บทที่ 9 บทที่ 9
หลายวันต่อมา คีรินพยายามใช้ชีวิตตามปกติ เขาเข้าประชุม อ่านเอกสาร และลงพื้นที่กับบริษัท แต่ทุกครั้งที่ว่าง ภาพของมินตราก็ย้อนกลับมาในหัวเสมอ
คืนหนึ่งเขาขับรถผ่านตลาดโดยไม่ตั้งใจ ความคิดสั่งให้เหยียบคันเร่งผ่านไป แต่หัวใจกลับบังคับให้จอด
เขานั่งมองร้านอาหารเล็ก ๆ จากในรถ
มินตรากำลังช่วยลูกค้าเก็บโต๊ะ ใบหน้าของเธอดูเหนื่อยล้ากว่าที่เคย แต่เธอยังคงยิ้มให้ผู้คนรอบตัว
คีรินกำลังจะลงจากรถ แต่จู่ ๆ ก็เห็นชายคนหนึ่งเดินเข้ามาช่วยยกของในร้าน มินตราหันไปพูดกับเขา ทั้งสองยิ้มให้กันสั้น ๆ
เพียงภาพแค่นั้นก็เพียงพอให้ไฟแห่งความหึงหวงลุกโชน
“นี่สินะ คนใหม่ของคุณ”
เขาเหยียบคันเร่งออกไปทันทีโดยไม่รู้ว่าชายคนนั้นเป็นเพียงเพื่อนบ้านที่มาช่วยยกถังแก๊สให้ร้านอาหาร
จากวันนั้น ความรักที่เคยอบอุ่นเริ่มเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวด และความเจ็บปวดก็ค่อย ๆ กลายเป็นความโกรธ
เขาเลิกโทรหามินตรา ลบข้อความทั้งหมดแต่ไม่สามารถลบรูปถ่ายที่เก็บไว้ได้ ทุกคืนเขายังเผลอเปิดดูรูปเธอ แล้วปิดหน้าจอด้วยความหงุดหงิด
“ผู้หญิงหลอกลวง”
เขาพูดกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับต้องการบังคับให้หัวใจเชื่อในสิ่งที่สมองคิด
ขณะเดียวกัน คุณหญิงวราภรณ์เริ่มเดินหน้าแผนต่อไป
เช้าวันหนึ่ง เธอเรียกคีรินเข้าห้องทำงาน
“นั่งก่อน”
เขานั่งลงอย่างเงียบ ๆ
คุณหญิงเลื่อนแฟ้มเอกสารสีดำมาตรงหน้า
“นี่คือเอกสารตอบรับจากมหาวิทยาลัยที่อังกฤษ หลักสูตรบริหารธุรกิจที่แม่เตรียมไว้ให้ลูก”
คีรินเปิดดูอย่างไร้อารมณ์
“กำหนดเดินทางอีกสองสัปดาห์”
“เร็วเกินไป”
“ยิ่งเร็ว ยิ่งดี”
เขาปิดแฟ้มแล้วถอนหายใจ
“ผมยังไม่พร้อม”
“หรือยังตัดใจจากผู้หญิงคนนั้นไม่ได้”
คำถามตรงไปตรงมาทำให้เขานิ่ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง คีรินจึงตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“คนที่ทรยศผม ไม่มีค่าพอให้ผมเสียใจ”
คุณหญิงวราภรณ์พยักหน้าอย่างพอใจ
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปเริ่มต้นใหม่ ลูกมีอนาคตอีกไกล อย่าเสียเวลากับผู้หญิงที่เลือกเงินและผู้ชายคนอื่น”
คีรินหลับตาลง เขาพยายามกดความรู้สึกทั้งหมดไว้ลึกที่สุด
หลายวันถัดมา เขาเซ็นเอกสารตอบรับหลักสูตรโดยไม่ลังเลอีก
ข่าวการไปเรียนต่อต่างประเทศแพร่ไปถึงคนรู้จักหลายคน รวมทั้งมินตราที่ได้รับรู้จากเพื่อนในมหาวิทยาลัย หญิงสาวยืนนิ่งอยู่หลังร้านอาหาร น้ำตาไหลเงียบ ๆ เมื่อได้ยินว่าคีรินกำลังจะจากประเทศไทย เธออยากไปส่งเขา อยากอธิบายทุกอย่าง อยากบอกว่าที่ทำลงไปเพราะต้องการช่วยชีวิตแม่ แต่เธอทำไม่ได้
สัญญาที่ให้ไว้กับคุณหญิงวราภรณ์ยังผูกมัดเธออยู่ และเงินที่ใช้รักษาป้ามาลีก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเสียสละครั้งนี้ไม่มีทางย้อนกลับได้
วันเดินทางมาถึง สนามบินนานาชาติคลาคล่ำไปด้วยผู้โดยสารและเสียงประกาศเที่ยวบิน คีรินสวมสูทสีเข้ม ลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ผ่านโถงผู้โดยสารขาออก ใบหน้าของเขานิ่งสงบจนแทบไม่มีใครรู้ว่าภายในกำลังเต็มไปด้วยบาดแผล คุณหญิงวราภรณ์เดินมาส่งลูกชายด้วยตนเอง
“ดูแลตัวเองนะ”
“ครับ”
“ตั้งใจเรียน กลับมาแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น”
เขาพยักหน้ารับ
ก่อนเข้าเกต เขาหันกลับไปมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างเงียบ ๆ ในใจลึก ๆ ยังมีความหวังเล็ก ๆ ว่ามินตราจะปรากฏตัวขึ้นสักครั้ง วิ่งมาบอกว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงความเข้าใจผิด
แต่ไม่มีใครมา
มีเพียงเสียงประกาศเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องดังขึ้นอีกครั้ง
คีรินกำหมัดแน่น สูดลมหายใจลึก แล้วบังคับตัวเองก้าวเดินต่อ
ในขณะเดียวกัน มินตรายืนอยู่ริมถนนหน้าร้านอาหาร มองเครื่องบินลำหนึ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีคราม เธอรู้ดีว่าเที่ยวบินนั้นคือเที่ยวบินของเขา
น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่อาจกลั้นไว้ได้
เธอกระซิบเบา ๆ กับสายลม
“ขอโทษนะคีริน”
แต่คำขอโทษนั้นไม่มีวันส่งไปถึงผู้ชายที่อยู่บนเครื่องบิน
ภายในห้องโดยสาร คีรินหันมองผ่านหน้าต่าง เห็นผืนแผ่นดินค่อย ๆ เล็กลงทุกขณะ เขาหลับตาลงแล้วนึกถึงใบหน้าของมินตราเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะบังคับตัวเองผลักภาพนั้นออกไป
เสียงในใจของเขาดังชัดกว่าครั้งไหน
“ตั้งแต่วินาทีนี้ไป ผมจะลืมผู้หญิงคนนั้นให้ได้ และถ้าวันหนึ่งเราต้องพบกันอีก ผมจะไม่มีวันให้อภัยคนที่ทำลายหัวใจของผม”
เครื่องบินทะยานขึ้นเหนือก้อนเมฆอย่างมั่นคง พร้อมกับคำสาบานที่ถูกสลักลึกลงในหัวใจของคีริน และไม่มีใครรู้เลยว่าคำสาบานนั้นจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจผิดที่ยาวนานหลายปีและเปลี่ยนชะตาชีวิตของทั้งสองไปตลอดกาล
หลังจากเครื่องบินของคีรินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ชีวิตของมินตราก็เหมือนถูกดึงเข้าสู่ความเงียบงันที่ไร้สีสัน ทุกเช้าเธอตื่นขึ้นมาช่วยป้ามาลีเปิดร้านอาหารเหมือนเดิม ยกของ ล้างผัก ต้อนรับลูกค้า และฝืนยิ้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ทุกคืนเมื่อร้านปิดและแสงไฟในตลาดดับลง เธอมักแอบนั่งอยู่คนเดียวหน้าบ้าน มองท้องฟ้าที่มืดมิดแล้วคิดถึงชายคนหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร
เธอไม่กล้าเปิดดูรูปถ่ายในโทรศัพท์อีก เพราะทุกครั้งที่เห็นรอยยิ้มของคีริน น้ำตาจะไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
ป้ามาลีที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดยังต้องพักฟื้นอีกนาน แม้อาการจะดีขึ้นแต่ก็ยังทำงานหนักไม่ได้ มินตราจึงรับภาระทั้งหมดไว้คนเดียว เธอตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อเตรียมวัตถุดิบ กลับมาจัดการเรื่องบัญชีร้านในตอนกลางคืน และพยายามไม่คิดถึงความเจ็บปวดในใจ
แต่ไม่นานนัก ร่างกายของเธอก็เริ่มส่งสัญญาณแปลก ๆ
เช้าวันหนึ่ง ขณะกำลังผัดกะเพราอยู่หน้าเตา กลิ่นน้ำมันทำให้เธอรู้สึกคลื่นไส้อย่างรุนแรง มินตรารีบวางตะหลิวแล้ววิ่งไปอาเจียนหลังร้าน
