บทที่ 4 ข้อเสนอของตาลุงบ้าอำนาจ
แสงแดดร้อนระอุในช่วงสายของกรุงเทพมหานครแผดเผาลงมายังพื้นคอนกรีตจนแทบจะเห็นไอความร้อนเต้นระริก แต่นั่นยังร้อนแรงไม่เท่าความร้อนรนในใจของ ต้นหอม หญิงสาวในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวเดิม (ที่พยายามรีดทับรอยยับจนสุดความสามารถ) ก้าวเท้าลงจากรถเมล์ด้วยความเร่งรีบ หยาดเหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามไรผมและกรอบหน้าหวาน แต่เธอไม่มีเวลาแม้แต่จะหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับ
เบื้องหน้าของเธอคือโรงแรมหรูระดับห้าดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตึกสูงระฟ้าที่ตั้งตระหง่านตัดกับท้องฟ้าสีครามดูโอ่อ่าและน่าเกรงขาม ประตูกระจกบานหมุนขนาดยักษ์สะท้อนภาพเงาของหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่ดูไม่เจียมตัวกำลังจะเดินเข้าไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าของอาณาจักรแห่งนี้
‘เอาวะไอ้หอม ด้านได้อายอด เพื่อไอ้แสบ’
เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เรียกความมั่นใจ ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นเดินตรงเข้าไปภายในโรงแรม ทันทีที่ก้าวพ้นประตู ไอเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศก็ปะทะเข้ากับผิวกาย กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้สดและน้ำหอมปรับอากาศราคาแพงช่วยลดทอนความตื่นตระหนกในใจลงได้บ้าง แต่ความหรูหราอลังการของล็อบบี้ที่มีเพดานสูงโปร่งและโคมไฟระย้าคริสตัลระยิบระยับ ก็ยังทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นมดตัวจ้อยที่หลงเข้ามาในรังราชสีห์อยู่ดี
ต้นหอมเดินตรงดิ่งไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
"สวัสดีค่ะ เอ่อ... ขอโทษนะคะ พอดีดิฉันอยากจะขอพบ คุณชานนท์ ค่ะ"
พนักงานต้อนรับสาวสวยในชุดยูนิฟอร์มสีทองเงยหน้าขึ้นมองเธอ รอยยิ้มการค้าปรากฏขึ้นบนใบหน้าตามมารยาท แต่สายตากวาดมองสำรวจการแต่งกายของต้นหอมตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างรวดเร็ว
"ได้นัดไว้ล่วงหน้าหรือเปล่าคะ?"
"เอ่อ... ไม่ได้นัดค่ะ แต่ว่าเป็นเรื่องด่วนจริงๆ รบกวนช่วยแจ้งพี่... เอ้ย คุณชานนท์ให้หน่อยได้ไหมคะ บอกว่า ต้นหอม รุ่นน้องสมัยเรียนมาขอพบค่ะ" เธอยกมือไหว้ขอความเห็นใจ
พนักงานสาวยิ้มเจื่อนๆ "ต้องขอประทานโทษด้วยนะคะ พอดีท่านประธานติดประชุมสำคัญ ไม่สะดวกให้เข้าพบค่ะ ถ้าไม่ได้นัดไว้..."
"แค่แป๊บเดียวค่ะ! ห้านาทีก็ได้ ฝากบอกแกหน่อยนะคะว่าต้นหอมมีเรื่องเดือดร้อนจริงๆ ขอร้องล่ะค่ะคุณ" ต้นหอมพยายามอ้อนวอน แววตาเว้าวอนจนพนักงานเริ่มทำหน้าลำบากใจ
"เอ่อ... งั้นรอสักครู่นะคะ เดี๋ยวจะลองโทรเช็กเลขาฯ ท่านให้"
พนักงานสาวยกหูโทรศัพท์ขึ้นกดเบอร์ภายใน ต้นหอมยืนลุ้นตัวโก่ง หัวใจเต้นตึกตั๊กภาวนาขอให้พี่นนท์รับสาย หรืออย่างน้อยเลขาฯ ยอมให้เข้าพบ
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที พนักงานคนนั้นก็วางหู แล้วเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เธอ แต่เป็นรอยยิ้มที่ดูแปลกไปจากเดิม มันดูเกร็งๆ และมีความนัยบางอย่าง
"คุณต้นหอมใช่ไหมคะ? เชิญทางนี้เลยค่ะ ท่านให้เชิญขึ้นไปพบได้เลย"
"จริงเหรอคะ! ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณจริงๆ!" ต้นหอมแทบจะกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ พี่นนท์ใจดีกับเธอเสมอ เธอรู้ว่าเขาต้องไม่ทิ้งเธอแน่
"เชิญทางลิฟต์ด้านโน้นเลยค่ะ มีคนมารอรับแล้ว" พนักงานผายมือไปทางลิฟต์โซนวีไอพี
ต้นหอมรีบเดินแกมวิ่งไปตามทิศทางนั้น ในใจลิงโลดว่ารอดตายแล้ว เงินห้าหมื่นบาทคงอยู่แค่เอื้อม แต่เมื่อเธอเดินเลี้ยวผ่านเสาต้นใหญ่ไปถึงหน้าลิฟต์ รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าก็ค่อยๆ หุบลง จนกลายเป็นความสงสัย
คนที่ยืนรออยู่หน้าลิฟต์ไม่ใช่เลขาฯ สาวสวย หรือพนักงานต้อนรับ แต่เป็นชายร่างยักษ์ในชุดสูทสีดำสนิท สวมหูฟังบลูทูธที่หู ท่าทางทะมัดทะแมงและแผ่รังสีอันตรายออกมาอย่างชัดเจน
เขายืนประสานมือรออยู่หน้าลิฟต์ที่เปิดประตูค้างไว้ ราวกับกำลังรอคอยนักโทษเข้าสู่แดนประหาร
"เชิญครับคุณต้นหอม" ชายชุดดำผายมือเชื้อเชิญเสียงเรียบ ใบหน้านิ่งสนิทไร้อารมณ์
ต้นหอมชะงักฝีเท้า สัญชาตญาณระวังภัยร้องเตือนภัยเสียงดังลั่นในหัว
"เอ่อ... พี่นนท์ให้คนมารับเหรอคะ?" เธอถามหยั่งเชิง ถอยหลังกรูดไปหนึ่งก้าว
"เชิญครับ ท่าน รออยู่ข้างบน" เขาเลี่ยงที่จะตอบชื่อ แต่ย้ำคำว่า 'ท่าน' ด้วยน้ำเสียงที่มีนัยยะ
คำว่า 'ท่าน' สะกิดใจต้นหอมอย่างจัง ปกติลูกน้องพี่นนท์จะเรียกว่า 'คุณชานนท์' หรือ 'บอส' ไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมบรรยากาศมันดูมาคุชอบกล
"เดี๋ยวค่ะ... ฉันขอโทรหาพี่นนท์ก่อน" ต้นหอมล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าจะหยิบโทรศัพท์ แต่ชายชุดดำขยับตัวเข้ามาขวางทางไว้อย่างรวดเร็ว ร่างสูงใหญ่ของเขาบังทางหนีทีไล่จนมิด
"อย่าทำให้เรื่องยากเลยครับคุณผู้หญิง กรุณาขึ้นไปดีๆ อย่าให้ผมต้องใช้กำลังอุ้มคุณขึ้นไปเลย เดี๋ยวแขกคนอื่นจะแตกตื่นเปล่าๆ"
น้ำเสียงนั้นสุภาพแต่แฝงคำขู่ที่ทำเอาขนลุก ต้นหอมเม้มปากแน่น มองซ้ายมองขวาหาทางหนี แต่ดูเหมือน รปภ. อีกสองคนจะเดินมาประกบด้านหลังไว้ห่างๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ชัดเลย... นี่มันไม่ใช่การเชิญแบบปกติแล้ว นี่มันการดักอุ้มชัดๆ!
"โอเคค่ะ ขึ้นก็ขึ้น" ต้นหอมกัดฟันตอบ เชิดหน้าสู้ "แต่อย่ามาแตะต้องตัวฉันนะ ฉันเดินเองได้!"
เธอสะบัดหน้าเดินกระแทกส้นเท้าเข้าไปในลิฟต์ด้วยความจำใจ ชายชุดดำเดินตามเข้ามาแล้วกดปุ่มปิดประตูทันที นิ้วของเขาเอื้อมไปกดชั้นที่ทำให้หัวใจของต้นหอมหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ชั้น 18
ตัวเลขอาถรรพ์ที่เธอเพิ่งจะหนีตายลงมาเมื่อคืน!
"เดี๋ยว! ทำไมต้องไปชั้น 18? ห้องทำงานพี่นนท์อยู่ชั้นผู้บริหารไม่ใช่เหรอ?" ต้นหอมโวยวาย
"ท่านรออยู่ที่ห้องรับรองครับ" ชายชุดดำตอบสั้นๆ แล้วยืนสงบนิ่งเหมือนรูปปั้น ไม่ตอบคำถามอะไรอีก
ต้นหอมยืนกระสับกระส่ายอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมที่กำลังเคลื่อนตัวขึ้นสู่ที่สูง สมองหมุนจี๋ประมวลผลสถานการณ์ ถ้าไม่ใช่พี่นนท์... ก็มีอยู่แค่คนเดียวที่มีอำนาจสั่งการขนาดนี้ในโรงแรม
‘ไอ้ตาแก่เจ้าเล่ห์ธีรดนย์!’
"หนีเสือปะจระเข้ชัดๆ!" เธอสบถพึมพำในลำคอ อยากจะทุบหัวตัวเองที่ซื่อบื้อเดินเข้ามาในกับดักเอง แต่ทำไงได้ ก็ใครจะไปคิดว่ารัฐมนตรีบ้าบออะไรจะว่างงานมานั่งดักรอจับผิดเด็กกะโปโลอย่างเธอ!
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นเมื่อถึงจุดหมาย ประตูเปิดออกเผยให้เห็นโถงทางเดินปูพรมสีเลือดหมูอันคุ้นเคย บรรยากาศเงียบสงัดและเยือกเย็นจนน่าขนลุก
"เชิญครับ"
ต้นหอมก้าวเท้าออกมาอย่างเสียไม่ได้ เดินผ่านโคมไฟคริสตัลที่ดูเหมือนดวงตาปีศาจจ้องมองมา จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานใหญ่แกะสลักลวดลายวิจิตร
ห้อง 1805
สถานที่เกิดเหตุเมื่อคืน...
ชายชุดดำเคาะประตูเบาๆ สองครั้ง แล้วเปิดประตูให้เธอเข้าไป โดยที่เขาไม่ได้ตามเข้าไปด้วย แต่ปิดประตูตามหลังลงกลอนให้เสร็จสรรพ ราวกับจะขังเธอไว้ในนี้ตลอดกาล
ภายในห้องสวีทหรูหรายังคงเหมือนเดิมทุกกระเบียดนิ้ว แอร์เย็นฉ่ำจนหนาวสะท้าน ผ้าม่านถูกเปิดออกเผยให้เห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยงามตัดกับความตึงเครียดในห้อง
ที่กลางห้องนั่งเล่น บนชุดโซฟาหลุยส์ตัวยาว ร่างสูงสง่าของ รัฐมนตรีธีรดนย์ ในชุดลำลองสบายๆ (แต่ก็ยังดูแพงระยับ) เสื้อโปโลสีน้ำเงินเข้มขับผิวขาวจัด กับกางเกงสแล็คสีครีม เขากำลังนั่งไขว่ห้างจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษอยู่อย่างสบายอารมณ์ ราวกับไม่ได้มีเรื่องทุกข์ร้อนใดๆ
ผิดกับเธอที่ยืนเหงื่อท่วมตัว หน้ามันแผล็บ และหัวใจเต้นแรงจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก
ธีรดนย์ลดหนังสือพิมพ์ลงช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับด้วยแว่นสายตากรอบทอง เลนส์แว่นสะท้อนแสงแวววาวทำให้มองไม่เห็นแววตาที่แท้จริง แต่รอยยิ้มมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยนั้น... บอกได้เลยว่าเขากำลัง 'สนุก'
"อ้าว... นึกว่าใคร"
เสียงทุ้มเอ่ยทักทายอย่างเนิบนาบ เขาพับหนังสือพิมพ์วางลงบนโต๊ะ แล้วถอดแว่นตาออกวางทับไว้ สายตาคมกริบกวาดมองร่างเล็กที่ยืนเกร็งอยู่กลางห้องด้วยความขบขัน
"ที่แท้ก็ 'แม่นักวิ่งมาราธอน' ของเรานี่เอง... เมื่อคืนวิ่งลงบันไดไปสิบแปดชั้น วันนี้ยังเดินไหวเหรอหนู? นึกว่าจะนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่ที่บ้านซะอีก"
คำทักทายที่เต็มไปด้วยการประชดประชันทำเอาต้นหอมคิ้วกระตุก เธอสูดหายใจลึก ข่มความกลัวแล้วสวนกลับทันควัน
"ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะท่าน พอดีหนูยังสาวยังแส้ ร่างกายแข็งแรง ไม่เหมือนคนแก่บางคนแถวนี้ที่แค่ล้มทีเดียวก็บ่นเจ็บมือสำออยจะเป็นจะตาย!"
ธีรดนย์เลิกคิ้วสูง ไม่โกรธที่โดนด่าว่าแก่ แถมยังหัวเราะในลำคอ "ปากดี... แสดงว่ายังมีแรงเหลือเฟือสินะ"
เขาหยิบแก้วกาแฟขึ้นจิบ สายตาจับจ้องใบหน้าหวานที่กำลังแดงก่ำด้วยความโกรธ "แล้ววันนี้ลมอะไรหอบมาถึงนี่ล่ะ? หรือว่าสำนึกผิด เลยจะเอาเสื้อสูทมาคืน?"
"หนูฝากป้าแม่บ้านส่งซักไปแล้วค่ะ!" ต้นหอมเถียง "แล้วหนูก็ไม่ได้มาหาท่านด้วย หนูมาหาพี่นนท์!"
"อ๋อ..." ธีรดนย์ลากเสียงยาว วางแก้วกาแฟลงกระทบจานรองเสียงดัง กริ๊ก แววตาที่เคยขี้เล่นแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันขึ้นมาวูบหนึ่ง "มาหาชานนท์..."
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วค่อยๆ เดินย่างสามขุมเข้ามาหาเธออย่างเชื่องช้า แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้ต้นหอมเผลอถอยหลังหนี
"วิ่งโร่มาหาผู้ชายถึงโรงแรมแต่เช้า... มาทำไม?"
"เรื่องของหนู!"
"มาขอยืมเงิน?" เขาเดาอย่างรู้ทัน รุกคืบเข้ามาใกล้จนต้นหอมหลังชนกำแพง "หรือว่า... เงินขาดมือจนหน้ามืด เลยคิดจะมา 'ขายตัว' ให้ไอ้นนท์มัน?"
"นี่ท่าน! หยุดดูถูกหนูนะ!" ต้นหอมตวาดลั่น หน้าชาเหมือนโดนตบ "จิตใจท่านมันสกปรก ก็เลยคิดได้แต่เรื่องต่ำๆ แบบนี้ไง! หนูแค่มารบกวนขอความช่วยเหลือพี่นนท์ในฐานะรุ่นพี่ ไม่ได้มาขายศักดิ์ศรีเหมือนที่ท่านคิด!"
"ศักดิ์ศรี?" ธีรดนย์แค่นหัวเราะ เขาใช้มือข้างหนึ่งยันกำแพงกั้นทางหนีของเธอไว้ แล้วโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน "ศักดิ์ศรีมันกินได้ไหมแม่คุณ? หนี้ท่วมหัว ตัวก็ไม่มีงานทำ น้องชายก็กำลังจะโดนอุ้ม... ยังจะมีหน้ามาพูดเรื่องศักดิ์ศรีอีกเหรอ?"
ต้นหอมเบิกตากว้าง ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป "ทะ... ท่านรู้เรื่องน้องชายหนูได้ยังไง?"
"ฉันคือรัฐมนตรี ระดับนี้... มีเรื่องไหนบ้างที่ฉันอยากรู้แล้วไม่รู้?"
ธีรดนย์เหยียดยิ้มร้ายกาจ เขาผละตัวออกมา เดินไปหยิบแท็บเล็ตที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน แล้วโยนมันลงบนโซฟาตรงหน้าเธอ
"ดูซะ"
ต้นหอมรีบคว้าแท็บเล็ตขึ้นมาดู หน้าจอแสดงภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดหน้าโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง เห็นภาพน้องชายของเธอกำลังนั่งตัวสั่นอยู่ในป้อมยาม รปภ. โดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์ท่าทางนักเลงยืนสูบบุหรี่เฝ้าอยู่หน้าประตูโรงเรียนไม่ห่าง
"ไอ้พวกสารเลว!" ต้นหอมสบถ น้ำตาแห่งความคับแค้นใจเอ่อล้นออกมา
"อีกหนึ่งชั่วโมง โรงเรียนจะเลิก..." ธีรดนย์เอ่ยเสียงเรียบ ยกนาฬิกาข้อมือเรือนหรู (ที่เธอนึกว่าพังไปแล้ว) ขึ้นมาดูเวลา "ถ้าน้องชายเธอเดินพ้นประตูโรงเรียนเมื่อไหร่ แล้วยายของเธอยังหาเงินห้าหมื่นไปจ่ายพวกมันไม่ได้... คงไม่ต้องให้ฉันบรรยายนะว่าจะเกิดอะไรขึ้น"
"ท่าน..." ต้นหอมกำแท็บเล็ตแน่นจนมือสั่น เงยหน้ามองเขาด้วยสายตาตัดพ้อ "ท่านรู้อยู่แล้ว... ท่านเป็นคนสั่งให้พวกมันไปทำแบบนี้ใช่ไหม! เพื่อจะบีบหนู!"
"จุ๊ๆ... อย่ากล่าวหาฉันสิหนู" ธีรดนย์ส่ายนิ้วชี้ไปมา "ฉันเป็นรัฐมนตรีนะ ไม่ใช่มาเฟียปล่อยกู้ นั่นมันหนี้ที่ยายเธอไปก่อไว้เอง ฉันไม่เกี่ยว... ฉันก็แค่บังเอิญมี 'สายข่าว' รายงานมาก็เท่านั้น"
"แล้วทำไมท่านถึงไปสั่งไม่ให้ใครรับหนูเข้าทำงาน!" ต้นหอมตะโกนถามความจริง "หนูโทรไปกี่ที่ก็โดนปฏิเสธหมด นี่ท่านจงใจแกล้งหนูชัดๆ!"
"อันนี้ยอมรับ" ธีรดนย์ยักไหล่หน้าตาเฉย "ก็ฉันหมั่นไส้... เด็กอะไรดื้อด้าน อวดดี หนีหน้าฉันไปหาผู้ชายอื่น ฉันก็เลยต้องสั่งสอนให้รู้ซะบ้างว่า ในโลกของผู้ใหญ่น่ะ... มันโหดร้ายแค่ไหนถ้าไม่มี 'แบ็ค' ดีๆ คอยหนุนหลัง"
"คนเลว! ท่านมันปีศาจ!" ต้นหอมด่าทั้งน้ำตา ความโกรธและความน้อยใจตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก "รังแกผู้หญิง รังแกเด็ก สนุกมากไหมฮะ!"
ธีรดนย์มองหน้านองน้ำตาของเด็กสาวตรงหน้า แล้วความรู้สึกบางอย่างในใจก็กระตุกวูบ เขาไม่ได้อยากเห็นเธอร้องไห้แบบสิ้นหวัง... เขาแค่อยากเห็นเธออ้อนวอนเขาดีๆ ต่างหาก
"หยุดร้อง..." เขาล้วงผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดจากกระเป๋ากางเกง ยื่นไปแปะที่แก้มป่องๆ ของเธอ "ขี้มูกโป่งหมดแล้ว หมดสวยพอดี"
"ไม่ต้องมายุ่ง!" ต้นหอมปัดมือเขาออก "หนูจะไปหาพี่นนท์ พี่นนท์ต้องช่วยหนูได้!"
"ไอ้นนท์มันช่วยเธอไม่ได้หรอก" ธีรดนย์พูดเสียงเย็น ตัดบทอย่างไร้เยื่อใย "ตอนนี้มันติดประชุมผู้ถือหุ้นอยู่ และฉัน... ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ก็เพิ่งจะสั่งให้ รปภ. ห้ามใครรบกวนมันเด็ดขาดจนกว่าจะถึงเย็น"
"ว่าไงนะ..." ต้นหอมอ้าปากค้าง ความหวังสุดท้ายพังทลายลงต่อหน้าต่อตา
"กว่ามันจะประชุมเสร็จ... น้องชายเธอคงโดนลากขึ้นรถตู้ไปถึงไหนต่อไหนแล้ว"
ต้นหอมเข่าอ่อน ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดแรง มือปิดหน้าร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร นาทีนี้ศักดิ์ศรีอะไรเธอไม่สนแล้ว เธอห่วงแค่น้องชาย
"ฮือ... แล้วจะให้หนูทำยังไง... หนูไม่มีเงิน... ฮึก... หนูไม่มีปัญญาหามาคืนภายในหนึ่งชั่วโมงหรอก..."
ธีรดนย์มองภาพนั้นด้วยสายตาที่อ่อนลง เขาทอดถอนใจเบาๆ ก่อนจะเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ เธอ ทิ้งระยะห่างพอสมควรไม่ให้เธอกลัวจนเตลิด
"ก็บอกแล้วไง... ว่าอย่าดื้อกับฉัน"
เสียงทุ้มที่เคยดุดัน ตอนนี้กลับฟังดูนุ่มนวลขึ้นจนน่าประหลาด เขาเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูของตัวเองขึ้นมา กดหน้าจอไม่กี่ที แล้วยื่นให้ดู
"ห้าหมื่นใช่ไหม?"
"คะ?" ต้นหอมเงยหน้าขึ้นมองด้วยตาบวมๆ
"หนี้ที่ยายเธอติดพวกมัน... ห้าหมื่นบาทใช่ไหม?"
"ค่ะ..."
ธีรดนย์กดโทรศัพท์แนบหู พูดสายด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ "ฮัลโหล ชัยเหรอ... เออ กูเอง... เด็กที่ชื่อต้นกล้า ที่พวกมึงไปเฝ้าอยู่หน้าโรงเรียนน่ะ หลานกูเอง... เออ... หนี้ห้าหมื่นเดี๋ยวกูโอนให้เดี๋ยวนี้ เลิกยุ่งกับมัน แล้วไสหัวไปซะ อย่าให้กูเห็นหน้าพวกมึงแถวนั้นอีก... เออ แค่นี้นะ"
เขาวางสาย แล้วหันมามองต้นหอมที่นั่งอึ้งกิมกี่ อ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปได้
"เรียบร้อย... พวกมันกลับไปแล้ว อีกสักพักน้องเธอคงโทรมาบอก"
ต้นหอมกะพริบตาปริบๆ สมองยังประมวลผลไม่ทัน "ทะ... ท่านช่วยหนูทำไม?"
"ไม่ได้ช่วยฟรีๆ" ธีรดนย์ยิ้มเจ้าเล่ห์ดวงตาแพรวพราว "ฉันเป็นนักธุรกิจ ลงทุนแล้วต้องได้กำไร"
"ท่านจะเอาอะไร?" ต้นหอมกอดอกแน่น ระแวงทันที "หนูไม่มีเงินคืนท่านตอนนี้หรอกนะ!"
"เงินห้าหมื่น ฉันยกให้ฟรีๆ เป็นค่าขนม" เขาโบกมืออย่างใจป้ำ "แต่... หนี้สินเดิม 6 ล้านบาท ค่าเสื้อสูท ค่านาฬิกา และค่าเสียเวลาของฉัน... เธอยังต้องชดใช้"
"แล้วจะให้หนูใช้อะไรคืนเล่า! ก็บอกแล้วว่าไม่มี!"
"ก็ใช้ 'ตัว' และ 'เวลา' ของเธอไง"
ธีรดนย์ขยับตัวเข้าไปใกล้ จนต้นหอมต้องเอนหลังหนี "ฉันมีข้อเสนอ... งานง่ายๆ รายได้ดี แถมหักหนี้ได้เร็ว"
"งานอะไร?" เธอถามเสียงสั่น
"มาเป็น 'ผู้ช่วยส่วนตัว' ให้ฉัน"
"เลขาฯ เหรอคะ?"
"ไม่ใช่เลขาฯ... ผู้ช่วยส่วนตัว" เขาเน้นคำ "หน้าที่คือ... ดูแลฉัน ย้ำว่า 'ดูแล' ทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องอาหารการกิน เสื้อผ้า ยันเรื่องบนเตียง... เอ้ย หมายถึงดูแลความเรียบร้อยก่อนนอน" (เขาแกล้งพูดผิดให้เธอสะดุ้งเล่น)
"กินนอนที่บ้านฉัน ไปไหนมาไหนกับฉัน ห้ามห่างจากสายตาฉันเกิน 10 เมตร ทำสัญญา 1 ปี หนี้ 6 ล้านเป็นอันยกเลิก แถมเงินเดือนให้อีกเดือนละ 5 หมื่น... สนไหม?"
ต้นหอมฟังข้อเสนอแล้วตาโต สัญญา 1 ปี ล้างหนี้ 6 ล้าน! แถมได้เงินเดือนอีก นี่มันงานสวรรค์ชัดๆ...ถ้าเจ้านายไม่ใช่ตาลุงจอมหื่นคนนี้!
"ต้อง... ต้องไปนอนบ้านท่านเหรอคะ?"
"ใช่ บ้านฉันหลังใหญ่ ขาดคนดูแล... หรือเธอจะกลับไปนอนห้องเช่ารูหนู แล้วรอให้เจ้าหนี้รายใหม่ตามไปทวงเงินอีก?"
คำขู่นั้นได้ผลชะงัด ต้นหอมนึกถึงความปลอดภัยของน้องชาย ถ้าย้ายไปอยู่กับเขา อย่างน้อยบารมีเขาก็คุ้มกะลาหัวครอบครัวเธอได้
"แล้ว... เรื่องนั้น... เรื่องบนเตียง..." เธอถามเสียงอ้อมแอ้ม หน้าแดงแปร๊ด
ธีรดนย์หัวเราะหึๆ ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างหู "เรื่องนั้น... ถ้าเธอไม่สมยอม ฉันก็ไม่ฝืนหรอก... ฉันไม่ชอบขืนใจเด็ก"
เขาเว้นจังหวะ ก่อนจะเป่าลมหายใจร้อนๆ ใส่หูเธอ "แต่ถ้าเธอ 'อยาก' เอง... นั่นก็อีกเรื่องนะ"
"อีตาบ้า! หลงตัวเอง!" ต้นหอมผลักอกเขาเต็มแรง แต่ธีรดนย์กลับหัวเราะชอบใจ
ครืด... ครืด...
เสียงโทรศัพท์ต้นหอมดังขึ้น เป็นน้องชายโทรมาจริงๆ
"ฮัลโหลพี่หอม! พวกมันไปแล้วพี่! จู่ๆ มันก็รับโทรศัพท์ใครไม่รู้ แล้วก็ยกมือไหว้ปลกๆ รีบวิ่งขึ้นรถตู้หนีไปเลย... พี่ทำได้ไงเนี่ย โคตรเจ๋ง!"
เสียงดีใจของน้องชายทำให้ต้นหอมน้ำตาไหลด้วยความโล่งอก เธอมองหน้าผู้ชายตรงหน้าที่นั่งยิ้มกริ่มอย่างภูมิใจในผลงานตัวเอง
ถึงเขาจะร้าย... จะเผด็จการ... จะปากเสีย... แต่เขาก็ช่วยชีวิตน้องเธอไว้จริงๆ
"โอเคไอ้แสบ กลับบ้านดีๆ นะ"
ต้นหอมวางสาย แล้วสูดลมหายใจลึก หันมาสบตาคมกริบคู่นั้นอย่างแน่วแน่
"ตกลงค่ะ... หนูรับข้อเสนอ"
"ดี..." ธีรดนย์ยิ้มกว้างอย่างผู้ชนะ "งั้นก็เริ่มงานตั้งแต่วินาทีนี้เลย... ลุกขึ้น ไปเก็บของที่ห้องเธอซะ เดี๋ยวฉันจะพาไปบ้าน"
"เดี๋ยวนี้เลยเหรอคะ!"
"ใช่... อ้อ แล้วก็เรียกฉันว่า 'คุณธีร์' หรือ 'ป๋า' ก็ได้นะ อย่าเรียกว่าท่าน มันดูแก่"
"เรียก 'ลุง' ได้ไหมคะ?" ต้นหอมกวนประสาทกลับบ้าง
"ถ้ายากปากแตกก็ลองดู" เขาแยกเขี้ยวใส่ "ไปได้แล้ว ยัยเด็กแสบ... ยินดีต้อนรับสู่กรงทองของฉันอย่างเป็นทางการ"
ต้นหอมเดินคอตกเดินตามหลังเขาออกจากห้องไปอย่างจำยอม แต่ในใจกลับเริ่มวางแผนการรบครั้งใหม่
‘คอยดูเถอะตาแก่... คิดจะขังต้นหอมไว้ในกรงเหรอ เดี๋ยวแม่จะป่วนให้กรงแตก บ้านบึ้ม จนต้องร้องขอชีวิตเลยคอยดู!’
ศึกรักและศึกรบ ระหว่างลูกหมูปากแจ๋วกับราชสีห์จอมวางแผน...เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!
