บทที่ 3 3
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเช้าภายในคฤหาสน์ภูริพงษ์พัฒน์ดำเนินไปอย่างเงียบเหงาและอึดอัด มนต์มีนานั่งเขี่ยข้าวต้มในชามอย่างเลื่อนลอย ความเหนื่อยล้าจากการอดนอนและร้องไห้หนักตลอดทั้งคืนทำให้หญิงสาวไม่มีแก่ใจจะกลืนอาหารลงคอ แม้ว่าป้าสาย แม่บ้านเก่าแก่จะพยายามคะยั้นคะยอเพียงใดก็ตาม
ความรู้สึกคลื่นเหียนตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอจนมนต์มีนาต้องยกมือขึ้นปิดปาก หญิงสาวรีบผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้และวิ่งตรงไปยังห้องน้ำชั้นล่างอย่างรวดเร็ว เสียงโอ้กอ้ากดังเล็ดลอดออกมาเป็นระลอก ป้าสายรีบตามไปลูบหลังให้อย่างเวทนา
"คุณมีนเป็นอะไรไปคะ หรือว่าอาหารเช้าไม่ถูกปาก ให้ป้าต้มรังนกให้ใหม่ดีไหมคะ"
"ไม่เป็นไรค่ะป้าสาย มีนแค่รู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย สงสัยจะพักผ่อนไม่พอน่ะค่ะ" มนต์มีนาตอบเสียงสั่น พลางรับแก้วน้ำจากป้าสายมาบ้วนปาก
ทว่าลึกๆ ในใจ หญิงสาวกลับเริ่มสังหรณ์ใจบางอย่าง อาการหน้ามืด อ่อนเพลีย และคลื่นไส้อาเจียนในตอนเช้า มันเป็นอาการที่เธอเผชิญมาเกือบสัปดาห์แล้ว และเมื่อลองนับวันดู ประจำเดือนของเธอก็ขาดหายไปเกือบสองเดือนเต็ม
มือบางสั่นเทาขณะเลื่อนลงมากุมหน้าท้องแบนราบของตนเอง ภาพเหตุการณ์ในค่ำคืนวันแต่งงานเมื่อสามเดือนก่อนหวนกลับมาทำร้ายเธออีกครั้ง
คืนนั้น อติภพกลับเข้ามาในห้องหอด้วยสภาพเมามายไม่ได้สติ กลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ดวงตาคมกริบของเขาแดงก่ำและเต็มไปด้วยความวาวโรจน์ของโทสะ เขาไม่ได้เข้ามาเพื่อร่วมหอลงโรงด้วยความรัก แต่เขาเข้ามาเพื่อทำลายศักดิ์ศรีของเธอให้ย่อยยับ
'อยากได้ฉันเป็นผัวจนตัวสั่นนักใช่ไหม มนต์มีนา! อยากเป็นคุณนายภูริพงษ์พัฒน์จนต้องเอาตัวเข้าแลกงั้นสิ'
เสียงตวาดกร้าวของเขายังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะโถมทับลงมาบดขยี้เธออย่างป่าเถื่อนไร้ความปรานี ไม่มีคำหวาน ไม่มีการเล้าโลม มีเพียงความเจ็บปวดร้าวระบมที่เขายัดเยียดให้เพื่อระบายความโกรธแค้นที่ถูกบิดาบังคับให้แต่งงานกับเธอ
มนต์มีนาร้องไห้สะอึกสะอื้น พยายามดิ้นรนขัดขืน ทว่าเรี่ยวแรงของหญิงสาวหรือจะสู้แรงของบุรุษเพศที่กำลังคลุ้มคลั่งได้ คืนนั้น เธอสูญเสียความบริสุทธิ์ให้กับผู้ชายที่เธอรักหมดหัวใจ ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงคราบน้ำตาและความรังเกียจ
หลังจากคืนอันเลวร้ายนั้น อติภพก็ไม่เคยย่างกรายเข้ามาในห้องนอนใหญ่อีกเลย เขาทิ้งให้เธอนอนกอดตัวเองร้องไห้อยู่เพียงลำพัง และทำตัวเย็นชาหมางเมินใส่เธอมาโดยตลอด ราวกับว่าสัมผัสในคืนนั้นเป็นเพียงฝันร้ายที่เขาไม่อยากจดจำ
หรือว่า คืนนั้นเพียงคืนเดียว จะทำให้เกิดสายใยชีวิตขึ้นมาจริงๆ
มนต์มีนาสะบัดหัวไล่ความคิดที่ทำให้ใจสั่นสะท้าน เธอต้องไปตรวจให้แน่ใจ หญิงสาวบอกตัวเองในใจ ก่อนจะเดินกลับมาที่โต๊ะอาหารด้วยใบหน้าซีดเผือด
ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้นั่งลง เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนก็ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอทำลายความเงียบงัน มนต์มีนาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ เพราะเวลานี้อติภพควรจะอยู่ที่บริษัทแล้ว และคฤหาสน์หลังนี้ก็ไม่ค่อยมีแขกมาเยือนนัก โดยเฉพาะในเวลาเช้าตรู่เช่นนี้
ร่างระหงในชุดเดรสเข้ารูปสีแดงสดก้าวเข้ามาภายในห้องอาหาร ใบหน้าสวยเฉี่ยวที่ถูกแต่งแต้มอย่างประณีตเชิดขึ้นเล็กน้อยด้วยความเย่อหยิ่ง นัยน์ตากลมโตที่กรีดอายไลเนอร์เฉียบคมกวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางของมนต์มีนา รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากเคลือบลิปสติกสีสด
"รดา" มนต์มีนาครางชื่ออีกฝ่ายแผ่วเบา ความประหลาดใจระคนสังหรณ์ใจร้ายพุ่งริ้วขึ้นมาในอก
รดา ศิริโสภณ บุตรสาวคนเดียวของตระกูลศิริโสภณ ตระกูลผู้ดีเก่าที่เคยมีบุญคุณช่วยเหลือครอบครัวของอติภพเมื่อครั้งอดีต และที่สำคัญไปกว่านั้น เธอคือผู้หญิงที่อติภพเคยควงคู่ด้วยก่อนที่เขาจะถูกบังคับให้แต่งงานกับมนต์มีนา
"ไงจ๊ะ มีน ไม่เจอกันตั้งนาน ดูซีดเซียวไปเยอะเลยนะ การเป็นคุณนายภูริพงษ์พัฒน์มันเหนื่อยขนาดนั้นเลยเหรอ หรือว่าแพ้ท้องจ๊ะ" รดาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย ทว่าประโยคสุดท้ายกลับจงใจเน้นเสียงเข้มและจ้องมองไปที่หน้าท้องของมนต์มีนาอย่างมีเลศนัย
มนต์มีนาสะดุ้งสุดตัว มือบางกำเข้าหากันแน่น "รดาพูดเรื่องอะไรคะ มีนไม่ได้"
"โอ๊ย! อย่ามาทำเป็นไขสือหน่อยเลยมีน อาการหน้าซีดๆ ใครเห็นก็ดูออก" รดาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ร่างระหงเดินนวยนาดเข้ามาใกล้ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างถือวิสาสะ "ฉันเพิ่งกลับมาจากอเมริกาเมื่อคืนนี้เองจ้ะ พอดีภพเขาส่งคนไปรับฉันที่สนามบิน แล้วก็พาไปส่งที่คอนโดน่ะ"
