บทที่ 4 บท 3
“วันนี้เป็นวันอะไรเนี่ย ทำไมถึงได้บังเอิญเจอกันบ่อยนัก” เวลาต่อมาหลังจากที่ชิลินซื้อข้าวซื้อน้ำหวานเรียบร้อยแล้ว เขาที่กำลังขึ้นลิฟต์กลับไปยังห้องพักก็คอยบ่นกระปอดกระแปดกับตัวเองไปด้วย เมื่อชิลินรู้สึกว่าวันนี้เขาบังเอิญเจอเจ้าสมุทรบ่อยเกินไป
ทั้งที่ปกติแล้วโอกาสที่ทั้งสองจะได้บังเอิญเจอกันแบบที่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของใครคนใดคนหนึ่งมันแทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ ต่อให้ทั้งคู่จะเรียนอยู่ในคณะเดียวกันก็ตาม
“หยุดคิดได้แล้ว” ชิลินบอกกับตัวเองแล้วเปิดประตูเข้าไปในห้องพัก ทว่าเมื่อเขาเปิดประตูเข้าไปในห้องของตัวเอง ชิลินก็ต้องพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรงด้วยความเหนื่อยใจ เมื่อเตียงนอนของเขาที่ชิลินจำได้ว่าเขาดึงไว้จนตึง ในตอนนี้มันกลับแทบไม่เหลือสภาพดี เนื่องจากเฉาก๊วยนมสดอาศัยช่วงที่ชิลินเดินลงไปข้างล่างมากระโดดโหยงเหยงไปมาบนเตียงนอนของเขา
“ใครเป็นตัวต้นคิดให้ขึ้นมาเล่นกันบนเตียงเนี่ย! ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามทำเตียงเละ” พอตั้งสติได้ ชิลินก็ส่งเสียงร้องโวยวายใส่แก๊งกุมารทองทั้งสองตัวด้วยความโมโห ซึ่งเสียงโวยวายของเขาก็ทำให้ทั้งเฉาก๊วยและนมสดต่างรีบหายตัวไปโดยพลัน
“แม่จ๋าเปนไรอ่า”
“ม่ายรู้เหมือนกัน”
“ก็ดูเตียงนอนของฉันซี่ แล้วจะไม่ให้โมโหได้ยังไงกัน!” เพราะได้ยินเสียงสนทนาระหว่างกุมารทองทั้งสองตัวดังแว่วมาตามสายลมทั้งที่ตอนนี้เขามองไม่เห็นตัวแล้ว ชิลินจึงรีบกระโดดเข้าไปร่วมวงสนทนาของเด็กแสบแบบที่ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย โดยเสียงโวยวายของเขาก็ทำให้เฉาก๊วยนมสดเงียบไปอีกครั้ง ก่อนที่วินาทีต่อมาชิลินจะได้ยินเสียงของเฉาก๊วยดังแว่วเข้าหูเขาอีกครั้ง
“ไปแล้วจ้า แม่จ๋ามอหอ ๆ”
“ให้ตายเถอะ…. พวกนายนี่จริง ๆ เลยนะ” พูดจบ เขาก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง พยายามจะใจเย็นลงกว่านี้ เพราะต่อให้ชิลินโมโหไปมากกว่านี้ ยังไงเสียเตียงนอนของเขามันก็คงไม่กลับมาอยู่ในสภาพเดิมอยู่ดี
มันก็เป็นแบบนี้ทุกครั้งแหละ เวลาที่แก๊งกุมารทองทำข้าวของในห้องเขาพังหรือทำให้ทุกอย่างในห้องอยู่ในสภาพเละเทะ ชิลินก็ต้องมาคอยจัดการในสิ่งที่เขาไม่ได้สร้างเรื่องเอาไว้ทุกที เขาพยายามจะทำใจให้ปลงและคอยย้ำเตือนตัวเองแล้วว่านี่คือเด็ก ตัวเขาจะไปเอาความอะไรมากมาย ทว่าในบางครั้งชิลินก็ไม่สามารถเก็บอาการโมโหของตัวเองได้จริง ๆ
เวลาต่อมาหลังจากที่เขาเดินไปวางถุงอาหารไว้ที่โต๊ะอ่านหนังสือ และเดินมาจัดที่นอนใหม่จนมันกลับมาอยู่ในสภาพพร้อมนอนดังเดิมแล้ว ชิลินที่อารมณ์เย็นลงกว่าในตอนแรกก็กลับมานั่งพักอยู่ที่เก้าอี้ ทว่ายังไม่ทันที่ชิลินจะได้ทำอะไรต่อ เครื่องมือสื่อสารของเขาที่ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะตั้งแต่ชิลินกลับมาถึงห้องก็แผดเสียงร้องขึ้นมาอย่างได้จังหวะ นั่นจึงทำให้ชิลินต้องเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาดู
“โทรมาหาเวลานี้ สงสัยคิดจะชวนออกไปกินเหล้าแน่ ๆ” พอเห็นรายชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ ชิลินก็คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยนอกจากเหล่าบรรดาเพื่อน ๆ ของเขาที่เรียนอยู่ในสาขาเดียวกันชักชวนให้ออกไปร้านเหล้า เนื่องจากตอนนี้มันกำลังเป็นช่วงที่ผู้คนแต่งตัวออกไปเที่ยวกันพอดี
“ว่าไง” แม้จะรู้อยู่แท้ ๆ ว่าเพื่อนในกลุ่มโทรมาหากันด้วยเรื่องอะไร แต่ชิลินก็ยังทำไขสือถามออกไปแบบนั้นอยู่ดี
[มึงอยู่ไหนวะ] เจ๋งที่เป็นฝ่ายโทรมาชวน เพราะทั้งคู่สนิทกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลายทำทีถามกลับมา
“อยู่ห้อง กำลังจะกินข้าวเย็น” ชิลินตอบกลับไปตามตรง เวลาเดียวกันเขาก็ใช้ไหล่หนีบโทรศัพท์ของตัวเองเอาไว้ เพื่อที่มือของเขาจะได้ว่างพอจนสามารถแกะกล่องข้าวของตัวเองได้
[นั่งมอไซต์ออกมากินข้าวที่ร้านแอลลิซึ่มดิ หรือว่ามึงจะให้กูแวะไปรับที่หอดี]
“ไม่ไป จะนอนอยู่ห้อง” ชิลินปฏิเสธแบบที่ไม่ต้องเสียเวลาคิดนาน
[อะไรกันวะ เพิ่งสอบเสร็จแท้ ๆ มึงไม่อยากจะผ่อนคลายหน่อยเหรอ] เจ๋งถามกลับมาอย่างไม่เข้าใจ
“ก็นี่แหละการผ่อนคลาย อยากอยู่ในห้องตัวเองเงียบ ๆ ไม่ต้องสุงสิงกับใคร”
[แบบนี้ไม่ได้ดิ มึงต้องออกมาเที่ยวกับเพื่อนบ้าง เพราะทุกคนเอาแต่ถามหามึงเนี่ย]
“แล้วจะมาถามหาทำไม ในเมื่อก็เจอกันที่คณะเกือบทุกวันอยู่แล้ว”
[ไอ้ชิลิน] เจ๋งเรียกชื่อกันเสียงดัง เมื่อชิลินเอาแต่ปฏิเสธอีกฝ่ายท่าเดียว ทั้งที่เจ้าตัวก็แสดงออกอย่างชัดเจนแล้วแท้ ๆ ว่าอยากจะเจอชิลินในสถานบันเทิงมากแค่ไหน
“อะไรล่ะ ไอ้เจ๋ง” ชิลินยังคงทำไขสือกลับไปพลางพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง เมื่อตลอดทั้งวันนี้ไม่ว่าจะเป็นคนหรือไม่ใช่คนก็ล้วนแต่พยายามเข้ามาวุ่นวายกับชิลินกันทั้งนั้น ราวกับเขามีอะไรบางอย่างติดตัวมันถึงได้ดึงดูดความวุ่นวายเข้ามาในชีวิตของชิลินไม่พ้นแต่ละวันแบบนี้
“เอาเป็นว่าไว้วันอื่นแล้วกัน เพราะทางนี้ซื้อข้าวมาแล้ว อีกอย่างคืนนี้ก็ตั้งใจแล้วด้วยว่าจะนอนดูหนังอยู่ที่ห้อง” พูดจบ ชิลินก็ไม่พูดพร่ำอะไรทั้งนั้น เขายกโทรศัพท์ให้ออกห่างหูตัวเองและเตรียมจะกดตัดสายเพื่อนสนิทอย่างไม่ลังเล
[เดี๋ยวสิ!] นั่นเป็นเสียงที่เจ๋งตะโกนเข้ามาในโทรศัพท์ และมันก็เป็นวินาทีเดียวกันกับที่ชิลินแตะลงไปตรงปุ่มสีแดง
ติ้ด!
“เอาล่ะ ทีนี้เราก็กินข้าวได้อย่างสงบสุขสักทีนะ” พอเขาวางโทรศัพท์ไว้ตรงที่เดิมเรียบร้อยแล้ว ชิลินก็พูดกับตัวเองอีกครั้งแล้วลงมือกินข้าวเย็นกับตัวเองอย่างเงียบ ๆ ทันที
โดยมันก็ดูเป็นภาพที่ดูเหงาและโดดเดี่ยวเอามาก ๆ เนื่องจากมนุษย์ทั้งหลายล้วนเป็นสัตว์สังคม ทว่าชิลินกลับค่อนข้างพอใจมากที่ชีวิตของเขาเป็นแบบนี้
ชิลินพอใจที่เขาจะได้อยู่อย่างเงียบ ๆ แบบที่ปราศจากเสียงเด็กหัวเราะและเสียงชวนคุยของเพื่อนเขาสักห้านาทีก็ยังดี
ต่อมาเมื่อชิลินจัดการมื้อเย็นเรียบร้อยแล้ว พอเขานั่งพักจนตัวเองรู้สึกหายจุก ชิลินถึงค่อยได้ฤกษ์ได้ยามลุกไปอาบน้ำเสียที
ซึ่งกิจวัตรประจำวันของเขายามที่ชิลินอยู่แค่ในห้องของตัวเองและไม่ได้มีธุระต้องออกไปที่ไหน มันก็มักจะเป็นแบบนี้เกือบทุกครั้ง ชิลินเป็นคนชอบอยู่คนเดียวและรู้สึกพอใจที่ตัวเองได้อยู่ในพื้นที่ของตัวเองแบบนี้มากกว่า
โดยชิลินก็จะรู้สึกเหนื่อยมากกว่าปกติทุกครั้งเวลาที่เขาต้องไปทำกิจกรรมหรือไปงานสังสรรค์ที่เขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
“นายคิดว่าแม่หายโกดยัง”
“น่าจะหายโกดแล้วนะ เพาะว่าแม่จ๋าอาบน้ำแล้ว” ในจังหวะที่ชิลินกำลังจะเอนหัวลงหมอนเพื่อพักผ่อนด้วยการดูหนังตามที่เขาตั้งใจเอาไว้ ทันใดนั้นเสียงสนทนาระหว่างเด็กเล็กทั้งสองตัวก็ดังแว่วเข้ามาในหูเขาอีกครั้ง เหมือนทั้งคู่จงใจจะให้ชิลินได้ยินมัน เพื่อคอยดูท่าทีของเขา
และพอชิลินได้ยินเสียงพูดเหล่านั้น เขาที่รู้ทันแก๊งกุมารทั้งสองตัวเนื่องจากนี่มันไม่ใช่ครั้งแรกก็ทำทีหูทวนลมไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้น มิหนำซ้ำจากที่ตอนแรกชิลินทำหน้าเหมือนคนไร้อารมณ์ พอเขาได้ยินเสียงพูดของเฉาก๊วยนมสด ชิลินก็เริ่มกลับมาทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนคนอารมณ์ไม่ดี เพื่อที่แก๊งกุมารจะได้ไม่ต้องออกมาวุ่นวายกับเขา
กรุ๊งกริ๊ง ๆ~
“แม่จ๋า อย่าแกล้ง” ไวเท่าความคิด ยังไม่ทันที่ชิลินจะได้เปิดดูหนังผ่านโทรทัศน์ที่เป็นสมบัติของหอพัก ทันใดนั้นนมสดก็โผล่พรวดขึ้นมาอยู่บนเตียงเดียวกันแล้วร้องห่มร้องไห้ใส่ชิลินอย่างน่าสงสาร
“หนูขอโทด” นมสดไม่พูดเปล่า แต่เจ้าตัวเล็กยังพุ่งเข้ามากอดคอชิลินเอาไว้อย่างออเซาะอีกด้วย ทว่าความวุ่นวายมันกลับไม่ได้จบลงแค่เท่านั้น เพราะเมื่อเฉาก๊วยเห็นว่าคนน้องกำลังออดอ้อนชิลินเพื่อให้เขาหายโมโห เจ้าตัวเล็กที่น่าจะเป็นตัวการพาน้องวิ่งเล่นอยู่บนเตียงก็รีบออกมาปรากฎตัวให้เขาได้เห็น และพยายามจะออดอ้อนชิลินเช่นกัน
“หนูเองก้อขอโทดเหมือนกันน้า” เฉาก๊วยกล่าวขอโทษทั้งน้ำตาคลอเบ้าไม่ต่างจากน้องชาย
จากนั้นเสียงร้องไห้งอแงของเด็กเล็กก็ดังประสานกันที่ข้างใบหูของชิลินอย่างไม่ได้นัดหมาย ทำเอาคนที่ควรจะหายโกรธเพราะแพ้น้ำตาของเด็กต้องยกมือขึ้นปิดหูของตัวเองโดยพลัน แต่ยังไม่ทันที่ชิลินจะได้ลงมือทำอะไร เสียงร้องไห้ของแก๊งกุมารก็หยุดลงกะทันหันเสียก่อน เมื่อมีเสียงทุบประตูห้องอย่างแรงด้วยความไม่สบอารมณ์
ปัง! ปัง! ปัง!
“บอกให้ไอ้พวกกุมารเงียบปากสักที มันหนวกหูนะ!” คนหน้าห้องตะโกนบอกอย่างมีน้ำโห ทำเอาชิลินที่กลัวผีทุกตัว ยกเว้นเฉาก๊วยนมสดที่เห็นกันอยู่ทุกวี่ทุกวันจนเริ่มชินชา เกิดอาการขนลุกชันตั้งแต่หัวจรดเท้า หลังดูเหมือนว่าเสียงเตือนที่เต็มไปด้วยความโมโหนั้น
…มันจะไม่ใช่คน
