บทที่ 10 หากไม่มีป้ายก็เข้าไม่ได้
“ใครว่ามีนางคนเดียวมีข้าอีกคนต่างหาก” เสียงนั้นพูดขึ้นมาพร้อมกับการปรากฏตัวของชายผมสีน้ำเงินเข้มยาวแต่ดวงตากลับเป็นสีดำเทาใบหน้าคมคาย ดูหล่อเหลา สวมชุดสีขาวร่างกายสูงสง่าอย่างกับเทพเซียน ทันทีที่เขาย่างกรายถึงพื้นดินใบพัดเมื่อสักครู่ก็กลับมาอยู่ที่มือของเขา ชายฉกรรจ์พวกนั้นต่างพากันถอยหนี ชายหนุ่มที่พึ่งปรากฏตัวเดินไปก้มเก็บถุงเงินของซูเชี่ยวที่พวกนั้นทำตกไว้ และเดินมาตรงหน้านาง
“ขอบคุณคุณชายเป็นอย่างมากที่ช่วยข้าเมื่อครู่นี้” ซูเชี่ยวที่มัวแต่ตะลึงอยู่ได้สติและลูกขึ้นกล่าวขอบคุณ
“ไม่ทราบว่าเเม่นางเจ็บตรงไหนหรือไม่” เสียงทุ้มกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ” หญิงสาวยิ้มและตอบออกไปตามความจริง
“ไม่ทราบว่าเเม่นางจะไปที่ใดให้ข้าไปส่งหรือไม่”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พวกนั้นคงไม่กล้ามาแล้วข้ามีนัดกับเพื่อน นี้ก็ใกล้เวลาแล้วขอเสียมารยาทไป และขอบคุณคุณชายอีกครั้งเจ้าค่ะ” ซูเชี่ยวกล่าวออกไปอย่างจริงใจ
“ไม่เป็นไร เชิญแม่นาง” ซูเชี่ยวเพียงยิ้มตอบและเดินออกมา
ชายหนุ่มที่เหลือบตาไปเห็นป้ายที่เขียนว่าสำนักวารีหยกซูเชี่ยว ที่ทำตกไว้แต่ก็ไม่ทันได้บอก นางก็เดินออกมาจนไม่เห็นเงาหลังแล้ว
ภายในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง มีร่างสูงโปร่งยืนถือถ้วยชาส่วนมืออีกข้างไขว้หลังไว้ยืนหันหลังดูวิวแม่น้ำอย่างงามสง่า แต่แล้วกลับมีเสียงใครคนหนึ่งเดินเข้ามาขัดจังหวะบรรยากาศอันเงียบสงบตรงหน้าโรงเตี๊ยมที่ไหนๆ ก็ต่างมีวิวเช่นนี้เหมือนกันหมด แต่ต่างกันที่การจัดสรร
“เจ้ามาช้า” เสียงทุ้มกล่าวออกมาอย่างไม่ได้โมโหเลยสักนิดขณะที่หันหน้ากลับมา
“ขออภัยเจ้าสำนักวารีหยก บังเอิญเกิดเรื่องน่าสนุกนิดหน่อยระหว่างทาง” ชายหนุ่มตรงหน้าคือเจ้าสำนักเพลิงอัคคีเย่วซือ และคือคนที่ได้ช่วยซูเชี่ยวไว้เมื่อสักครู่
“เรื่องน่าสนุกอันใด” ลี่หยางถามออกมาอย่างไม่ใส่ใจมากนักและนั่งลงบนเบาะรองนั่งที่โต๊ะอาหาร พลางรินชาให้เย่วซือเจ้าสำนักเพลิงอัคคี
“เรื่องสนุกข้าย่อมเก็บไว้คนเดียว” เย่วซื่อแกล้งตอบแหย่ลี่หยางด้วยความไม่กลัวฝ่ายตรงข้ามแม้แต่น้อย เพราะพวกเขาก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ลี่หยางไม่ได้โมโหแต่ส่งเสียงเหอะในลำคอ
“เจ้ามีอันใดเหตุใดไม่ส่งจดหมายมา แต่กลับนัดพบข้า” เย่วซือถามจุดหมายที่ลี่หยางนัดพบเขาในวันนี้ทันที จากนั้นลี่หยางก็เริ่มเล่าเรื่องราวของคนร้ายที่ลักลอบเข้ามาและพยายามใส่ร้ายสำนักเพลิงอัคคีให้ฟัง
เพล้ง!
เสียงแก้วชาในมือของเย่วซือเจ้าสำนักเพลิงอัคคีแตกละเอียดทันทีที่ลี่หยางเล่าจบ แต่มือของเขากลับไม่มีร่องรอยของการได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าใจเย็นเถอะ ข้าให้คนของข้าตามสืบเรื่องนี้แล้ว” ลี่หยางพูดพลางยกชาขึ้นดื่ม เย่วซือเพียงส่งเสียงเหอะในลำคอ
“เรื่องของสำนักข้าไม่รบกวนเจ้า หากมีอะไรเพิ่มให้เจ้าฝากคนมาบอกข้าด้วย” เย่วซือพูดด้วยเสียงเข้มทันทียังโมโหเรื่องที่ได้ฟังสักครู่ไม่หาย ลี่หยางเพียงยิ้มและส่ายหน้าให้กับความใจร้อนของสหายตรงหน้า เย่วซือมักเป็นคนใจร้อนอยู่เสมอจะโทษเขาไม่ได้ทีเดียว เพราะเขามีกำลังภายในระดับสูงสุดเช่นเดียวกับลี่หยางแต่เป็นธาตุไฟ แต่การใจร้อนของสหายก็ไม่เคยส่งผลกระทบต่อเขาแม้แต่น้อย อีกทั้งยังเฉลียวฉลาด และมากไปด้วยแผนการไม่ด้อยกว่าเขาเลย ภายนอกเขายังดูเป็นชายอ่อนโยนอยู่ตลอดเวลาทั้งเย่วซือและลี่หยางพูดคุยเรื่องการคัดเลือกผู้นำทั้ง 5 สำนักไปประมาณครึ่งชั่วยาม ก็เป็นยามอิ๋นแล้วจึงได้คิดที่จะแยกย้ายกันกลับ แต่ก่อนที่เย่วซือเจ้าสำนักเพลิงอัคคีจะก้าวเท้าออกจากห้อง
“อ้อ เรื่องสนุกที่ข้าบอกก็คือเรื่องนี้” เย่วซือวางป้ายเหล็กที่เขียนว่า สำนักวารีหยก ซูเชี่ยว ลงที่โต๊ะจากนั้นยิ้มที่มุมปากเเละเดินออกไปจากห้องอย่างอารมณ์ดี ลี่หยางที่กำลังจะยกชาขึ้นจรดที่ปาก เห็นป้ายที่เขียนว่าซูเชี่ยวก็วางถ้วยชาลงทันที
“เหอะ! พึ่งได้มาก็ทำหาย ข้าจะดูว่าเจ้าจะเข้าสำนักอย่างไร” ลี่หยางพึมพำกับตัวเองขณะที่นำป้ายขึ้นมาเก็บไว้ที่แขนเสื้อและลุกขึ้นเตรียมตัวที่จะกลับสำนัก.
ด้านซูเชี่ยวหลังจากกลับมาจากตรอกซอยที่นางโดนทำร้ายก็ใช้เวลากว่า 2 เค่อเพื่อมายังจุดนัดหมายที่นัดกับเจียอี่ไว้
“ข้านึกว่าเจ้าหลงทางแล้วซะอีก” เจียอี่บ่นให้ซูเชี่ยวอย่างไม่จริงเมื่อเห็นว่าหญิงสาวมาเลยเวลาที่นัดกันไว้ถึง 1 เค่อ
“ขออภัย ข้าหลงทางนิดหน่อย” หญิงสาวตอบอย่างรู้สึกผิด โดยไม่คิดที่จะเล่าเรื่องที่เกิดวันนี้ให้เจียอี่ฟัง ทุกอย่างเกิดขึ้นกับนางมากมายเต็มไปหมดจนนางก็ยังตั้งตัวไม่ทันเหมือนกัน
“ข้าว่าแล้วเชียว” เจียอี่พูดขึ้น ขากลับซูเชี่ยวและเจียอี่เลือกเช่ารถม้าให้มาส่งที่หน้าสำนักแทนการเดินกลับ เพราะนี้ก็เย็นมากแล้วถ้าหากเดินกลับคงถึงมืดค่ำและพวกนางเองก็ซื้อของกลับมากมาย ทั้งสองใช้เวลา 1 เค่อก็ถึงหน้าประตูทางเข้าสำนัก ซูเชี่ยวล้วงแขนเสื้อเพื่อจะยื่นป้ายให้ผู้คุ้มกันที่ตรวจการเข้าออกแต่กลับหาไม่เจอ
“เเย่แล้ว” ซูเชี่ยวพูดขึ้นและพยายามหาว่าป้ายอยู่ที่ใด
“แย่อะไรหรือ” เจียอี่ถามด้วยความสงสัย แต่นางก็พอเดาได้จากท่าทางของซูเชี่ยวที่กำลังล้วงหาของอยู่
“ป้ายของข้าหายไป” ซูเชี่ยวตอบออกไปด้วยความลนลาน
“หากไม่มีป้ายก็เข้าไม่ได้” ผู้คุ้มกันหน้าประตูพูดขึ้น
“แต่นางมากับข้า เมื่อเช้าเจ้าก็เห็นป้ายนาง ให้นางเข้าไปกับข้าเถอะนี้จะมืดค่ำแล้ว” เจียอี่พูดแทนซูเชี่ยว
“ไม่มีป้ายก็เข้าไม่ได้” ผู้คุ้มกันหน้าประตูยังยืนยันคำเดิม เจียอี่กำลังจะอ้าปากพูดต่อแต่ถูกซูเชี่ยวห้ามไว้
