บทที่ 5 บทที่ 5

คีรินนิ่งไป เพราะคำพูดนั้นกระทบความจริงบางส่วน เขาไม่อยากให้มินตราต้องเจอสายตาเย็นชาของแม่ ไม่อยากให้เธอรู้สึกต่ำต้อยกว่าที่เธอเคยกลัว เขาอยากรอให้ทุกอย่างพร้อมกว่านี้ แต่คุณหญิงวราภรณ์อ่านความลังเลของลูกชายออกทันที

“เห็นไหมคีริน แม้แต่ลูกเองก็ยังรู้ว่าเธอไม่เหมาะกับบ้านนี้”

“ไม่ใช่ครับ ผมแค่ไม่อยากให้เธอเจ็บ”

“ถ้าเธอเจ็บง่ายขนาดนั้น ก็ยิ่งไม่ควรยืนข้างลูก”

คีรินสูดลมหายใจลึก “ผมจะไม่เลิกกับมินครับ ไม่ว่าแม่จะเห็นด้วยหรือไม่”

เขาพูดจบก็ลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารโดยไม่แตะอาหารแม้แต่น้อย คุณหญิงวราภรณ์มองแผ่นหลังลูกชายเดินออกไป ดวงตาที่เคยสงบเริ่มแข็งกร้าวขึ้นเรื่อย ๆ เธอไม่ได้เสียใจที่ลูกชายปกป้องผู้หญิงคนนั้น เธอโกรธที่เขากล้าท้าทายอำนาจของเธอเพราะผู้หญิงที่ไม่คู่ควร

หลังคีรินออกจากห้องไปแล้ว เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรออกหาเลขาคนสนิทด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “จัดการตามที่ฉันสั่ง ติดต่อเด็กผู้หญิงคนนั้นให้เร็วที่สุด”

ปลายสายตอบรับอย่างสุภาพ คุณหญิงวราภรณ์เหลือบมองแฟ้มประวัติของมินตราที่วางอยู่บนโต๊ะอีกครั้ง ใบหน้าหวานใสของเด็กสาวในรูปดูบริสุทธิ์และอ่อนโยนจนเธอนึกหมั่นไส้ ความอ่อนโยนแบบนั้นอาจทำให้คีรินหลงใหล แต่สำหรับเธอ มันไม่มีค่าอะไรเลยเมื่อเทียบกับอนาคตของลูกชาย

วันถัดมา มินตรากำลังช่วยป้ามาลีเตรียมของในร้านตั้งแต่เช้า เธอหั่นผัก ล้างหม้อ และจัดโต๊ะด้วยความคล่องแคล่วตามความเคยชิน แม้จะเหนื่อยแต่ใบหน้ายังมีรอยยิ้มบาง ๆ เพราะเมื่อคืนคีรินโทรมาหาและบอกฝันดีเหมือนทุกคืน ความรักของเขาทำให้ชีวิตหนัก ๆ ของเธอมีแรงเดินต่อ แต่ในขณะที่เธอกำลังยกถาดแก้วน้ำออกไปหน้าร้าน โทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าก็ดังขึ้น

มินตราวางถาดลงแล้วกดรับสาย “สวัสดีค่ะ”

เสียงผู้หญิงสุภาพแต่เย็นชาดังมาตามสาย “คุณมินตราใช่ไหมคะ”

“ค่ะ ไม่ทราบว่าใครคะ”

“ดิฉันโทรมาจากบ้านวัฒนากร คุณหญิงวราภรณ์ มารดาของคุณคีริน ต้องการพบคุณเป็นการส่วนตัวค่ะ”

มือของมินตราเย็นเฉียบทันที หัวใจที่เคยอบอุ่นจากคำพูดของคีรินเมื่อคืนร่วงวูบลงเหมือนถูกดึงออกจากอก เธอเงียบไปนานจนปลายสายต้องเรียกซ้ำ

“คุณมินตรายังฟังอยู่ไหมคะ”

มินตรากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ดวงตาเหลือบมองป้ามาลีที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตาโดยไม่รู้เรื่องอะไร เธอพยายามบังคับเสียงตัวเองให้ปกติที่สุด “ฟังอยู่ค่ะ”

“คุณหญิงสะดวกพบคุณบ่ายสามโมงวันนี้ ที่โรงแรมวัฒนากร แกรนด์ ห้องรับรองชั้นสิบสอง กรุณามาตรงเวลาด้วยนะคะ”

มินตรากำโทรศัพท์แน่น “คุณหญิงมีธุระอะไรกับฉันเหรอคะ”

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เป็นเรื่องของคุณคีรินค่ะ”

เพียงเท่านั้น มินตราก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเงียบลง เธอรู้ดีว่าวันนี้ต้องมาถึงสักวัน วันที่ครอบครัวของคีรินรู้เรื่องเธอ วันที่ความแตกต่างระหว่างเธอกับเขาถูกยกขึ้นมาวางตรงหน้าอย่างไม่มีทางหลบ เธอไม่รู้ว่าคุณหญิงวราภรณ์จะพูดอะไรกับเธอ แต่ความเย็นชาจากน้ำเสียงในสายก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หัวใจของเธอสั่นไหว

“ค่ะ” มินตราตอบเบา ๆ “ฉันจะไปค่ะ”

เมื่อวางสาย เธอยืนนิ่งอยู่หลังร้านนานหลายวินาที มือยังจับโทรศัพท์ไว้แน่นจนข้อนิ้วซีด ป้ามาลีหันมาเห็นสีหน้าลูกสาวจึงถามด้วยความเป็นห่วง “มิน เป็นอะไรลูก ใครโทรมา”

มินตราสะดุ้ง ก่อนฝืนยิ้ม “ไม่มีอะไรค่ะ แค่ลูกค้าสั่งข้าวกล่องเยอะหน่อย มินต้องออกไปส่งตอนบ่าย”

ป้ามาลีมองลูกสาวเหมือนไม่ค่อยเชื่อ แต่ก็ไม่ได้ถามต่อ “เหนื่อยก็พักบ้างนะลูก”

“ค่ะ แม่”

มินตราหันกลับไปล้างผักต่อ แต่มือที่เคยคล่องกลับสั่นจนแทบจับมีดไม่มั่น เธอนึกถึงคำสัญญาของคีรินที่เคยกุมมือเธอไว้หลังตลาด เขาบอกว่าจะไม่ปล่อยมือเธอ ไม่ว่าใครจะขัดขวาง แต่ตอนนี้คนที่ขัดขวางกำลังยื่นมือเข้ามาจริง ๆ และมินตราไม่แน่ใจเลยว่าคำสัญญาของเขาจะแข็งแรงพอจะต้านทานโลกที่เธอไม่เคยมีที่ยืนหรือไม่

แสงแดดยามสายส่องลงบนพื้นตลาด ผู้คนยังเดินผ่านไปมา เสียงแม่ค้ายังร้องเรียกลูกค้าเหมือนทุกวัน แต่สำหรับมินตรา ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปแล้ว โทรศัพท์สายนั้นเหมือนประตูบานหนึ่งที่เปิดออกไปสู่เส้นทางที่เธอหวาดกลัวที่สุด เส้นทางที่อาจทำให้ความรักของเธอกับคีรินต้องถูกพิสูจน์ด้วยน้ำตา

เธอก้มมองมือของตัวเอง มือที่คีรินเคยจับไว้แน่นเมื่อคืนก่อน แล้วค่อย ๆ กำมันเข้าหากันราวกับต้องการเก็บความอบอุ่นที่เหลืออยู่ไว้ให้นานที่สุด เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เธอต้องไปยืนต่อหน้าผู้หญิงที่เป็นแม่ของเขา ผู้หญิงที่มีทุกอย่างเหนือกว่าเธอ และผู้หญิงคนนั้นกำลังเรียกเธอไปพบเป็นการส่วนตัว

มินตราเดินออกจากรถประจำทางหน้าทางเข้าโรงแรมวัฒนากร แกรนด์ ด้วยหัวใจที่เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ตึกสูงหรูหราตระหง่านอยู่ตรงหน้า กระจกใสสะท้อนแสงแดดยามบ่ายจนแทบมองไม่เห็นภายใน ผู้คนที่เดินเข้าออกล้วนแต่งกายดี สวมสูทแบรนด์เนมหรือชุดเดรสราคาแพง ทุกย่างก้าวของพวกเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ ต่างจากหญิงสาวในชุดกระโปรงเรียบง่ายสีฟ้าอ่อนที่ยืนกำสายกระเป๋าผ้าแน่นราวกับกำลังให้กำลังใจตัวเอง

เธอสูดลมหายใจลึกแล้วก้าวเข้าไปในล็อบบี้ พื้นหินอ่อนสะอาดสะท้อนเงาแชนเดอเลียร์ขนาดใหญ่ พนักงานต้อนรับยิ้มอย่างสุภาพก่อนตรวจสอบรายชื่อและเชิญเธอขึ้นลิฟต์ส่วนตัวไปยังชั้นสิบสอง

ประตูลิฟต์เปิดออกสู่โถงรับรองเงียบสงบ เลขาสาวในชุดสูทสีครีมเดินเข้ามาต้อนรับและผายมือเชิญไปยังห้องรับรองด้านใน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป