บทที่ 5 ย้ายเข้ากรงทอง
บรรยากาศยามบ่ายแก่ๆ ของซอยเปลี่ยวชานเมืองดูเงียบเหงากว่าปกติในความรู้สึกของ ต้นหอม หญิงสาวลากกระเป๋าเดินทางใบเก่าที่มีรอยถลอกปอกเปิกออกมาจากหอพักสตรีซอมซ่อด้วยความทุลักทุเล เสียงล้อกระเป๋ากระทบพื้นปูนขรุขระดัง ครืดคราด บาดหู ราวกับเสียงร้องประท้วงของโชคชะตา
เธอแหงนหน้ามองตึกเก่าสีซีดที่เคยซุกหัวนอนมาหลายปี ใจหายวาบเมื่อคิดว่าจะต้องจากที่นี่ไปจริงๆ แม้มันจะคับแคบและร้อนอบอ้าว แต่มันก็คือ "พื้นที่ปลอดภัย" ที่เธอมีอิสระเสรี ไม่ต้องคอยระวังว่าใครจะมาจ้องจับผิดหรือลวนลาม
"เฮ้อ... ลาก่อนนะห้องรูหนู ไว้รวยเมื่อไหร่จะกลับมาซื้อตึกนี้ทุบทิ้งทำสวนหย่อม"
เธอบ่นพึมพำกับตัวเองเพื่อปลอบใจ พลางปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวเก่งเริ่มชื้นเหงื่ออีกรอบ ทั้งที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวใหม่แท้ๆ
ปรี๊น...
เสียงแตรทุ้มต่ำดังขึ้นเรียกสติ ต้นหอมหันขวับไปมองที่หน้าปากซอย รถตู้หรูสีดำมันปลาบ ยี่ห้อ Volkswagen รุ่นท็อป ติดฟิล์มดำมืดสนิท เลี้ยวเข้ามาจอดเทียบท่าอย่างนิ่มนวลตรงหน้าเธอพอดิบพอดี ความหรูหราของมันดูขัดแย้งกับสภาพแวดล้อมรอบข้างอย่างสิ้นเชิง จนป้าขายลูกชิ้นปิ้งฝั่งตรงข้ามถึงกับอ้าปากค้าง
ประตูเลื่อนอัตโนมัติเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นภายในห้องโดยสารที่ตกแต่งราวกับห้องนั่งเล่นเคลื่อนที่ เบาะหนังแท้สีเบจดูนุ่มน่านั่ง และที่สำคัญ... บนเบาะตัวใหญ่ที่สุด มีร่างของใครคนหนึ่งนั่งไขว่ห้างรออยู่
คุณธีร์ (หรือท่านรัฐมนตรีธีรดนย์) เปลี่ยนชุดจากเสื้อโปโลเมื่อเช้า เป็นเสื้อเชิ้ตลำลองสีฟ้าอ่อนพับแขน สวมแว่นกันแดดสีชาที่ทำให้เขาดูหนุ่มแน่นและเท่ระเบิดจนน่าหมั่นไส้ เขาลดหนังสือพิมพ์ในมือลงเล็กน้อย แล้วมองลอดแว่นกันแดดมาที่เธอ
"ยืนบื้ออยู่ทำไม ขึ้นมาสิ เดี๋ยวแดดเลียผิวไหม้หมด"
"มาเองเลยเหรอคะ?" ต้นหอมถามเสียงหลง นึกว่าเขาจะส่งแค่คนขับรถมารับ
"ก็กลัวเด็กดื้อแถวนี้จะเบี้ยวสัญญาน่ะสิ" เขาตอบหน้าตาย "เร็วเข้า ชาวบ้านเขามองกันหมดแล้ว อยากเป็นข่าวหน้าหนึ่งหรือไง?"
ต้นหอมเม้มปากแน่น อยากจะเถียงแต่ก็เห็นสายตาป้าขายลูกชิ้นจ้องเขม็งจริงๆ เธอจึงรีบยกกระเป๋าเดินทางส่งให้คนขับรถที่วิ่งลงมาบริการ แล้วรีบก้าวขึ้นไปนั่งบนรถตู้ทันที
ทันทีที่ประตูรถปิดลง เสียงอึกทึกภายนอกก็เงียบกริบ แอร์เย็นฉ่ำปะทะผิว พร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเครื่องหนังและน้ำหอมราคาแพงที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวเขา ต้นหอมเลือกที่จะนั่งลงบนเบาะเดี่ยวฝั่งตรงข้ามเขา รักษาระยะห่างให้มากที่สุด
"ทำไมไปนั่งตรงนั้น?" ธีรดนย์ถามเสียงเรียบ ถอดแว่นกันแดดออก
"ก็นั่งตรงนี้มันสบายกว่านี่คะ ไม่เบียด"
"มานั่งนี่..." เขาตบเบาะว่างข้างตัว "ฉันจ้างเธอมาเป็นผู้ช่วยส่วนตัว ไม่ใช่ให้มานั่งจ้องหน้าฉันเป็นศัตรู มานั่งข้างๆ ฉันมีเรื่องจะบรีฟงาน"
"บรีฟตรงนี้ก็ได้นี่คะ หูหนูไม่ได้ตึง" ต้นหอมดื้อแพ่ง
"ต้นหอม..." เขาเรียกชื่อเธอเสียงต่ำ กดดันทางสายตา "นับหนึ่ง... สอง..."
"โอ๊ย! ไปก็ได้ค่ะ! เผด็จการชะมัด"
ต้นหอมบ่นอุบ ย้ายก้นกระแทกตัวลงนั่งข้างๆ เขาอย่างเสียไม่ได้ พยายามขยับตัวไปชิดริมหน้าต่างให้มากที่สุด แต่ดูเหมือนพื้นที่ในรถตู้ที่กว้างขวางจะแคบลงถนัดตาเมื่อมีผู้ชายตัวโตนั่งอยู่ด้วย
รถตู้เคลื่อนตัวออกไปอย่างนิ่มนวล ธีรดนย์หยิบแท็บเล็ตขึ้นมาดูงานต่อ ส่วนต้นหอมก็นั่งเกร็ง กอดอกมองออกไปนอกหน้าต่าง พยายามทำตัวลีบที่สุด
แต่แล้ว... เธอก็รู้สึกถึงไออุ่นที่แผ่ขยายเข้ามาใกล้
ต้นหอมเหลือบตามอง ก็เห็นว่าธีรดนย์ขยับตัวเข้ามาหาเธอจนท่อนแขนแกร่งแทบจะชนกับไหล่เธอ ทั้งที่เบาะเขาก็กว้างเป็นวา
"คุณธีร์คะ..." เธอเรียกเสียงแข็ง "ที่มันก็ตั้งกว้าง คุณจะมาเบียดหนูทำไมเนี่ย"
"ฉันไม่ได้เบียด รถมันเลี้ยว ตัวมันก็เลยไหลมาเอง" เขาแถหน้าตาย ตามองจอแท็บเล็ตไม่กะพริบ
"รถมันขับทางตรงค่ะ!"
"งั้นเหรอ... สงสัยช่วงล่างรถจะมีปัญหา เดี๋ยวต้องให้คนเช็กหน่อย" เขาตอบหน้าตาเฉย แถมยังถือวิสาสะพาดแขนยาวๆ มาวางบนพนักพิงหลังของเธอ ทำเหมือนโอบกลายๆ "นั่งนิ่งๆ เถอะน่า ตัวเธอก็เล็กนิดเดียว จะหวงที่ไปทำไม"
"ก็คุณตัวใหญ่! แถมยัง..." ตัวหอม เธอเกือบหลุดปากชมเขาไปแล้ว จึงรีบงับคำพูดไว้ "แถมยังเกะกะด้วย!"
ธีรดนย์หัวเราะหึๆ ในลำคอ อย่างชอบใจที่ได้แกล้งแหย่ให้แมวน้อยขู่ฟ่อ เขาแกล้งขยับขาไปเบียดขาเธออีกนิด จนต้นหอมต้องถลึงตาใส่ แล้วควักโทรศัพท์มือถือออกมาเล่นแก้เซ็ง ตัดบทสนทนา
ระหว่างที่รถติดไฟแดง ต้นหอมแอบชำเลืองมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา ยอมรับตรงๆ ว่าถึงจะแก่คราวพ่อ (ก็ไม่เชิงพ่อหรอก แค่รุ่นลุง) แต่เขาก็ดูแลตัวเองดีมาก ผิวพรรณดีไม่มีริ้วรอยเหี่ยวย่น จมูกโด่งเป็นสัน ยิ่งเวลาทำหน้าขรึมๆ ก็ดูมีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ทรงภูมิ
‘เป็นถึงรัฐมนตรี... คงจะรวยล้นฟ้า แล้วประวัติเป็นยังไงบ้างนะ?’
ความอยากรู้อยากเห็นทำงานทันที ต้นหอมแอบเปิด Google พิมพ์ชื่อ 'ธีรดนย์ ธีระโยธิน' ลงในช่องค้นหาอย่างรวดเร็ว
ผลลัพธ์เด้งขึ้นมาเป็นพรืด รูปภาพของเขาในชุดสูทเต็มยศตอนออกงานสังคม ข่าวการเมือง ข่าวธุรกิจ และ... ข่าวซุบซิบ
เธอเลื่อนนิ้วอ่านอย่างตั้งใจ ทายาทตระกูลธีระโยธิน... รัฐมนตรีหนุ่มไฟแรง (เมื่อ 10 ปีก่อน) เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์...และสายตาก็ไปสะดุดกับหัวข้อข่าวหนึ่ง 'เปิดภาพภรรยาไฮโซ สวยสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก'
"อุ๊ย..." ต้นหอมเผลออุทานเบาๆ เมื่อเห็นรูปคู่ของเขากับผู้หญิงคนหนึ่งที่สวยสง่า ดูแพงระยับ
"อ่านอะไรอยู่? หน้าเครียดเชียว"
เสียงกระซิบข้างหูทำเอาต้นหอมสะดุ้งโหยง เธอรีบคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงกับตัก "ปะ...เปล่าค่ะ! เช็กเฟซบุ๊กเฉยๆ"
"โกหกไม่เนียนเลยนะ" ธีรดนย์ยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาเห็นเต็มสองตาว่าเธอกำลังเสิร์ชชื่อเขา "อยากรู้อะไรก็ถามเจ้าตัวนี่ ไม่ต้องไปถามอากู๋ให้เสียเวลา ข้อมูลในเน็ตมันมั่วซั่ว เชื่อถือไม่ได้หรอก"
เขาถือวิสาสะหยิบโทรศัพท์จากมือเธอไปดูหน้าจอ แล้วเลิกคิ้วสูง "โฮ่... อ่านประวัติชีวิตรักฉันซะด้วย สนใจเรื่องส่วนตัวเจ้านายขนาดนี้เลยเหรอ?"
"ก็... ก็ต้องรู้ไว้ประดับความรู้ไงคะ" ต้นหอมแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แย่งโทรศัพท์คืนมา "หนูจะได้รู้ว่าต้องวางตัวยังไง... ว่าแต่..."
เธอเว้นจังหวะ ชั่งใจว่าจะถามดีไหม แต่ความสงสัยมันจุกอก
"ว่าแต่... ภรรยาคุณล่ะคะ? ในข่าวบอกว่าคุณแต่งงานกับลูกสาวเจ้าสัว... ถ้าหนูไปอยู่บ้านคุณ หนูต้องไปเจอเธอไหม? เดี๋ยวหนูโดนตบข้อหาเป็นเมียน้อยนะคุณ หนูไม่เอาด้วยนะ"
ธีรดนย์มองหน้าเธอนิ่งไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มขี้เล่นจางหายไปเล็กน้อย กลายเป็นความจริงจัง
"ไม่ต้องห่วง... เธอจะไม่โดนใครตบทั้งนั้น"
เขาเอนหลังพิงเบาะ ถอนหายใจเบาๆ "ฉันกับคุณแพร.. เราทำเรื่องหย่ากันไปนานเกือบสิบปีแล้วมั้งแต่ยังมีปัญหานิดหน่อยอยู่"
"อ้าว... แต่ในข่าวเมื่อเดือนก่อน ยังเห็นออกงานคู่กันอยู่เลยนี่คะ?"
"มันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางธุรกิจและหน้าตาทางสังคม" ธีรดนย์อธิบายเสียงเรียบ เหมือนพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ "ตระกูลเราสองคนผูกพันกันด้วยหุ้นมหาศาล การประกาศหย่าร้างอย่างเป็นทางการจะทำให้หุ้นตกและเกิดความไม่เชื่อมั่น... เราเลยตกลงกันว่าจะยังคงสถานะ 'สามีภรรยา' ในนาม อยู่ร่วมรั้วบ้านเดียวกัน แต่ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างมีชีวิตส่วนตัว ไม่ก้าวก่ายกัน"
ต้นหอมฟังแล้วก็อดทึ่งไม่ได้ ชีวิตคนรวยนี่มันซับซ้อนซ่อนเงื่อนดีแท้ ยอมทนอยู่ด้วยกันเพื่อเงินและหน้าตา ทั้งที่ไม่มีความรักเหลืออยู่แล้ว
"แสดงว่า... เธอก็อยู่ที่บ้านหลังนั้นด้วยเหรอคะ?" ต้นหอมถามเสียงอ่อย เริ่มใจคอไม่ดี
"ใช่ เธออยู่ที่ 'ตึกใหญ่' ด้านหน้า" ธีรดนย์ชี้แจง "ส่วนฉัน... ฉันแยกออกมาอยู่ที่ 'เรือนริมน้ำ' ด้านหลัง พื้นที่มันกว้างเป็นสิบไร่ มีรั้วกั้นเป็นสัดส่วน เธอไม่ต้องกลัวว่าจะเดินไปจ๊ะเอ๋กันหรอก ถ้าเธอไม่ซนเดินดุ่มๆ เข้าไปในเขตของเขา"
"อ๋อ... ค่อยยังชั่วหน่อย" ต้นหอมถอนหายใจโล่งอก
ธีรดนย์หันมามองหน้าเธอ แล้วจุดยิ้มมุมปาก แววตากลับมาวิบวับเจ้าเล่ห์อีกครั้ง
"ทำไม? ถามละเอียดจัง... หึงเหรอ?"
"ห๊ะ!" ต้นหอมตาโต "จะบ้าเหรอคุณ! ใครจะไปหึง! หนูแค่ห่วงสวัสดิภาพของตัวเองต่างหาก กลัวโดนน้ำกรดสาด!"
"เหรอ..." เขาลากเสียงยาว ยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนจมูกแทบชนแก้มเธอ "นึกว่าหึง... แต่ถ้าหึงจริงๆ ฉันก็ไม่ว่านะ รู้สึกดีซะอีกที่มีเด็กมาหวง"
"แหวะ! หลงตัวเอง!" ต้นหอมเบ้ปากใส่ แอบกลอกตาขึ้นบนแบบที่เขาชอบทำ "ฝันไปเถอะค่ะ ชาตินี้หนูไม่มีวันหึงตาลุงอย่างคุณหรอก!"
"ปากแข็ง..." เขาใช้นิ้วจิ้มแก้มเธอเบาๆ หนึ่งทีด้วยความหมั่นเขี้ยว "ระวังเถอะ เกลียดอะไรมักได้อย่างนั้น โบราณเขาว่าไว้"
"โอ๊ย! อย่ามาจิ้มนะ!" ต้นหอมปัดมือเขาออก หน้าแดงก่ำไม่รู้ว่าเพราะโกรธหรือเพราะเขิน แต่ที่แน่ๆ หัวใจเธอมันเต้นผิดจังหวะไปนิดนึง
รถตู้แล่นผ่านประตูรั้วอัลลอยด์ขนาดมหึมาที่เปิดออกต้อนรับเข้าสู่อาณาจักร 'บ้านธีระโยธิน' ต้นหอมมองผ่านกระจกด้วยความตื่นตะลึง สวนสวยที่ตกแต่งสไตล์อังกฤษ สนามหญ้าเขียวขจีที่กว้างสุดลูกหูลูกตา และคฤหาสน์ทรงยุโรปหลังใหญ่โตที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า ดูราวกับวังในละครหลังข่าว
"โห... นี่บ้านหรือวังเนี่ย" เธอพึมพำ
"นั่นตึกใหญ่ ของคุณแพรเขา" ธีรดนย์บอก "ส่วนของเรา... ทางนี้"
รถตู้วิ่งอ้อมผ่านสวนข้างตึกใหญ่ ลัดเลาะไปตามถนนปูอิฐตัวหนอนที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ จนกระทั่งมาหยุดที่หน้าบ้านอีกหลังหนึ่งที่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ถึงจะเรียกว่า 'เรือนริมน้ำ' แต่ขนาดของมันก็ไม่ได้เล็กเลย เป็นบ้านสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ 3 ชั้น กระจกใสรอบด้านดูทันสมัยและเป็นส่วนตัว บรรยากาศดูผ่อนคลายและน่าอยู่กว่าตึกใหญ่ด้านหน้ามาก
ทันทีที่รถจอดสนิท หญิงวัยกลางคนในชุดยูนิฟอร์มแม่บ้านสีเทาเรียบกริบ พร้อมด้วยสาวใช้เด็กๆ อีกสองคน ก็เดินออกมายืนเข้าแถวรอรับอย่างเป็นระเบียบ
"ถึงแล้ว..." ธีรดนย์ยิ้ม พยักหน้าให้เธอลงจากรถ
ต้นหอมก้าวลงจากรถอย่างกล้าๆ กลัวๆ สายตาปะทะเข้ากับสายตาของหญิงวัยกลางคนที่เป็นหัวหน้าแม่บ้าน เธอรวบผมตึงเปรี๊ยะ ใบหน้าเรียบตึงไร้รอยยิ้ม ดวงตาคมกริบกวาดมองต้นหอมตั้งแต่หัวจรดเท้า... สายตาแบบเดียวกับที่มองแมลงสาบตัวหนึ่ง
"นมแวว..." ธีรดนย์เอ่ยเรียกแม่บ้าน "นี่ ต้นหอม ผู้ช่วยส่วนตัวคนใหม่ของผม จะมาพักอยู่ที่นี่ตั้งแต่วันนี้ จัดห้องปีกซ้ายชั้นสองให้เธอด้วยนะ"
"ค่ะ คุณธีร์" นมแววรับคำเสียงเรียบ ก่อนจะหันมามองต้นหอมแล้วยกมือไหว้นิดๆ ตามมารยาท "สวัสดีค่ะคุณ... ผู้ช่วย"
น้ำเสียงเน้นคำว่า 'ผู้ช่วย' ชัดถ้อยชัดคำ เหมือนจะบอกเป็นนัยว่า 'ฉันรู้นะว่าหล่อนมาทำอะไร'
"สวัสดีค่ะป้าแวว... เอ้ย คุณน้าแวว หนูชื่อต้นหอมค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ" ต้นหอมยกมือไหว้กลับอย่างนอบน้อม ยิ้มสู้เสือ
"เรียกดิฉันว่า ป้าแวว ก็ได้ค่ะ" ป้าแววตอบเสียงเย็นชา สายตายังคงจับจ้องที่เสื้อผ้าตลาดนัดของต้นหอมด้วยความรังเกียจลึกๆ "เชิญทางนี้ค่ะ ดิฉันจะพาไปดูห้อง... ส่วนกระเป๋า เดี๋ยวให้เด็กยกตามไปทีหลัง"
"ขอบคุณค่ะ" ต้นหอมยิ้มแห้งๆ รู้สึกถึงรังสีอำมหิตบางอย่าง
ธีรดนย์เดินเข้ามาตบไหล่ต้นหอมเบาๆ กระซิบข้างหู "ป้าแววแกเป็นคนเก่าคนแก่ เลี้ยงฉันมาตั้งแต่เด็ก แกอาจจะดูดุไปหน่อย แต่ไม่มีพิษมีภัยหรอก... แค่อย่าไปกวนใจแกมากก็พอ"
"ค่ะ... หนูจะพยายามไม่โดนแกเชือดทิ้งซะก่อนนะคะ"
"ดี..." ธีรดนย์หัวเราะเบาๆ "งั้นเธอไปเก็บของ อาบน้ำอาบท่าซะ อีกหนึ่งชั่วโมงลงมาหาฉันที่ห้องทำงาน ฉันจะเริ่มสอนงาน... อย่าช้าล่ะ ฉันไม่ชอบรอ"
พูดจบเขาก็เดินล้วงกระเป๋าผิวปากอย่างอารมณ์ดีเข้าบ้านไป ทิ้งให้ต้นหอมยืนเผชิญหน้ากับป้าแววและรังสีความเย็นยะเยือก
"เชิญค่ะ" ป้าแววผายมือ "หวังว่าคุณจะอยู่นานกว่าคนก่อนๆ นะคะ"
ต้นหอมกลืนน้ำลายเอือก
เอาแล้วไงไอ้หอม... หนีเสือปะจระเข้ หนีจระเข้มาเจองูเจ้าที่!
เธอสูดลมหายใจลึก กระชับสายกระเป๋าสะพายแน่น แล้วเดินตามหลังแม่บ้านจอมเนี้ยบเข้าไปในถ้ำศัตรู
‘คอยดูเถอะ... จะแม่บ้านหน้ายักษ์ หรือเจ้านายจอมหื่น ต้นหอมคนนี้จะปราบให้อยู่หมัดเลยคอยดู!’
