บทที่ 2 ห้องเชือดหมายเลข 1805

เสียงติ๊งของลิฟต์โดยสารส่วนตัวดังขึ้นเมื่อถึงชั้น 18 ซึ่งเป็นชั้นเอ็กซ์คลูซีฟที่มีเพียงห้องสวีทหรูหราที่สุดของโรงแรมตั้งอยู่ บรรยากาศเงียบสงัดไร้ผู้คน ปูพรมหนานุ่มสีเลือดหมูทอดยาวไปตลอดทางเดิน ผนังประดับด้วยโคมไฟคริสตัลส่องแสงนวลตา ให้ความรู้สึกหรูหราแต่ก็วังเวงชอบกลในความรู้สึกของ ‘ต้นหอม’

หญิงสาวเดินตัวลีบตามหลังแผ่นหลังกว้างของ ‘ท่านรัฐมนตรีธีรดนย์’ ออกมาจากลิฟต์ สองมือบีบเข้าหากันแน่นจนชื้นเหงื่อ พยายามข่มความหวาดหวั่นในใจ ‘แค่มาส่ง แค่มาส่งแล้วก็รับเสื้อไปซัก ท่องไว้ไอ้หอม ท่องไว้’ เธอปลอบใจตัวเองพลางสูดหายใจเข้าลึกๆ

ธีรดนย์เดินล้วงกระเป๋ากางเกงนำหน้าไปอย่างสบายอารมณ์ ร่างสูงสง่าในชุดสูทที่เปียกชุ่มไปด้วยคราบแชมเปญยังคงดูภูมิฐานอย่างน่าประหลาด เขาหยุดยืนที่หน้าประตูบานใหญ่แกะสลักลวดลายวิจิตร หมายเลขห้อง 1805 ก่อนจะแตะคีย์การ์ดลงไป

ติ๊ด... แกร๊ก

ประตูปลดล็อกอัตโนมัติ ธีรดนย์ผลักประตูเข้าไปแล้วเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย หันมามองต้นหอมที่ยืนลังเลอยู่หน้าประตู “ยืนบื้ออยู่ทำไม? เข้ามาสิ หรือจะให้ฉันอุ้ม?”

คำพูดกวนประสาทที่ขัดกับภาพลักษณ์รัฐมนตรีผู้ทรงเกียรติทำให้ต้นหอมคิ้วกระตุก เธอเม้มปากแน่นก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในห้องอย่างจำยอม “ขออนุญาตค่ะ”

ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู ความเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศก็ปะทะผิวภายใต้เสื้อเชิ้ตที่เปียกชื้นจนเธอเผลอห่อไหล่ ห้องสวีทนี้กว้างขวางราวกับคฤหาสน์ขนาดย่อม ตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก เฟอร์นิเจอร์หลุยส์บุผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มเข้าชุด ผนังกระจกใสบานใหญ่เผยให้เห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืนที่ระยิบระยับไปด้วยแสงไฟตระการตา

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจเท่ากับเสียง คลิก เบาๆ ที่ดังขึ้นด้านหลัง

ต้นหอมสะดุ้งโหยง หันขวับไปมอง ก็เห็นธีรดนย์กำลังหมุนล็อกกลอนประตูอย่างใจเย็น แถมยังคล้องโซ่คล้องประตูเพิ่มอีกชั้นหนึ่งด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับจะขังนกน้อยไว้ในกรงทอง

“ทะ... ท่านล็อกประตูทำไมคะ?” เธอถามเสียงตื่น ถอยหลังกรูดไปสองก้าว

ธีรดนย์เลิกคิ้วมองผ่านแว่นสายตา มุมปากยกยิ้มร้ายกาจที่ต้นหอมเริ่มจะเกลียดมันเข้าไส้ “กันคนรบกวน... เวลาฉัน ‘ทำธุระ’ ฉันไม่ชอบให้ใครเข้ามาวุ่นวาย”

เขาตอบกำกวม พลางถอดแว่นสายตากรอบทองออกวางไว้บนโต๊ะคอนโซลหน้ากระจก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มชัดเจน ดวงตาสีนิลที่ไร้เลนส์กั้นดูดุดันและแพรวพราวระยิบระยับยิ่งกว่าวิวแม่น้ำด้านนอก “อีกอย่าง... เธอคงไม่อยากให้ใครเปิดมาเห็นสภาพเราสองคนตอนนี้หรอก จริงไหม?”

สายตาคมกวาดมองร่างอวบอิ่มของเธออย่างจาบจ้วงอีกครั้ง เสื้อเชิ้ตสีขาวที่เปียกแนบเนื้อจนเห็นบราลูกไม้สีชมพูชัดเจน กับกระโปรงที่รั้งขึ้นสูง... สภาพของเธอมันชวนให้คิดดีไม่ได้จริงๆ

ต้นหอมรีบยกมือขึ้นกอดอกปิดบังเนินเนื้ออวบอัดของตัวเอง หน้าแดงก่ำด้วยความอายปนโมโห “ถ้ากลัวคนเข้าใจผิด ท่านก็รีบๆ เปลี่ยนชุดสิคะ หนูจะได้รีบเอาไปซัก แล้วจะได้รีบกลับไปทำงาน!”

“รีบจริงนะ...” ธีรดนย์แค่นหัวเราะในลำคอ เขาเดินเนิบนาบเข้าไปกลางห้องนั่งเล่น ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวยาวอย่างถือสิทธิ ยกขาไขว่ห้างด้วยท่าทางของราชาผู้ทรงอำนาจ แล้ววางคีย์การ์ดห้องไว้บนโต๊ะข้างโซฟาอย่างไม่ยี่หระ

“มานี่สิ” เขาตบที่ว่างข้างตัวเบาๆ

“หนูยืนตรงนี้ดีกว่าค่ะ” ต้นหอมปฏิเสธทันควัน ยืนปักหลักอยู่ห่างจากเขาเป็นวา

“ฉันบอกให้มานี่...” เสียงทุ้มกดต่ำลงเล็กน้อย แฝงแววอำมหิตที่ทำให้ขนลุก “หรือต้องให้ฉันโทรเรียกผู้จัดการโรงแรมขึ้นมาลากตัวเธอมา?”

“!!!”

ต้นหอมกำหมัดแน่น กัดฟันเดินกระแทกเท้าเข้าไปหาเขาอย่างเสียไม่ได้ แต่ก็ยังเว้นระยะห่างไว้พอสมควร ไม่ยอมนั่งลงตามคำสั่ง “มีอะไรให้หนูรับใช้คะท่าน?” เธอถามเสียงห้วน พยายามข่มอารมณ์อยากด่ากราดเอาไว้

ธีรดนย์เอนหลังพิงพนักโซฟา เงยหน้ามองเด็กสาวที่ยืนทำหน้าเหมือนอยากจะฆ่าเขาให้ตายแล้วนึกขำในใจ... ผู้หญิงคนอื่นมีแต่วิ่งเข้าหา อยากจะพลีกายถวายตัวให้รัฐมนตรีอย่างเขาจนตัวสั่น แต่ยัยเด็กอ้วนคนนี้กลับทำเหมือนเขาเป็นเชื้อโรค

ยิ่งพยศ... ก็ยิ่งน่าปราบ

“ช่วยถอดเสื้อให้ฉันหน่อย” เขาออกคำสั่งเสียงเรียบ

“คะ?” ต้นหอมทวนคำงงๆ “ท่านก็ถอดเองสิคะ มือท่านก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่นา”

“ใครบอกไม่เป็น?” ธีรดนย์ยกมือข้างขวาขึ้นมาทำท่าสะบัดเบาๆ ตีหน้าตาย “เมื่อกี้ตอนล้ม มือฉันกระแทกพื้นเต็มๆ ตอนนี้เริ่มปวดตุบๆ แล้ว... หรือเธอจะเถียงว่าเธอไม่ได้เป็นคนชนฉันจนล้ม?”

“ก็...” ต้นหอมอึกอัก เถียงไม่ออก เพราะเธอเป็นคนชนเขาจริงๆ “แต่เมื่อกี้หนูเห็นท่านยังหมุนลูกบิดประตูคล่องปรื๋ออยู่เลยนะคะ!”

“นั่นมันฝืนทำ... เพื่อความปลอดภัยของเธอไง” เขาแถสีข้างถลอกได้อย่างหน้าด้านๆ “เร็วเข้า อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำ ฉันเหนียวตัวจะแย่อยู่แล้ว”

ต้นหอมสูดหายใจลึก พยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจไม่ให้กระโดดถีบคนแก่เจ้าเล่ห์ตรงหน้า เธอเดินเข้าไปหยุดยืนตรงหน้าเขา ระหว่างขาแกร่งที่แยกออกกว้างอย่างจงใจ

กลิ่นกายชายหนุ่มผสมกลิ่นบุหรี่และน้ำหอมราคาแพงลอยมาเตะจมูกชัดเจนยิ่งขึ้นในระยะประชิด ต้นหอมกลั้นใจยื่นมือสั่นๆ ออกไปจับสาบเสื้อสูททักซิโด้ของเขา

“สั่นทำไม?” เสียงทุ้มเอ่ยแซว แววตาพราวระยับ “กลัวเหรอ... หรือตื่นเต้น?”

“ใครตื่นเต้นไม่ทราบ!” ต้นหอมแหวใส่ แก้เขินด้วยความโมโห “หนูแค่... หนาวแอร์ต่างหาก!”

เธอกระชากเสื้อสูทตัวนอกของเขาออกอย่างแรงด้วยความหมั่นไส้ จนธีรดนย์เซไปข้างหน้านิดๆ แต่เขากลับไม่โกรธ แถมยังหัวเราะชอบใจ “เบาๆ สิหนู... เสื้อตัวนี้ผ้าแคชเมียร์นะ ขาดขึ้นมาเธอจะไม่มีปัญญาจ่ายเอา”

ต้นหอมชะงักกึก วางเสื้อสูทพาดไว้กับพนักแขนโซฟาอย่างเบามือลงทันที “เสร็จแล้วค่ะ ทีนี้ท่านก็ถอดเสื้อเชิ้ตต่อเองเถอะค่ะ”

“ไม่ได้...” ธีรดนย์ส่ายหน้าช้าๆ สายตาเจ้าเล่ห์จับจ้องอยู่ที่นิ้วเรียวเล็กของเธอ “กระดุมมันเล็ก... มือฉันเจ็บ แกะไม่ถนัด... แกะให้หน่อย”

“นี่ท่าน!” ต้นหอมอยากจะกรีดร้อง มือเจ็บประสาอะไรวะ นั่งไขว่ห้างกระดิกเท้าสบายใจเฉิบ!

“เร็วๆ” ธีรดนย์เร่งยิก “หรือจะให้ฉันถอดของเธอเป็นการแลกเปลี่ยน?”

คำขู่นั้นได้ผลชะงัด ต้นหอมหน้าตึง รีบก้มลงไปจัดการกับกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวราคาแพงที่เปียกชื้นของเขาทันที

นิ้วเรียวเล็กที่เย็นเฉียบเพราะความประหม่าค่อยๆ ปลดกระดุมเม็ดบนสุดออก สายตาพยายามโฟกัสอยู่ที่เม็ดกระดุม ไม่ยอมเงยหน้าสบตาคนที่นั่งจ้องเธออยู่ เม็ดที่หนึ่ง... เม็ดที่สอง... ทุกครั้งที่นิ้วของเธอพลาดไปสัมผัสโดนแผงอกอุ่นร้อนผ่านเนื้อผ้าที่เปียกชื้น เธอจะรู้สึกเหมือนโดนไฟช็อตเบาๆ

ธีรดนย์นั่งนิ่ง ปล่อยให้เด็กสาวปรนนิบัติเขาอย่างเพลิดเพลิน กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธอที่ลอยมาแตะจมูกทำให้เขาต้องขบกรามแน่นเพื่อข่มความต้องการที่เริ่มตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้ง ภาพเนินอกขาวผ่องที่โผล่พ้นคอเสื้อยูนิฟอร์มอยู่ตรงระดับสายตาเขาพอดี มันล่อตาล่อใจจนเขาอยากจะยื่นหน้าเข้าไปฝังจมูกลงไปสูดดมให้ชื่นปอด

“อ๊ะ!”

ต้นหอมสะดุ้งเมื่อจู่ๆ มือหนา (ข้างที่เขาอ้างว่าเจ็บ) ก็เอื้อมมาจับเอวคอดกิ่วของเธอเอาไว้หลวมๆ “ท่าน! ปล่อยนะ!”

“อยู่นิ่งๆ... ฉันแค่ช่วยประคอง เดี๋ยวเธอล้มทับฉันอีก” ธีรดนย์โกหกหน้าตาย มือหนาเริ่มลูบไล้เอวนุ่มนิ่มผ่านเนื้อผ้าอย่างถือวิสาสะ “อืม... เนื้อแน่นดีนี่เรา ไม่ผอมแห้งเหมือนพวกนางแบบสมัยนี้”

“นี่ชมหรือด่าคะ?” ต้นหอมกัดฟันถาม มือยังง่วนอยู่กับการแกะกระดุมเม็ดสุดท้ายที่หน้าท้องแกร่ง

“ชมสิ... ฉันชอบแบบนี้” เขาตอบเสียงพร่า “เต็มไม้เต็มมือดี”

คำพูดสองแง่สองง่ามทำให้ต้นหอมหน้าร้อนวูบจนลามไปถึงใบหู เธอรีบแกะกระดุมเม็ดสุดท้ายเสร็จแล้วผลักอกเขาออกเบาๆ “เสร็จแล้วค่ะ!”

เธอทำท่าจะถอยหนี แต่ธีรดนย์ไวกว่า เขาใช้วงแขนแกร่งรวบเอวเธอเข้าหาตัว แล้วออกแรงดึงเพียงนิดเดียว ร่างอวบอิ่มก็เสียหลักล้มลงมานั่งแปะอยู่บนตักแกร่งของเขาในท่าหันข้าง

“ว้ายยย! ปล่อยหนูนะไอ้คนบ้ากาม!” ต้นหอมหวีดร้อง พยายามจะดีดตัวลุก แต่ท่อนแขนแข็งแรงราวกับคีมเหล็กรัดเอวเธอไว้แน่นจนขยับไม่ได้

“จุ๊ๆ... อย่าเสียงดังสิหนู เดี๋ยวคอแตกนะ” ธีรดนย์กระซิบข้างหู กลิ่นลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอขาวจนเธอขนลุกซู่ “ไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว... เรามาคุยเรื่อง ‘ค่าเสียหาย’ กันหน่อยดีไหม?”

ต้นหอมหยุดดิ้นทันทีที่ได้ยินคำว่าค่าเสียหาย เธอหันขวับมามองหน้าเขาในระยะเผาขน “ค่าเสียหายอะไรอีกคะ? ก็พี่นนท์บอกว่าจะรับผิดชอบให้แล้วไง!”

“นั่นมันส่วนของโรงแรม...” ธีรดนย์แสยะยิ้ม เขาใช้มือข้างหนึ่งเชยคางมนของเธอขึ้นมาสบตา “แต่ส่วนของ ‘จิตใจ’ ที่ฉันต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล... ใครจะรับผิดชอบ?”

“ท่านเป็นรัฐมนตรีนะ! จะมาคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องแค่นี้ได้ยังไง!”

“เป็นรัฐมนตรีก็คนนะหนู เจ็บเป็น อายเพ็น...” เขาเถียงหน้าด้านๆ นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเบาๆ ที่ริมฝีปากล่างอวบอิ่มของเธออย่างหยอกล้อ “แถมชุดที่เธอทำพังเนี่ย... สูท Armani ตัดพิเศษจากมิลาน ราคา 350,000 บาท”

ต้นหอมตาโตเท่าไข่ห่าน “สาม...สามแสนห้า!”

“ยังไม่หมด...” ธีรดนย์ยักไหล่ “นาฬิกา รุ่น Limited Edition ที่ฉันใส่ หน้าปัดกระแทกพื้นเป็นรอยแมวข่วน... เรือนนี้ราคาตลาดตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 5 ล้านบาท”

“ห๊ะ!!! ห้าล้าน!” ต้นหอมแทบจะเป็นลม เธออ้าปากค้าง สมองคำนวณตัวเลขอย่างรวดเร็ว ทำงานพาร์ทไทม์วันละ 600 ชาตินี้ทั้งชาติเธอก็ไม่มีปัญญาหามาคืน!

“ใช่... รวมๆ แล้วค่าเสียหายที่เธอต้องชดใช้ฉัน... ตีเป็นเลขกลมๆ ก็สัก 6 ล้านบาท” ธีรดนย์สรุปตัวเลขหน้าตาเฉย ทั้งที่ความจริงนาฬิกาเขายังอยู่ดีมีสุข ไม่มีรอยขีดข่วนสักนิด แต่ใครจะไปรู้ล่ะ?

“ท่านจะบ้าเหรอ! หนูไม่มีปัญญาจ่ายหรอก 6 ล้าน! ขายไตหนูยังไม่พอเลย!” ต้นหอมโวยวาย น้ำตาเริ่มคลอเบ้าด้วยความอัดอั้น “ท่านมันหน้าเลือด! รังแกคนไม่มีทางสู้!”

“จุ๊ๆ ไม่ร้องสิเด็กดี...” ธีรดนย์แสร้งทำเสียงปลอบโยน แต่สายตายังคงพราวระยับ เขาโน้มหน้าเข้าไปใกล้จนหน้าผากแทบชนกัน “ฉันก็ไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น... ฉันรู้ว่าเธอไม่มีเงินก้อน...”

“งั้น... งั้นหนูขอผ่อนได้ไหมคะ?” ต้นหอมถามเสียงสั่น “เดือนละ... เดือนละ 2,000?”

ธีรดนย์หลุดขำพรืด “เดือนละ 2,000? นี่เธอจะผ่อนยันชาติหน้าเลยหรือไง? ฉันคงตายก่อนได้ใช้เงินครบมั้ง”

“แล้วจะให้หนูทำยังไงเล่า!” ต้นหอมตวาดแว้ด หมดความอดทน “ฆ่าหนูเลยไหมล่ะ! จะได้จบๆ!”

“ใจเย็นๆ...” ธีรดนย์เลื่อนมือจากคางลงมาลูบไล้ที่ต้นแขนขาวเนียน แผ่วเบาแต่ปลุกเร้าความรู้สึกแปลกประหลาด “ฉันมีข้อเสนอที่ดีกว่านั้น...”

“ข้อเสนออะไร?” เธอถามอย่างระแวง

“ในเมื่อเธอไม่มี ‘เงิน’ มาจ่าย...” สายตาคมกริบไล่มองต่ำลงไปที่เนินอกอวบอัดที่กระเพื่อมไหว ก่อนจะเลื่อนกลับมาสบตาเธอสื่อความหมายชัดเจน “ก็ใช้ ‘อย่างอื่น’ จ่ายแทนสิ...”

ต้นหอมหน้าร้อนวาบ เข้าใจความหมายทันที เธอไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสาที่ไม่เคยผ่านโลก เธอดูออกว่าไอ้สายตาหื่นกามแบบนี้มันต้องการอะไร “ทุเรศ! แก่แล้วยังตัณหากลับ! คิดว่าหนูจะยอมเอาตัวเข้าแลกเหรอ! ฝันไปเถอะ!”

เธอสะบัดตัวดิ้นรนสุดแรง เงื้อมมือจะตบหน้าคนแก่จอมฉวยโอกาส แต่ธีรดนย์ไวกว่า เขารวบข้อมือเล็กทั้งสองข้างของเธอไว้ด้วยมือเดียว แล้วกระชากร่างอวบอิ่มให้เสียหลักหงายหลังลงไปนอนราบกับเบาะโซฟากว้าง โดยมีร่างหนาของเขาตามลงมาทาบทับทันที!

“กรี๊ดดด! ปล่อยนะ! ไอ้ลุงบ้า!”

“ปากดีนักนะ...” ธีรดนย์คำรามเสียงต่ำ กดข้อมือเธอตรึงไว้เหนือศีรษะ ร่างกายช่วงล่างของเขาบดเบียดเข้ากับหน้าขาของเธออย่างจงใจ ให้เธอรับรู้ถึงความแข็งขึงที่ตื่นตัวเต็มที่ภายใต้กางเกงสแล็ค “ด่าฉันว่าแก่... ด่าว่าตัณหากลับ... งั้นฉันจะแสดงให้ดูว่าคนแก่อย่างฉัน มันมีเรี่ยวแรงขนาดไหน!”

“อื้อออ!”

ต้นหอมเบิกตากว้างเมื่อใบหน้าคมซุกไซ้ลงมาที่ซอกคอขาวผ่องของเธออย่างรวดเร็ว หนวดเคราสากระคายครูดไปตามผิวเนื้ออ่อนนุ่มจนเธอเจ็บและจั๊กจี้ไปพร้อมกัน ริมฝีปากร้อนผ่าวขบเม้มดูดดึงผิวเนื้อตรงไหปลาร้าจนเกิดรอยแดงเป็นจ้ำๆ แสดงความเป็นเจ้าของอย่างป่าเถื่อน

“ปล่อย! ปล่อยนะโว้ยยย!” ต้นหอมดิ้นพล่าน ขาเรียวพยายามเตะถีบ แต่ก็สู้แรงมหาศาลของคนตัวโตไม่ได้ เขาดันเข่าแทรกเข้ามาระหว่างขาเธอ แยกเรียวขาขาวออกจากกันเพื่อเปิดทางสะดวก

ธีรดนย์เงยหน้าขึ้นจากซอกคอหอมกรุ่น จ้องมองใบหน้าสวยหวานที่แดงก่ำและเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตาคลอเบ้า “เป็นไง... ยังคิดว่าฉันไม่มีปัญญาทำอะไรเธออยู่อีกไหม?”

“เลว! ใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกผู้หญิง!” ต้นหอมกัดฟันด่า น้ำตาไหลพรากด้วยความเจ็บใจ “ถ้าอยากได้นักก็ไปซื้อกินสิ! ผู้หญิงขายตัวมีถมไป ทำไมต้องมาทำกับหนูแบบนี้!”

คำพูดนั้นทำให้ธีรดนย์ชะงัก เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่ฉายแววเด็ดเดี่ยวและเกลียดชัง เขาไม่ได้ต้องการแค่เซ็กส์... ถ้าแค่นั้นเขาหาที่ไหนก็ได้ แต่กับยัยเด็กนี่... มันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาอยากเอาชนะ อยากปราบพยศ อยากให้เธอยอมจำนนต่อเขาแต่เพียงผู้เดียว

“เพราะฉันไม่ได้อยาก ‘ซื้อ’...” ธีรดนย์พูดเสียงเรียบ แต่สายตามองเธออย่างสื่อความหมาย “แต่ฉันอยากให้เธอ ‘ชดใช้’ ในสิ่งที่เธอทำ... และฉันจะหยุด ก็ต่อเมื่อฉันพอใจ”

พูดจบเขาก็โน้มตัวลงมาทาบทับเธอเต็มแรง ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้โต้เถียง มือหนาเลื่อนลงมาปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกจนหมด เผยให้เห็นแผงอกกว้าง ก่อนจะรวบตัวต้นหอมเข้ามากอดหมับ พลิกตัวลงนอนตะแคงข้างๆ โดยล็อกร่างอวบอิ่มไว้ในอ้อมกอดแน่นหนาเหมือนงูเหลือมรัดเหยื่อ

“ฉันเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ขอพักสายตาสักหน่อย... หน้าที่ของเธอตอนนี้คือนอนเป็นหมอนข้างนิ่งๆ ให้ฉันกอด ถ้าขยับ หรือส่งเสียงดัง...” เขาปรือตาขึ้นมอง แววตาวาวโรจน์ “จาก ‘นอนกอด’ เฉยๆ จะเปลี่ยนเป็น ‘นอนกิน’ ตับเด็กแทน... เอาไหม?”

ต้นหอมหุบปากฉับทันที หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธปนอาย เธอนอนตัวแข็งทื่อในอ้อมกอดเขา รับรู้ถึงไออุ่นและกลิ่นกายหอมกรุ่นที่อันตรายต่อหัวใจ แผนการจะโวยวายดูท่าจะใช้ไม่ได้ผลกับคนหน้าหนาอย่างเขา

‘เอาไงดีวะไอ้หอม... ขืนนอนอยู่อย่างนี้ พรุ่งนี้เช้าได้กลายเป็นเมียเก็บตาลุงนี่จริงๆ แน่!’

สมองอันชาญฉลาดของสาวสู้ชีวิตเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว สายตาเหลือบไปเห็น ‘คีย์การ์ด’ ที่ธีรดนย์วางทิ้งไว้บนโต๊ะข้างหัวเตียงตอนเข้ามา... มันอยู่ห่างไปแค่เอื้อม แต่ติดตรงที่วงแขนแกร่งนี่รัดแน่นเหลือเกิน

ต้องใช้มารยาหญิงเข้าสู้!

ต้นหอมสูดหายใจลึก ปรับสีหน้าจากบึ้งตึงเป็นออดอ้อนเสียงหวานหยด “เอ่อ... ท่านคะ”

“หืม...” ธีรดนย์ครางรับในลำคอทั้งที่ยังหลับตา “บอกแล้วไงว่าอย่าเสียงดัง เดี๋ยวโดนลงโทษนะ”

“หนูไม่ได้จะเสียงดังค่ะ...” ต้นหอมแกล้งทำเสียงสั่นเครือเหมือนคนยอมจำนน “หนูแค่... หายใจไม่ออก ท่านกอดแน่นไป หนูเจ็บหน้าอกไปหมดแล้วค่ะ”

เธอยกมือขึ้นดันแผงอกเขาเบาๆ ประกอบการแสดง ธีรดนย์ลืมตาขึ้นข้างหนึ่งมองหน้าเธอ เห็นแววตาแป๋วแหววเหมือนลูกแมวสำนึกผิด ก็กระตุกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ

“เริ่มจะว่าง่ายแล้วเหรอเรา?”

“ค่ะ... หนูรู้ตัวว่าสู้แรงท่านไม่ไหว” ต้นหอมก้มหน้างุด ซ่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ไว้ “แต่ท่านช่วยคลายอ้อมกอดหน่อยได้ไหมคะ หนูสัญญาว่าจะนอนนิ่งๆ ไม่ดิ้นแล้ว”

ธีรดนย์มองเด็กในอ้อมกอดอย่างพิจารณา... ดูเหมือนฤทธิ์เดชจะหมดแล้วจริงๆ เขาจึงยอมคลายวงแขนออกเล็กน้อยเพื่อให้เธอหายใจสะดวกขึ้น แต่ก็ยังพาดแขนหนักๆ ไว้บนเอวเธออยู่ดี

“ดี... เป็นเด็กดีแบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย นอนซะ”

เขายิ้มอย่างผู้ชนะแล้วหลับตาลงอีกครั้ง ซุกหน้าเข้าหาหมอนอิงนุ่มๆ เตรียมเข้าสู่ห้วงนิทราด้วยความสบายใจ

‘เสร็จโจร!’

ต้นหอมรอจนแน่ใจว่าลมหายใจของเขาเริ่มสม่ำเสมอ เธอค่อยๆ ขยับตัวทีละนิด... ทีละนิด... ราวกับหนอนชาเขียว ค่อยๆ มุดตัวลงต่ำเพื่อลอดผ่านลำแขนแกร่งออกมา

หัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามลุ้นระทึกยิ่งกว่าหนังแอ็กชัน ทุกครั้งที่ธีรดนย์ขยับตัว เธอจะหยุดหายใจทันที แต่โชคดีที่ท่านรัฐมนตรีคงเพลียจริงหรือแก่แล้วหลับลึกก็ไม่รู้ เขาเพียงแค่พลิกตัวนอนหงายแล้วกรนเบาๆ

หลุดแล้ว!

ต้นหอมดีดตัวลุกขึ้นจากโซฟาอย่างแผ่วเบา ขาแข้งสั่นพั่บๆ รีบเอื้อมมือไปคว้าคีย์การ์ดบนโต๊ะมาถือไว้แน่น แต่ก่อนจะไป สายตาเธอก็เหลือบไปเห็นเสื้อสูทราคา 3 แสน 5 กับเสื้อเชิ้ตที่กองอยู่บนพนักโซฟา

‘หนีไปเฉยๆ เดี๋ยวจะหาว่าคนจนไม่มีความรับผิดชอบ!’

เธอตัดสินใจคว้าเสื้อทั้งสองตัวนั้นมาพาดแขน มองค้อนใส่คนตัวโตที่นอนหลับสบายใจเฉิบเป็นครั้งสุดท้าย “ฝันไปเถอะตาลุง! แบร่!” เธอแลบลิ้นใส่เขา แล้วย่องเงียบไปที่ประตู

ติ๊ด... แกร๊ก!

เสียงปลดล็อกประตูเบาๆ ทำให้ธีรดนย์ที่นอนอยู่บนโซฟาสะดุ้งตื่นทันที สัญชาตญาณระวังภัยทำงาน เขาดีดตัวลุกขึ้นนั่ง หันขวับไปมองที่ประตู

แต่ช้าไปเสียแล้ว... เขาเห็นแค่ชายกระโปรงไวๆ กับแผ่นหลังของยัยตัวแสบที่วิ่งแน่บออกไป พร้อมกับประตูที่ปิดลง

“เฮ้ย! หยุดนะ!” ธีรดนย์คำรามลั่น รีบวิ่งตามไปที่ประตู แต่พอบิดลูกบิด... มันล็อก! ยัยตัวแสบเอาคีย์การ์ดออกไปด้วย! ระบบล็อกอัตโนมัติทำงานทันที!

“โธ่เว้ยยยย!” ท่านรัฐมนตรีธีรดนย์ทุบประตูระบายอารมณ์ ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำด้วยความเจ็บใจ เสียรู้เด็กจนได้! นึกว่าจะเชื่อง ที่ไหนได้... เสือซ่อนเล็บชัดๆ!

“ฝากไว้ก่อนเถอะยัยลูกหมู! อย่าให้ฉันจับได้นะ แม่จะจับตีก้นให้ลายเลย!”

ณ แผนกซักรีด ชั้นใต้ดิน

“แฮ่ก... แฮ่ก...”

ต้นหอมวิ่งหน้าตั้งลงบันไดหนีไฟมาจนถึงชั้นล่าง เหงื่อแตกพลั่กยิ่งกว่าตอนยกของ สองมือยังกอดเสื้อสูทราคาแพงไว้แน่น เธอตรงดิ่งเข้าไปหาป้าแม่บ้านที่กำลังรีดผ้าอยู่

“ป้าคะ! ฝากส่งซักแห้งด่วนเลยนะคะ เป็นของแขกห้อง 1805” เธอยัดเสื้อใส่มือป้าแม่บ้านที่รับไปงงๆ

“อ้าว หนูต้นหอม ทำไมหน้าตื่นแบบนั้นล่ะ แล้ว...”

“ไม่ต้องถามค่ะป้า หนูรีบ! ฝากด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ!”

ต้นหอมไหว้ปลกๆ แล้วรีบวิ่งจู๊ดออกมาที่ลอบบี้ เธอเห็น ‘พี่นนท์’ กำลังยืนสั่งงานลูกน้องอยู่พอดี จึงรีบพุ่งเข้าไปหา

“พี่นนท์คะ!”

“อ้าว ต้นหอม! เป็นยังไงบ้าง ท่านรัฐมนตรีให้กลับลงมาแล้วเหรอ พี่เป็นห่วงแทบแย่” ชานนท์รีบเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าโล่งอก

“ค่ะ... เรียบร้อยดีค่ะ ท่านให้เอาเสื้อมาซักน่ะค่ะ” ต้นหอมโกหกคำโต พยายามปรับสีหน้าให้ดูปกติที่สุด ทั้งที่ขาเริ่มสั่น “เอ่อ พี่นนท์คะ วันนี้หอมขอตัวกลับก่อนนะคะ พอดี...มีธุระด่วนน่ะค่ะ”

“อ้าว จะกลับแล้วเหรอ ยังไม่ถึงเวลาเลิกงานเลยนี่นา แล้วค่าแรงล่ะ?”

“ไม่เป็นไรค่ะพี่! ค่าแรงวันนี้หอมไม่เอาค่ะ ถือว่าชดใช้ที่หอมทำแก้วแตกไป” เธอโบกมือปฏิเสธพัลวัน ตอนนี้ขอแค่ได้ออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดก่อนที่ตาลุงนั่นจะพังประตูลงมา!

“ไม่ได้สิ เราทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน...”

“ไม่เอาจริงๆ ค่ะพี่! หอมไปก่อนนะคะ ขอบคุณพี่นนท์มากนะคะที่ให้โอกาส!”

ต้นหอมยกมือไหว้ลาอย่างรวดเร็ว แล้วไม่รอฟังคำทัดทาน รีบวิ่งออกจากโรงแรมไปทางประตูด้านข้างทันที หายลับไปกับความมืดของกรุงเทพฯ ยามราตรี ทิ้งให้ชานนท์ยืนมองตามด้วยความงุนงงและทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ให้ท่านรัฐมนตรีที่กำลังคลั่งอยู่บนยอดตึกชั้น 18!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป