บทที่ 12 บทที่ 12
มือของมินตราที่ถือหนังสือพิมพ์เริ่มสั่น เธออ่านข่าวซ้ำหลายรอบราวกับไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เขากำลังจะกลับมา
หัวใจที่เคยสงบนิ่งมาตลอดหลายปีเต้นแรงอีกครั้ง ความทรงจำทั้งหมดที่เธอพยายามเก็บซ่อนไว้ย้อนกลับมาในพริบตา ทั้งคำสัญญาใต้แสงไฟริมตลาด คำบอกรัก และวันที่เธอฝืนพูดว่าไม่เคยรักเขา มินตราค่อย ๆ พับหนังสือพิมพ์เก็บเข้ากระเป๋าแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้า
“คุณกลับมาแล้วสินะ”
ในเวลาเดียวกัน เธอนึกถึงน้องเมย์ เด็กหญิงวัยสี่ขวบที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ในโรงเรียนอนุบาลโดยไม่รู้เลยว่าพ่อแท้ ๆ ของตนกำลังจะกลับมายังแผ่นดินเดียวกัน ลมอ่อนพัดผ่านใบหน้าของมินตรา แต่กลับไม่อาจพัดความหวาดหวั่นในใจให้หายไปได้
เธอรู้ดีว่าการกลับมาของคีรินอาจเปลี่ยนทุกอย่างอีกครั้ง และความลับที่เธอเก็บรักษามาตลอดสี่ปีอาจไม่มีวันซ่อนอยู่ได้ตลอดไป
หญิงสาวก้มมองภาพข่าวในหนังสือพิมพ์อีกครั้ง ภาพของชายผู้เคยเป็นทั้งรักแรกและความเจ็บปวดที่สุดในชีวิตทำให้หัวใจของเธอสั่นไหวไม่หยุด ขณะที่ปลายนิ้วอีกข้างกำกระเป๋าใบเล็กแน่นราวกับกำลังเตรียมรับมือกับพายุลูกใหม่ที่กำลังจะพัดเข้ามาในชีวิตของเธอและลูกสาวในไม่ช้า
สี่ปีสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนคนหนึ่งได้อย่างสิ้นเชิง
เช้าวันนี้ อาคารสำนักงานใหญ่ของวัฒนากรกรุ๊ปคึกคักกว่าทุกวัน พนักงานแต่งกายเรียบร้อย เดินกันอย่างเร่งรีบ เสียงสนทนาแผ่วเบาดังไปทั่วโถงต้อนรับ ทุกคนกำลังเตรียมพร้อมต้อนรับผู้บริหารคนใหม่ที่กำลังเดินทางมาถึง
รถยนต์สีดำหรูเคลื่อนตัวเข้ามาจอดหน้าตึกอย่างนุ่มนวล บอดี้การ์ดสองคนรีบลงมาเปิดประตูให้ ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสั่งตัดสีเทาเข้มก้าวลงจากรถด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ดวงตาคมที่เคยเต็มไปด้วยความอบอุ่นกลับเย็นชาราวกับไม่เหลือความรู้สึกใด ๆ
คีริน วัฒนากร กลับมาแล้ว
ตลอดสี่ปีที่ใช้ชีวิตในต่างประเทศ เขาทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนและการทำงานอย่างหนักจนได้รับการยอมรับจากนักธุรกิจระดับนานาชาติ ความผิดหวังในความรักครั้งแรกกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาปิดกั้นหัวใจและมุ่งมั่นสร้างตัวเองให้แข็งแกร่ง
ชายหนุ่มเดินผ่านแถวผู้บริหารที่มายืนต้อนรับโดยไม่เสียเวลาเอ่ยคำทักทายเกินความจำเป็น เขาเพียงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนตรงเข้าสู่ห้องประชุมใหญ่
“ยินดีต้อนรับกลับครับท่านประธาน”
เสียงปรบมือดังขึ้นเมื่อเขาเดินมาถึงหัวโต๊ะ
คีรินมองทุกคนอย่างสุขุม ก่อนกล่าวสั้น ๆ
“ผมหวังว่าจะได้เห็นผลงานมากกว่าคำพูด”
ประโยคเดียวทำให้บรรยากาศทั้งห้องเงียบกริบ ผู้บริหารหลายคนมองหน้ากันอย่างเกร็ง เพราะข่าวลือเรื่องความเด็ดขาดของคีรินไม่ใช่เรื่องเกินจริง
หลังการประชุมสิ้นสุด คุณหญิงวราภรณ์เดินเข้ามาหาลูกชายด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ
“ลูกเปลี่ยนไปมาก”
คีรินตอบเรียบ ๆ
“คนเราต้องโตขึ้นครับ”
“แม่ดีใจที่ลูกไม่ปล่อยให้อดีตมาฉุดรั้ง”
เขาไม่ได้ตอบ เพียงมองออกไปนอกกระจกห้องประชุมที่เห็นวิวเมืองกว้างไกล ความทรงจำเกี่ยวกับมินตรายังคงอยู่ แต่ถูกเก็บไว้ในมุมลึกของหัวใจที่เขาพยายามปิดตาย
ไม่นาน ประตูห้องก็เปิดออกอีกครั้ง
หญิงสาวในชุดสูทสีครีมเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสาร เธอมีใบหน้าสวยคม ผิวขาว รูปร่างสง่างาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“สวัสดีค่ะคุณคีริน”
เธอยิ้มอย่างเป็นทางการก่อนยื่นมือออกมา
“ฉันวิมาดาค่ะ”
คีรินจับมือเพียงครู่เดียวแล้วปล่อย
วิมาดาเป็นบุตรสาวเจ้าของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ การร่วมมือระหว่างสองตระกูลถูกวางแผนมานานหลายปี และผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างคาดหวังให้ความสัมพันธ์ทางธุรกิจพัฒนาไปสู่การหมั้นหมาย
คุณหญิงวราภรณ์มองทั้งคู่ด้วยสายตาพึงพอใจ
“แม่คิดว่า ลูกสองคนคงร่วมงานกันได้ดี”
วิมาดาหัวเราะเบา ๆ
“ดิฉันหวังว่าจะได้เรียนรู้จากคุณคีรินค่ะ”
ชายหนุ่มเพียงพยักหน้าโดยไม่แสดงความสนใจเป็นพิเศษ
สำหรับเขา ความรักเป็นเรื่องที่ตายไปพร้อมกับวันที่มินตราบอกว่าไม่เคยรักเขาอีกแล้ว
ตอนนี้สิ่งสำคัญมีเพียงงานและความสำเร็จ
หลายวันต่อมา คีรินเริ่มเข้ามาบริหารงานเต็มตัว เขาเปลี่ยนระบบหลายอย่าง ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ตรวจสอบบัญชีทุกแผนก และลงพื้นที่ด้วยตัวเองจนพนักงานต่างหวาดเกรง
มีคนเล่าว่าเขาเคยไล่ผู้จัดการระดับสูงออกกลางที่ประชุมเพราะพบการทุจริตเพียงเล็กน้อย
บางคนบอกว่าเขาไม่เคยยิ้ม
บางคนบอกว่าเขาไม่ไว้ใจใคร
และทุกคนต่างเรียกเขาเหมือนกันว่า
“ท่านประธานน้ำแข็ง”
ในอีกด้านหนึ่งของเมือง ชีวิตของมินตรายังคงเต็มไปด้วยการต่อสู้
ร้านอาหารของครอบครัวเริ่มประสบปัญหาหนักขึ้น ค่าเช่าพื้นที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ลูกค้ากลับลดลงเพราะมีร้านใหม่มาเปิดแข่งขัน ป้ามาลียังทำงานหนักไม่ได้ น้องเมย์ก็เริ่มโตและต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา
คืนหนึ่งหลังร้านปิด มินตรานั่งตรวจสมุดบัญชีแล้วถอนหายใจ
รายรับแทบไม่พอรายจ่าย
ป้ามาลีเดินมานั่งข้าง ๆ
“ถ้าฝืนแบบนี้ต่อไป แม่กลัวลูกจะล้มป่วย”
มินตราฝืนยิ้ม
“หนูยังไหวค่ะ”
“แต่แม่ไม่ไหวที่จะเห็นลูกเหนื่อยคนเดียว”
เธอจับมือแม่เบา ๆ
“เดี๋ยวหนูหางานเพิ่มก็ได้”
วันรุ่งขึ้น มินตราเริ่มออกเดินหางานตามประกาศรับสมัครในตัวเมือง แต่หลายแห่งต้องการวุฒิหรือประสบการณ์ที่เธอไม่มี บางแห่งเวลางานไม่เหมาะกับการเลี้ยงลูก จนกระทั่งเธอเห็นป้ายรับสมัครพนักงานทำความสะอาดและแม่บ้านประจำสำนักงานใหญ่ของบริษัทแห่งหนึ่ง
เงินเดือนสูงกว่างานทั่วไป มีสวัสดิการ และเวลาเลิกงานแน่นอน เธอจดชื่อบริษัทไว้ วัฒนากรกรุ๊ป มินตรามองตัวอักษรบนป้ายอยู่นาน หัวใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก
“จะเป็นบริษัทเดียวกันหรือเปล่า”
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อคิดถึงค่าเทอมของน้องเมย์และค่ารักษาของป้ามาลี ความจำเป็นก็มีน้ำหนักมากกว่าความกลัว
“บริษัทใหญ่ขนาดนั้น คงไม่ได้เจอเขาหรอก”
เธอปลอบใจตัวเอง
