บทที่ 13 13

ณ ประเทศสิงคโปร์

​            บนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้าใจกลางเมือง ร่างระหงของหญิงสาวคนหนึ่งยืนทอดสายตามองทิวทัศน์ยามค่ำคืนผ่านกระจกบานใหญ่ ชุดเดรสสีดำสนิทขับเน้นผิวขาวผ่องและทรวดทรงองค์เอวที่สมส่วน ใบหน้าสวยเฉี่ยวถูกแต่งแต้มอย่างประณีต นัยน์ตากลมโตที่เคยอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว บัดนี้กลับฉายแววเด็ดเดี่ยว เยือกเย็น และแฝงไปด้วยอำนาจที่ยากจะหยั่งถึง

​            เธอคือมิรันดา ลูกสาวบุญธรรมของเอ็ดเวิร์ด มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก และเธอก็คืออดีตผู้หญิงที่ชื่อมนต์มีนา ผู้ซึ่งรอดพ้นจากความตายและถือกำเนิดใหม่เพื่อกลับมาทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่าง

​            สี่ปีที่ผ่านมา มนต์มีนาทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการเรียนรู้และฝึกฝนตนเอง เอ็ดเวิร์ดจัดหาผู้เชี่ยวชาญในทุกด้านมาสั่งสอนเธอ ทั้งเรื่องการบริหารธุรกิจ การลงทุน การต่อสู้ป้องกันตัว ไปจนถึงศิลปะการเจรจาต่อรอง หญิงสาวซึมซับความรู้เหล่านั้นอย่างรวดเร็วและนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเฉียบขาด จนเอ็ดเวิร์ดยังต้องเอ่ยปากชม

​จากหญิงสาวที่อ่อนแอและยอมคน บัดนี้เธอได้กลายเป็นนักธุรกิจหญิงที่เฉียบคมและไร้ความปรานี ทุกการตัดสินใจของเธอเด็ดขาดและแม่นยำจนเป็นที่ครั่นคร้ามของคู่แข่งทางธุรกิจ ไม่มีใครกล้าประเมินความสามารถของเธอต่ำไป แม้ว่าเธอจะเพิ่งก้าวเข้ามาในวงการนี้ได้ไม่นานก็ตาม

​"มาดามครับ ท่านริชาร์ดให้มาเชิญไปที่ห้องรับประทานอาหารครับ" เสียงของเจมส์ บอดี้การ์ดคนสนิทดังขึ้นจากทางด้านหลัง

​มิรันดาพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานส่วนตัว ก้าวเดินของเธอสง่างามและมั่นคง รัศมีแห่งความมีอำนาจแผ่กระจายออกมารอบตัวจนใครๆ ก็ต้องหลีกทางให้

​            ภายในห้องรับประทานอาหารสุดหรู เอ็ดเวิร์ดนั่งรออยู่ที่หัวโต๊ะ ใบหน้าของชายวัยกลางคนเปื้อนยิ้มเมื่อเห็นลูกสาวบุญธรรมเดินเข้ามา ทว่าสิ่งที่ทำให้รอยยิ้มของมิรันดาสว่างไสวขึ้นมาอย่างแท้จริง คือร่างเล็กๆ สองร่างที่วิ่งเตาะแตะเข้ามาหาเธอพร้อมกับเสียงหัวเราะสดใส

​"หม่ามี้! หม่ามี้มาแย้ว!" เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กหญิงวัยสี่ขวบดังขึ้น ก่อนที่ร่างเล็กๆ ในชุดกระโปรงสีชมพูฟูฟ่องจะโผเข้ากอดขาของมิรันดาอย่างแรง

​"หม่ามี้ทำงานเสร็จแล้วเหรอฮะ มินทร์รอกินข้าวตั้งนานแหนะ" เด็กชายหน้าตาจิ้มลิ้มในชุดเอี๊ยมตัวเก่งเดินตามมาสมทบ มือเล็กๆ จับชายกระโปรงของมารดาไว้แน่น

​มิรันดาย่อตัวลงนั่งคุกเข่า รวบร่างของเด็กทั้งสองเข้ามากอดไว้แนบอก รอยยิ้มที่หาดูได้ยากปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยเฉี่ยว แววตาเยือกเย็นแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความรักอย่างหาที่สุดไม่ได้

​            น้องมินทร์ และ น้องมีนา คือแก้วตาดวงใจของเธอ คือเหตุผลเดียวที่ทำให้เธอกัดฟันสู้และมีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ เด็กแฝดทั้งสองมีความฉลาดเฉลียวและช่างสังเกตเกินวัย น้องมินทร์ถอดแบบความเงียบขรึมและแววตาดุดันมาจากผู้เป็นพ่อ ในขณะที่น้องมีนาก็มีรอยยิ้มหวานและความร่าเริงที่ถอดแบบมาจากเธอในอดีต

​"หม่ามี้ขอโทษที่ให้รอนะคะคนเก่ง วันนี้งานยุ่งนิดหน่อย หิวกันแล้วใช่ไหมลูก" มิรันดากดจมูกโด่งรั้นลงบนแก้มยุ้ยของลูกน้อยทั้งสองสลับกันไปมา เรียกเสียงหัวเราะคิกคักจากเด็กแฝดได้เป็นอย่างดี

ริชาร์ด​เอ็ดเวิร์ดมองภาพครอบครัวอันแสนอบอุ่นนั้นด้วยรอยยิ้ม เขารู้สึกภูมิใจในการตัดสินใจของตนเองที่เลือกช่วยชีวิตผู้หญิงคนนี้ เธอพิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่า เธอคู่ควรกับโอกาสที่เขาหยิบยื่นให้ และเธอก็ทำหน้าที่แม่ได้อย่างดี

​            หลังมื้ออาหารค่ำ มิรันดาส่งเด็กๆ เข้านอนและอ่านนิทานให้ฟังจนทั้งคู่หลับสนิท หญิงสาวจุมพิตหน้าผากมนของลูกน้อยแผ่วเบา ก่อนจะเดินกลับมาที่ห้องทำงานของริชาร์ดเพื่อคุยธุระสำคัญ

​            "บริษัทของตระกูลศิริโสภณกำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก รดาพยายามวิ่งเต้นหาเงินทุนมาพยุงธุรกิจ แต่ก็ถูกปฏิเสธจากทุกธนาคาร เพราะเครดิตของตระกูลพวกเขาแย่มาก" เขาวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ เลื่อนไปตรงหน้าลูกสาวบุญธรรม

​            มิรันดาเปิดแฟ้มขึ้นอ่านด้วยสายตาเรียบเฉย ริมฝีปากสีสดเหยียดยิ้มร้ายกาจ "ก็สมควรแล้วล่ะค่ะ ตระกูลที่สร้างภาพด้วยเปลือกนอก แต่ภายในกลวงโบ๋ อาศัยเกาะกินคนอื่นเพื่อความอยู่รอด ถึงเวลาที่กรรมจะตามสนองพวกมันแล้ว"

​"และที่สำคัญกว่านั้น" ริชาร์ดเว้นจังหวะเล็กน้อย นัยน์ตาสีฟ้าจ้องมองใบหน้าของหญิงสาวอย่างจับสังเกต "บริษัทภูริพงษ์พัฒน์ของอติภพ ก็กำลังต้องการผู้ร่วมทุนรายใหญ่เพื่อขยายฐานการผลิตในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มทุนของเราคือเป้าหมายอันดับหนึ่งที่พวกเขาต้องการเจรจาด้วย"

​            มือบางที่กำลังเปิดหน้ากระดาษชะงักไปชั่วครู่ ชื่อของอติภพยังคงมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเธออยู่เสมอ ทว่ามันไม่ใช่ความรักหรือความอาวรณ์อีกต่อไป มันคือความเคียดแค้นและความปรารถนาที่จะเห็นเขาต้องเจ็บปวดอย่างที่เธอเคยเผชิญ

​มิรันดาปิดแฟ้มเอกสารลงเสียงดังฉับ นัยน์ตากลมโตวาวโรจน์ไปด้วยไฟแค้นที่ถูกจุดให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง "ถึงเวลาแล้วสินะคะ ที่หนูจะต้องกลับไปทวงของของหนูคืน"

​"ลูกพร้อมแล้วใช่ไหม การกลับไปครั้งนี้ ลูกจะต้องเผชิญหน้ากับอดีตที่เจ็บปวด และต้องเล่นเกมจิตวิทยากับคนที่ฉลาดอย่างอติภพ พลาดเพียงก้าวเดียว แผนการทั้งหมดอาจจะพังทลายลงได้" เขาเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ

​"หนูพร้อมเสมอค่ะคุณพ่อ หนูรอคอยวันนี้มาตลอดสี่ปี รอวันที่จะได้เหยียบย่ำความจองหองของพวกมันให้จมดิน" มิรันดาตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและหนักแน่น

​"ถ้าอย่างนั้น พ่อจะให้คนเตรียมการสำหรับการเดินทางไปประเทศไทย เราจะไปในฐานะผู้ร่วมทุนรายใหญ่ และลูกจะเป็นตัวแทนของกลุ่มทุนเราในการเจรจาครั้งนี้" ริชาร์ดประกาศการตัดสินใจอย่างเป็นทางการ

​            มิรันดาลุกขึ้นยืน โค้งศีรษะให้ผู้เป็นพ่อบุญธรรมด้วยความเคารพ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานไป ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืน หญิงสาวมองออกไปนอกหน้าต่างกระจก สายตาของเธอทอดยาวข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังดินแดนบ้านเกิด ดินแดนที่เคยฝากบาดแผลฉกรรจ์ไว้ในหัวใจของเธอ

​อติภพ รดา พวกคุณเตรียมตัวรับมือกับพายุลูกใหม่ที่กำลังจะพัดถล่มชีวิตพวกคุณให้พังพินาศได้เลย พายุที่ชื่อว่ามิรันดากำลังจะไปเยือนพวกคุณถึงที่ และครั้งนี้ ฉันจะไม่มีวันปรานีพวกคุณอย่างแน่นอน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป