บทที่ 2 คราบใหม่ของซูเปอร์สตาร์

"ฟังให้ดีนะริว" เมษาดัดเสียงให้ทุ้มต่ำลงและกระด้างขึ้น "ตั้งแต่เลี้ยวเข้าเขตหมู่บ้านนี้เป็นต้นไป ฉันไม่ใช่เจ๊เมย์ ผู้จัดการซุปตาร์ของเธอ แต่ฉันคือ ลุงเมษา ชายชาตรีวัยกลางคน เธอห้ามหลุดปากเรียกฉันว่าเจ๊เด็ดขาด"

"ทำไมล่ะ"

"เพราะแม่ฉันเป็นคนหัวโบราณมาก ท่านรับไม่ได้หรอกถ้ารู้ว่าลูกชายคนเดียวกลายเป็นสาวประเภทสอง ทุกครั้งที่ฉันกลับบ้าน ฉันต้องทำตัวแมนๆ เพื่อไม่ให้แม่เสียใจ เข้าใจไหม" เมษาถอนหายใจยาว "แล้วคนที่เรากำลังจะไปขอพึ่งพิง ก็คือหลานสาวแท้ๆ ของฉันเอง ชื่อชีวา มันเป็นลูกของน้องสาวฉันที่ตายไปแล้ว ตอนนี้มันเป็นเจ้าของรีสอร์ตที่เราจะไปกบดาน ชีวาจะเรียกฉันว่าลุงเมษา เธอเองก็ต้องทำตัวให้เนียนด้วย"

"หลานเจ๊เปิดรีสอร์ตเหรอ จะปลอดภัยแน่ใช่ไหม"

"ปลอดภัยสิ รีสอร์ตมันอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขา เงียบสงบ ไม่มีนักข่าวหน้าไหนตามไปเจอหรอก" เมษายิ้มกริ่ม "แต่ฉันต้องขอเตือนไว้ก่อนนะ หลานสาวฉันคนนี้มันไม่ใช่ย่อย ปากมันกัดเจ็บยิ่งกว่ากรรไกร เธอเป็นดาราหน้าหล่อก็อย่าไปทำหยิ่งใส่มันเชียว ขืนทำให้มันไม่พอใจ มันไล่ตะเพิดออกจากรีสอร์ต ฉันก็ช่วยไม่ได้นะ"

ริวแค่นเสียงในลำคอ ซูเปอร์สตาร์อย่างเขาต้องมาตกระกำลำบาก นั่งรถทนนานนับสิบชั่วโมงจนร่างแทบแหลก ซ่อนตัวในป่าในเขา แถมยังต้องมาระวังอารมณ์เจ้าของรีสอร์ตปากร้ายอีก ชายหนุ่มเอนหลังพิงเบาะรถ หลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า หวังเพียงว่าการเดินทางครั้งนี้จะจบลงโดยเร็ว ก่อนที่เขาจะทนความอึดอัดไม่ไหวไปเสียก่อน

ล้อรถตู้ชะลอความเร็วลงเมื่อเข้าสู่ถนนสายเล็กที่โอบล้อมด้วยป่าเขารกครึ้ม ริวขยับตัวอย่างอึดอัดบนเบาะหนัง ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อผู้จัดการส่วนตัวโยนขวดรองพื้นสีเข้มจัดกับวิกผมหยิกฟูมาแหมะลงบนตัก

"อะไรเนี่ยเจ๊ เอาขยะพวกนี้มาโยนใส่ผมทำไม" ชายหนุ่มโวยวายเสียงหลง

เมษาในคราบลุงวัยกลางคนหันมามองดาราหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้า พลางส่ายหน้าช้าๆ "ไม่ได้ จะไปโผล่ที่นั่นในสภาพแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด"

"สภาพแบบนี้มันทำไม ผมก็หล่อของผมปกติ"

"ก็ไอ้ความหล่อทะลุแป้งนี่แหละที่เป็นปัญหา" เมษากดเสียงต่ำขึงขัง "ฟังนะริว ขืนเธอเดินเข้าไปในรีสอร์ตด้วยเบ้าหน้าแบบนี้ ต่อให้หลานฉันไม่บ้าดารา แต่คนงานหรือชาวบ้านแถวนั้นต้องจำซูเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งได้แน่ เธอต้องปลอมตัว ทาครีมเปลี่ยนสีผิวให้เข้มขึ้นแล้วก็ใส่วิกผมนี่ซะ"

"ไม่มีทาง ผมไม่ทำเด็ดขาด สภาพแบบนั้นมันคนบ้าชัดๆ"

"ถ้าไม่ทำ ฉันจะจอดรถแล้วถีบเธอลงไปคลุกฝุ่นตรงนี้แหละ ปล่อยให้นักข่าวแห่มาถ่ายรูปขึ้นหน้าหนึ่งพรุ่งนี้เลย เลือกเอาว่าจะเป็นคนบ้าชั่วคราว หรือจะดับอนาถในวงการตลอดไป"

คำขู่เด็ดขาดทำเอาริวกัดกรามแน่น ชายหนุ่มกลืนน้ำลายฝืดคอ จำใจบีบรองพื้นสีแทนเข้มชโลมลงบนใบหน้าและลำคออย่างลวกๆ เนื้อครีมเหนอะหนะทำให้เขานิ่วหน้า ก่อนจะสวมวิกผมหยิกฟูทับเส้นผมที่เซตทรงมาอย่างดี ภาพสะท้อนในกระจกทำเอาเขาแทบอยากร้องไห้ เทพบุตรบนพรมแดงหายวับไป เหลือเพียงชายหนุ่มหน้าตาซอมซ่อที่ดูประหลาดพิลึก

"ดีมาก เนียนใช้ได้เลย" เมษาพยักหน้าอย่างพอใจ "อ้อ แล้วตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป ลืมชื่อริวไปได้เลย เพื่อความสมจริงและเข้ากับลุคใหม่ เธอต้องเปลี่ยนชื่อ"

"จะให้ชื่ออะไรอีกล่ะ ดำ หรือ ด่าง ดีไหม" ริวประชดประชัน

"ชื่อเข้ม" เมษาประกาศ "เข้มที่แปลว่าเข้มแข็ง บึกบึน แบบผู้บ่าวไทบ้านของแท้ จำไว้ให้ขึ้นใจล่ะ นายเข้ม เพื่อนของลุงเมษา"

ริวกลอกตาด้วยความระอา แต่ก็ขี้เกียจต่อล้อต่อเถียง ไม่นานนักรถตู้ก็เลี้ยวผ่านซุ้มประตูไม้สักเก่าแก่ที่สลักชื่อ 'บ้านสวนชีวา' เอาไว้อย่างเรียบง่าย ลานกว้างเบื้องหน้าปูด้วยกรวดสีหยาบ มีบ้านพักไม้ชั้นเดียวสไตล์ล้านนาประยุกต์ตั้งเรียงรายลดหลั่นกันไปตามเนินเขา ร่มรื่นด้วยเงาไม้ใหญ่

เมื่อเครื่องยนต์ดับลง เข้มก้าวลงจากรถด้วยความรู้สึกไม่มั่นใจอย่างรุนแรง อากาศร้อนอบอ้าวในยามบ่ายพัดมาปะทะใบหน้าจนรองพื้นบนผิวเริ่มเหนอะหนะ

"ลุงเมษา"

เสียงหวานใสแต่หนักแน่นตะโกนเรียก ร่างระหงก้าวฉับไวตรงมาหา ชีวาสวมเสื้อยืดสีขาวพอดีตัวเปื้อนคราบดินจางๆ ทับด้วยเสื้อเชิ้ตยีนส์ที่พับแขนขึ้นถึงข้อศอก กางเกงผ้าฝ้ายสีเข้มและรองเท้าบูตหุ้มข้อเปื้อนโคลนบ่งบอกถึงการทำงานหนักมาตลอดเช้า ใบหน้าจิ้มลิ้มปราศจากเครื่องสำอางมีหยาดเหงื่อซึมตามไรผม ทว่าดวงตาคู่โตกลับฉายแววเด็ดเดี่ยว

"ชีวา หลานลุง" เมษาฉีกยิ้มกว้างรับร่างของหลานสาวที่สวมกอดเขาอย่างแนบแน่น "โฮมสเตย์สวยขึ้นเป็นกองเลยนะเนี่ย"

"ก็เรื่อยๆ จ้ะลุง ช่วงนี้ย่าชื่นอาการไม่ค่อยดี ชีวาก็เลยวุ่นๆ" ชีวาผละออกจากอ้อมกอด สายตาคมกริบตวัดไปมองชายหนุ่มผิวคล้ำผมหยิกฟูที่ยืนกอดอกอยู่เบื้องหลัง "แล้วนี่ลุงพาใครมาด้วยจ๊ะ ท่าทางพิลึกคน แดดเปรี้ยงขนาดนี้ยังใส่วิกผมปลอมอีก"

คำวิจารณ์ตรงไปตรงมาทำเอาเข้มถึงกับคิ้วกระตุก ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามระงับอารมณ์กรุ่นโกรธ

"เอ่อ นี่เพื่อนลุงเอง ชื่อเข้ม" เมษารีบแก้สถานการณ์ "ไอ้เข้มมันเพิ่งกลับจากทำงานรับเหมาตากแดดตากลมมาน่ะ ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ลุงเห็นว่าที่นี่อากาศดี เลยพามาพักผ่อนฟอกปอดสักระยะ หวังว่าชีวาคงไม่รังเกียจนะ"

"ถ้ามีเงินจ่ายค่าที่พัก ชีวาก็ไม่รังเกียจหรอกจ้ะ" หญิงสาวยักไหล่ "เชิญไปติดต่อที่เคาน์เตอร์ด้านในได้เลยจ้ะ เดี๋ยวชีวาจะให้คนงานเอากุญแจบ้านพักให้"

ชีวาหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับไปทำงานต่อ ทว่าเสียงห้าวทุ้มที่เจือไปด้วยความหงุดหงิดกลับดังขัดขึ้นเสียก่อน

"เดี๋ยว แล้วสัมภาระของผมล่ะ กระเป๋าเดินทางสามใบใหญ่ท้ายรถ ไม่มีพนักงานมายกให้หรือไง"

หญิงสาวชะงักฝีเท้า ค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับชายแปลกหน้า ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อย กวาดมองเขาด้วยความไม่ประทับใจ

"ที่นี่บ้านสวนชีวา ให้บริการแบบโฮมสเตย์อิงธรรมชาติ เราไม่มีพนักงานคอยเดินตามยกกระเป๋าให้ใคร ถ้าคุณมีแรงเดินเข้าบ้านพัก คุณก็ต้องมีแรงหิ้วกระเป๋าของตัวเองไปได้เช่นกัน"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป