บทที่ 6 บทที่ 6

เมื่อประตูเปิดออก มินตราก็เห็นคุณหญิงวราภรณ์นั่งอยู่ริมหน้าต่างที่มองเห็นวิวเมืองกว้างไกล บนโต๊ะมีชุดน้ำชาลายครามและแฟ้มเอกสารบาง ๆ วางอยู่ ทุกอย่างดูเป็นระเบียบสมบูรณ์แบบเหมือนเจ้าของห้อง

“สวัสดีค่ะคุณหญิง” มินตราก้มศีรษะอย่างสุภาพ

คุณหญิงวราภรณ์พยักหน้าเพียงเล็กน้อย “นั่งก่อนสิ”

มินตรานั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม มือของเธอวางประสานกันบนตักเพื่อปิดบังความสั่นไหว

“ชอบดื่มชาไหม”

“ได้ค่ะ”

เลขารีบเทชาใส่ถ้วยแล้ววางตรงหน้าเธอ แต่ตลอดเวลามินตราแทบไม่ได้แตะต้องมัน ความเงียบระหว่างทั้งสองยาวนานราวกับอีกฝ่ายตั้งใจสร้างแรงกดดัน

ในที่สุดคุณหญิงวราภรณ์ก็เปิดแฟ้มตรงหน้า หยิบรูปถ่ายใบหนึ่งขึ้นมาแล้วเลื่อนมาตรงกลางโต๊ะ เป็นรูปที่คีรินกำลังช่วยเธอเก็บโต๊ะที่ร้านอาหาร

“ลูกชายฉันยิ้มแบบนี้กับผู้หญิงไม่กี่คน”

มินตราเม้มริมฝีปาก “ค่ะ”

“เธอคบกับคีรินมานานเท่าไร”

“ระยะหนึ่งแล้วค่ะ”

“รู้ฐานะของเขาไหม”

“รู้ค่ะ”

“แล้วก็ยังเลือกจะคบ”

มินตราเงยหน้าสบตาอีกฝ่าย “เพราะฉันรักเขา ไม่ใช่เพราะฐานะค่ะ”

คุณหญิงวราภรณ์หัวเราะเบา ๆ แต่แววตาไม่ได้มีความขบขันแม้แต่น้อย

“เด็กสาวอายุเท่าเธอทุกคนก็พูดแบบนี้ทั้งนั้น”

“ฉันพูดความจริงค่ะ”

“ความจริงหรือความฝัน”

คุณหญิงวราภรณ์วางถ้วยชาลงแล้วเอนหลังพิงเก้าอี้ “เธอคิดหรือว่าความรักเพียงอย่างเดียวจะทำให้ใช้ชีวิตร่วมกับลูกชายฉันได้ คีรินมีภาระต้องดูแลธุรกิจหลายหมื่นล้าน มีสังคมระดับประเทศ มีการพบปะนักลงทุนและนักการเมือง เธอจะยืนตรงไหนในชีวิตเขา”

“ฉันไม่เคยคิดจะเป็นภาระของเขา”

“แต่เธอเป็นอยู่แล้ว”

คำพูดสั้น ๆ นั้นเหมือนค้อนหนักกระแทกกลางอก มินตรานิ่งไปชั่วขณะ

“เธอมีแม่ที่สุขภาพไม่ดี ร้านอาหารเล็ก ๆ ที่รายได้ไม่แน่นอน และชีวิตที่ต้องดิ้นรนทุกวัน ถ้าคีรินเลือกเธอ เขาไม่ได้แค่แต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง แต่เขาต้องรับผิดชอบทุกอย่างที่ตามมาด้วย”

มินตราพยายามกลั้นน้ำตา “ฉันไม่เคยขอให้เขารับผิดชอบอะไรเลยค่ะ”

“แต่สุดท้ายเขาก็ต้องทำ”

ห้องทั้งห้องเงียบลงอีกครั้ง คุณหญิงวราภรณ์มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาเยือกเย็น เธอเห็นความรักในแววตาของมินตรา แต่ไม่คิดว่านั่นจะเปลี่ยนการตัดสินใจของตน

“ฉันจะพูดตรง ๆ” คุณหญิงกล่าว “เลิกกับลูกชายฉัน”

มินตราสะดุ้ง

“คุณหญิงคะ”

“ถ้าเธอรักเขาจริง ก็ปล่อยเขาไป เขาควรมีอนาคตที่เหมาะสมกว่านี้”

น้ำเสียงของมินตราสั่นเครือ “ฉันไม่เคยคิดจะฉุดรั้งเขาเลยค่ะ”

“แต่การมีตัวตนของเธอก็รั้งเขาแล้ว”

มินตราก้มมองมือของตัวเอง น้ำตาค่อย ๆ เอ่อขึ้นโดยไม่รู้ตัว เธอไม่เคยคิดว่าการรักใครสักคนจะทำให้ถูกมองเป็นความผิด

“ฉันขอโทษค่ะ แต่ฉันทำไม่ได้”

คุณหญิงวราภรณ์ขมวดคิ้ว “ทำไม่ได้หรือไม่อยากทำ”

“เพราะฉันรักเขาจริง ๆ ค่ะ”

คำตอบหนักแน่นนั้นทำให้ผู้หญิงสูงศักดิ์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดกระเป๋าถือหนังสีดำราคาแพง หยิบซองเอกสารหนาออกมาวางบนโต๊ะ

เสียงกระดาษกระทบไม้ดังเบา ๆ แต่กลับก้องอยู่ในหัวของมินตรา

“ในนี้เป็นเช็คจำนวนเงินที่มากพอให้เธอกับแม่สบายไปทั้งชีวิต”

มินตรามองซองนั้นก่อนส่ายหน้า

“ฉันไม่รับค่ะ”

“ยังไม่รู้จำนวนเงินเลย”

“ต่อให้มากแค่ไหน ฉันก็ไม่รับ”

คุณหญิงวราภรณ์ยิ้มมุมปาก “เธอแน่ใจหรือ เงินจำนวนนี้อาจทำให้แม่ของเธอไม่ต้องยืนหน้าเตาร้อน ๆ อีกต่อไป”

มินตรากัดริมฝีปากแน่น “ความรักซื้อขายกันไม่ได้ค่ะ”

“ฉันไม่ได้ซื้อความรัก ฉันกำลังซื้ออนาคตของลูกชาย”

“แต่ฉันไม่ขายหัวใจตัวเอง”

น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงบนหลังมือของเธออย่างเงียบงัน คุณหญิงวราภรณ์ถอนหายใจเบา ๆ “เธอยังเด็ก ยังคิดว่าโลกหมุนด้วยความรู้สึก แต่วันหนึ่งเธอจะเข้าใจว่าเงินเปลี่ยนชีวิตคนได้”

“อาจจริงค่ะ แต่ฉันไม่อยากแลกคีรินกับเงิน”

บรรยากาศเริ่มตึงเครียด เลขาที่ยืนอยู่ด้านหลังไม่กล้าขยับตัว ทันใดนั้น โทรศัพท์มือถือของมินตราก็ดังขึ้น เธอรีบหยิบขึ้นมาดูและพบว่าเป็นสายจากเพื่อนบ้านร้านอาหาร

“ขออนุญาตนะคะ”

เธอกดรับสายทันที

“มิน รีบมาที่โรงพยาบาลเร็ว ป้ามาลีเป็นลมล้มหน้าร้าน ตอนนี้หมอกำลังตรวจอยู่”

ใบหน้าของมินตราซีดเผือด

“แม่เป็นอะไรคะ”

“หมอบอกว่าต้องตรวจละเอียด เหมือนอาการหนัก รีบมาเถอะ”

สายถูกตัดไป มินตราลุกพรวดจากเก้าอี้จนเกือบทำถ้วยชาล้ม

“คุณหญิงคะ ขอตัวก่อนนะคะ แม่ฉันเข้าโรงพยาบาล”

เธอกำลังจะเดินออก แต่คุณหญิงวราภรณ์กลับพูดเรียบ ๆ

“เชิญ”

มินตรารีบวิ่งออกจากห้องโดยไม่หันกลับมา

เกือบสี่สิบนาทีต่อมา เธอมาถึงโรงพยาบาลในสภาพหอบเหนื่อย ป้ามาลีนอนอยู่บนเตียง มีสายน้ำเกลือต่ออยู่ที่แขน ใบหน้าซีดเซียวผิดปกติ หมอเรียกมินตราออกไปคุยหน้าห้อง

“คุณเป็นญาติคนไข้ใช่ไหม”

“ค่ะ ฉันเป็นลูกสาว”

“จากผลตรวจเบื้องต้น คนไข้มีเลือดออกภายในจากภาวะแทรกซ้อน ต้องผ่าตัดโดยเร็วที่สุด ถ้าช้าอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต”

หัวใจของมินตราหล่นวูบ

“ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไรคะ”

หมอแจ้งตัวเลขที่สูงเกินกว่าที่เธอเคยมีในบัญชีหลายเท่า

“โรงพยาบาลต้องการเงินมัดจำเพื่อดำเนินการผ่าตัดทันที”

มินตราพยักหน้าทั้งที่สมองว่างเปล่า เธอรีบโทรหาเพื่อน โทรหาญาติห่าง ๆ และติดต่อธนาคาร แต่เงินทั้งหมดที่รวมกันยังห่างไกลจากจำนวนที่ต้องใช้ เธอนั่งทรุดอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน น้ำตาไหลไม่หยุด

“แม่ต้องไม่เป็นอะไร”

ขณะนั้นเอง โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เป็นเบอร์เดิมจากสำนักงานของคุณหญิงวราภรณ์ มินตรากดรับอย่างลังเล

“คุณมินตราคะ คุณหญิงฝากเรียนว่า หากคุณเปลี่ยนใจ เรื่องข้อเสนอเมื่อครู่ยังเปิดไว้เสมอ”

ปลายสายพูดจบก็วางไปโดยไม่รอฟังคำตอบ

มินตราค่อย ๆ ลดโทรศัพท์ลง ดวงตาแดงช้ำมองผ่านกระจกเข้าไปเห็นแม่ที่นอนหมดสติบนเตียง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป