บทที่ 10 บทที่ 10
ป้ามาลีตกใจรีบเดินตามมา
“มิน เป็นอะไรลูก กินอะไรผิดหรือเปล่า”
มินตราฝืนยิ้ม “คงพักผ่อนน้อยค่ะ”
“สีหน้าไม่ดีเลย ไปหาหมอเถอะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวก็หาย”
เธอพยายามฝืนทำงานต่อ แต่ตลอดทั้งวันกลับรู้สึกอ่อนเพลียผิดปกติ เวียนศีรษะ และแทบกินอาหารไม่ได้
อาการเช่นนี้เกิดซ้ำอีกหลายวัน จนเพื่อนบ้านที่สนิทกันทนไม่ไหว พาเธอไปตรวจที่คลินิกใกล้ตลาด
คุณหมอหญิงวัยกลางคนสอบถามอาการอย่างละเอียด ก่อนยื่นใบส่งตรวจเพิ่มเติมให้
“ลองตรวจครรภ์ดูนะคะ”
คำพูดนั้นทำให้มินตราชะงัก
“ไม่น่าจะใช่หรอกค่ะ”
หมอยิ้มอ่อน “ตรวจไว้เพื่อความแน่ใจ”
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง ผลตรวจถูกส่งกลับมา หมอเปิดแฟ้มแล้วเงยหน้ามองเธอด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ยินดีด้วยนะคะ คุณกำลังตั้งครรภ์”
โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน
มินตรานั่งนิ่ง ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงหมออธิบายเรื่องการดูแลสุขภาพ หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก
ลูก
เธอกำลังมีลูกของคีริน
เมื่อเดินออกจากคลินิก มือของเธอสั่นจนต้องใช้สองมือประคองผลตรวจไว้ น้ำตาค่อย ๆ ไหลลงมาอย่างเงียบงัน ทั้งดีใจ ทั้งตกใจ และหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
เธอเดินกลับบ้านช้า ๆ ระหว่างทางมีเด็กเล็กวิ่งเล่นอยู่กับพ่อแม่ เสียงหัวเราะสดใสทำให้มินตราเผลอยกมือแตะหน้าท้องของตัวเองโดยไม่รู้ตัว
“ลูกของเรา”
เพียงคิดถึงคำนี้ ริมฝีปากของเธอก็ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา
คืนนั้น เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดหน้าต่างสนทนาของคีรินที่ยังค้างอยู่ ข้อความสุดท้ายคือประโยคที่เขาเคยส่งมาก่อนจากกัน
“ดูแลตัวเองด้วยนะ ผมรักคุณ”
นิ้วของมินตราแตะแป้นพิมพ์ช้า ๆ
“คีริน ฉันท้อง ลูกเป็นลูกของคุณ”
แต่สุดท้ายเธอกลับลบข้อความนั้นทิ้ง
เธอพยายามบอกตัวเองว่าควรแจ้งเขา เพราะเขามีสิทธิ์รับรู้เรื่องลูก แต่ในอีกใจหนึ่งก็กลัวว่าทุกอย่างจะย้อนกลับไปทำร้ายคีรินอีกครั้ง
หลังคิดอยู่ทั้งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นเธอตัดสินใจเดินทางไปที่สำนักงานของบริษัทวัฒนากร หวังจะขอพบคุณหญิงวราภรณ์เพื่อพูดคุยอีกครั้ง
เลขาคนเดิมพาเธอขึ้นไปยังห้องรับรองโดยไม่มีรอยยิ้ม
ไม่นานคุณหญิงวราภรณ์ก็เดินเข้ามา
“มีอะไร”
มินตราสูดลมหายใจลึก
“ฉันมีเรื่องสำคัญจะบอกค่ะ”
“ว่ามา”
เธอเม้มริมฝีปากก่อนพูดเสียงสั่น
“ฉันกำลังตั้งครรภ์”
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
คุณหญิงวราภรณ์ไม่ได้แสดงความตกใจอย่างที่มินตราคาดหวัง เธอเพียงมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาเย็นชา
“แล้ว”
มินตรากำมือแน่น
“เด็กคนนี้เป็นลูกของคีริน”
คุณหญิงวราภรณ์หัวเราะเบา ๆ
“เธอคิดว่าฉันจะเชื่อหรือ”
“มันเป็นความจริงค่ะ”
“มีหลักฐานไหม”
มินตราอ้าปากจะตอบ แต่กลับพูดไม่ออก
คุณหญิงวราภรณ์ลุกขึ้นยืน เดินมาหยุดตรงหน้าเธอ
“ฟังฉันให้ดีนะมินตรา คีรินกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศ เขามีอนาคตที่รออยู่ ถ้าเธอกล้าติดต่อเขา หรือใช้เรื่องเด็กคนนี้มาผูกมัดลูกชายฉัน ข้อตกลงทุกอย่างจะสิ้นสุดทันที”
มินตราเงยหน้ามองอย่างตกใจ
“แต่เขาควรรู้”
“ไม่ เขาไม่จำเป็นต้องรู้”
“เขาเป็นพ่อของเด็ก”
“เธอเป็นคนเลือกเลิกกับเขาเอง”
คำพูดนั้นเหมือนมีดกรีดลงบนบาดแผลเดิม
“ฉันทำเพราะ”
“ไม่จำเป็นต้องอธิบาย”
คุณหญิงวราภรณ์พูดต่อด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“เธอรับเงินของฉันไปแล้ว แปลว่าเธอตกลงจะออกจากชีวิตลูกชายฉัน ถ้ายังเหลือความละอายอยู่บ้าง ก็จงรักษาคำพูด”
มินตราน้ำตาคลอ
“อย่างน้อยให้ฉันส่งข่าวเรื่องลูกก็ยังดี”
“ไม่ได้”
“คุณหญิง”
“ถ้าเธอทำลายอนาคตของคีริน ฉันจะถือว่าเธอผิดสัญญา และฉันรับรองว่าเธอกับแม่จะไม่มีวันใช้ชีวิตอย่างสงบ”
คำขู่นั้นทำให้มินตราตัวเย็นเฉียบ
เธอนึกถึงป้ามาลีที่เพิ่งรอดชีวิต นึกถึงค่ารักษาพยาบาลที่ยังต้องจ่าย และนึกถึงคีรินที่กำลังเรียนอยู่ต่างประเทศโดยไม่รู้เรื่องอะไรเลย
สุดท้ายเธอก็ค่อย ๆ ก้มศีรษะลง
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ”
เมื่อเดินออกจากตึกบริษัท น้ำตาของเธอก็ไหลออกมาไม่หยุด
เธอเดินไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัวว่ามาถึงสวนสาธารณะที่เคยนัดพบคีรินในวันบอกเลิก
ม้านั่งตัวเดิมยังตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ทุกอย่างเหมือนเดิม ยกเว้นคนสองคนที่ไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมอีก
มินตรานั่งลงช้า ๆ ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง
เธอเปิดรูปคีรินที่เคยแอบถ่ายไว้ รูปนั้นเขากำลังหัวเราะขณะช่วยล้างจานที่ร้านอาหาร ดวงตาเต็มไปด้วยความอบอุ่น
นิ้วของเธอลูบผ่านหน้าจอเบา ๆ
“ขอโทษนะ”
เธอกดปิดโทรศัพท์แล้วเก็บมันลงกระเป๋า
คืนนั้นเมื่อกลับถึงบ้าน ป้ามาลีสังเกตเห็นว่าลูกสาวเงียบผิดปกติ
“มิน มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
มินตราส่ายหน้าแล้วฝืนยิ้ม
“ไม่มีค่ะ แค่เหนื่อยนิดหน่อย”
เธอยังไม่กล้าบอกแม่เรื่องการตั้งครรภ์ เพราะรู้ดีว่าป้ามาลีจะต้องเป็นห่วงจนสุขภาพทรุด
หลังส่งแม่เข้านอน มินตราเดินออกมายืนหน้าบ้าน ลมเย็นพัดผ่านใบหน้า เธอค่อย ๆ วางมือลงบนหน้าท้องที่ยังแบนราบ แทบไม่มีสัญญาณว่ามีอีกหนึ่งชีวิตกำลังเติบโตอยู่ภายใน
ดวงจันทร์ส่องแสงนวลเหนือหลังคาบ้านเก่า ๆ รอบตลาด ขณะที่หญิงสาวยิ้มทั้งน้ำตา
“ลูกจ๋า แม่ไม่รู้ว่าชีวิตข้างหน้าจะยากแค่ไหน”
เธอสูดลมหายใจลึก น้ำเสียงอ่อนโยนราวกับกำลังพูดกับเด็กน้อยที่ได้ยินทุกคำ
“แม่อาจให้ชีวิตที่ดีที่สุดไม่ได้ อาจไม่มีบ้านหลังใหญ่ ไม่มีรถหรู หรือของเล่นราคาแพง แต่แม่จะรักลูกสุดหัวใจ”
น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาอาบแก้ม
“ต่อให้ต้องลำบากแค่ไหน แม่ก็จะเลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างดี และจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายลูกเด็ดขาด”
