเจ้าอื่นแทน

ชิลินตัดสินใจลองเดินวนไปรอบ ๆ ตลาดอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่สุดท้ายเขาจะต้องมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านขายห่อหมกทะเลย่างอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อกลิ่นใบตองยามที่มันโดนความร้อนค่อนข้างเรียกร้องความสนใจจากเขาได้อยู่พอสมควร จนสุดท้ายชิลินต้องมาหยุดสั่งและรอเมนูของตัวเอง

“สุดหล่อ หนูเอาไข่ยางมะตูมด้วยไหมลูก”

“เอาครับ”

“ถ้างั้นป้าปอกให้เลยนะ”

“ครับ” ชิลินพยักหน้ารัว ๆ กลับไปให้แม่ค้า เมื่อเธอกำลังจัดการทำเมนูของเขาให้ โดยระหว่างที่ชิลินกำลังยืนรอข้าวของตัวเองทั้งอาการน้ำลายสอ ทันใดนั้นก็มีลูกค้าคนอื่นมายืนอยู่ข้าง ๆ กัน คล้ายกับโดนกลิ่นใบตองย่างเรียกร้องความสนใจเหมือนกัน

“ห่อหมกก็น่ากินแฮะ นายจะเอาด้วยหรือเปล่า?” เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่ติดอยู่ตามผิวของเธอ และด้วยความที่ชิลินกลัวว่าตัวเองจะยืนขวางหน้าร้านจนทำให้ลูกค้าคนอื่น ๆ เดินเข้ามาดูสินค้าได้ไม่ถนัด นั่นจึงทำให้เขาหันไปมองหน้าคนพูดอย่างไม่คิดอะไร

ทว่าในวินาทีต่อมาเขากลับต้องเบิกตากว้างด้วยอารมณ์ตกใจเสียอย่างนั้น เมื่อผู้หญิงที่กำลังยืนอยู่ข้าง ๆ เขา เธอดันมาพร้อมกับเจ้าสมุทรที่เราสองคนเพิ่งบังเอิญกินข้าวร้านเดียวกันในตอนเที่ยงไป

แล้วพอชิลินเห็นแบบนั้น เขาก็รีบหันขวับมองกลับไปยังแม่ค้าตรงหน้าของตัวเองเป็นพัลวัน คล้ายกับว่าการบังเอิญสบตากับเจ้าสมุทรเพื่อนคณะเดียวกันแต่เรียนคนละสาขา มันเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป